สอบนายสิบตำรวจ ต้องเตรียมตัวแค่ไหน?

  • 3 พฤศจิกายน 2017
เจ้าหน้าที่ตำรวจวัยหนุ่ม Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ในวันอาทิตย์ที่ 5 พ.ย. นี้ หนุ่มสาวหลายคนจะเดินทางเข้าสู่ห้องสอบทั่วประเทศในการสอบใหญ่ประจำปีเพื่อคัดเลือกผู้เข้ารับราชการตำรวจ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า "สอบนายสิบตำรวจ"

ผู้สมัครกว่า 150,000 คน จะต้องแข่งขันกันเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่งที่มีเพียง 790 อัตรา นั่นหมายถึงการเตรียมตัวก่อนสอบเป็นสิ่งสำคัญที่หลายคนลาออกจากงานเพื่อทุ่มเทให้กับการสอบครั้งนี้

เหลือเวลาอีกไม่กี่วันก็จะถึงวันสอบจริงแล้ว แต่นักเรียนทั้ง 11 คนที่โรงเรียนกวดวิชาในตึกแถวใกล้ปากซอยเพชรเกษม 81 ยังคงฝึกทำแบบฝึกหัดวิชาคอมพิวเตอร์อย่างตั้งใจ เพราะหลายคนรู้ตัวว่าคะแนนยังไม่ถึงเกณฑ์

"แปลกอยู่เหมือนกันนะ เหมือนกลับไปวัยเด็กอีกรอบหนึ่ง เราโตสุดด้วย เรียนรู้กับน้อง ๆ บางคนที่เพิ่งจบจากมัธยมมา บางคนยังไม่สอบแอดมิชชั่นก็มี" สุรินทร์ทิพย์ เชี่ยวธาดา หนึ่งในนักเรียนวัย 30 ปีกล่าว

Image copyright BBC Thai

สุรินทร์ทิพย์ จบปริญญาตรีด้านนิเทศศาสตร์ และปริญญาโทด้านธุรกิจการท่องเที่ยว เธอเคยทำงานเป็นมัคคุเทศก์นานกว่า 5 ปีก่อนจะเริ่มสนใจอาชีพตำรวจ

เธอลาออกจากงานเพื่อเริ่มเตรียมสอบอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงกลางปี และเลือกติวที่โรงเรียนกวดวิชาโอภาสแห่งนี้เพราะใกล้บ้านและจำนวนนักเรียนไม่เยอะเกินไป

"มันก็ยากกว่าที่คิดตอนแรก เราห่างจากหลักสูตรพวกนี้มานานมาก ตั้งสิบกว่าปีมาแล้ว ต้องย้อนกลับไปฝึกแก้สมการอะไรแบบนี้ใหม่" เธอกล่าว

ในการสอบวันอาทิตย์นี้ ผู้สมัครจะต้องทำข้อสอบปรนัยจำนวน 150 ข้อภายในเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งประกอบไปด้วย 5 วิชา ได้แก่ ความรู้ทั่วไป ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ สังคม กฎหมาย และคอมพิวเตอร์

เป้าหมายของสุรินทร์ทิพย์ คือตำแหน่งในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ซึ่งเธอคิดว่าประสบการณ์การทำงานที่ทั้งภาษาอังกฤษและจีน จะเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือนักท่องเที่ยว หากเธอได้เข้าไปทำงานตามที่หวังไว้

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ความรู้ทั่วไปเป็นวิชาที่สุรินทร์ทิพย์กังวลที่สุด

ปีนี้ สตม. เปิดรับเพียง 300 ตำแหน่งจากผู้สมัคร 14,024 คน และเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่การแข่งขันสูงที่สุด รองจากสายอำนวยการ ซึ่งเปิดรับแค่ 200 ตำแหน่ง แต่มีผู้สมัครทั้งสิ้น 94,558 คน

แต่ถึงแม้การสอบครั้งนี้จะต้องอาศัยการเตรียมตัวยาวนาน ผู้สมัครหลายคนก็คิดว่าคุ้มค่ากับอาชีพตำรวจที่มีข้อดีหลายอย่าง

"ถ้าเราทำงานเอกชน เรามีสิทธิ์โดนไล่ออก แต่ถ้าเราทำงานรัฐบาล ตำรวจ ทหาร ถ้าเราทำผิดก็ตั้งกรรมการสอบสวน" เธอกล่าว

เหตุผลด้านความมั่นคงและสวัสดิการทำให้ วุฒิไกร ศรีแก้ว วัย 25 ปี ทำงานเก็บเงินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการเตรียมตัวก่อนสอบ

"ช่วงที่จบใหม่เราก็ยังไม่มีโอกาส เพราะว่าค่าใช้จ่ายมันค่อนข้างสูง เพราะเราพื้นฐานก็ไม่ใช่คนที่มีฐานะ ก็ต้องเก็บตังค์" วุฒิไกรกล่าว

วุฒิไกร เดินทางเข้ากรุงเทพฯ หลังจากจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาที่จังหวัดมหาสารคาม เขาเริ่มทำงานในร้านอาหารและเป็นพนักงานขายสินค้าเป็นเวลารวม 4 ปี โดยมีเป้าหมายคือการสอบเป็นตำรวจสายปราบปรามช่วงต้นปีหน้า

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ วุฒิไกร ศรีแก้ว

เป็นเวลากว่า 2 เดือนแล้วที่เขาเดินทางเกือบ 40 กิโลเมตร 4 วันต่อสัปดาห์ จากที่พักย่านพระรามสามมาถึงที่กวดวิชา แต่เขาเชื่อว่าเทคนิคการทำข้อสอบที่ได้จากที่นี่จะทำให้เขา เมื่อถึงวันสอบจริงซึ่งน่าจะเป็นช่วงต้นปีหน้า

"ตอนนี้ออกจากงานมาแล้ว ก็คือเดินหน้าเต็มตัว" เขากล่าว

ต่างจากผู้สมัครในรอบนี้ผู้สมัครตำรวจสายปราบปราม ต้องสอบวิชาพละ เช่น ว่ายน้ำ กระโดดไกล และวิ่งระยะ 1 กิโลเมตรในเวลาไม่เกิน 4 นาที 55 วินาที (5 นาทีสำหรับผู้หญิง) ซึ่งเขาคิดว่าพร้อมแล้วสำหรับการทดสอบจริงแต่ยังต้องฝึกด้านวิชาการมากกว่านี้

เขามีเพื่อนเป็นตำรวจ 3 คน และหากสอบติด เขาอยากทำหน้าที่เป็นตำรวจสายตรวจ

Image copyright โอภาส เหรียญรุ่งเรือง
คำบรรยายภาพ นักเรียนเตรียมสอบตำรวจสายปราบปรามฝึกซ้อมเท่ากับวิ่งระยะทางจริง

ปัจจุบันประเทศไทยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 220,000 คน ตามข้อมูลจากสำนักงานกำลังพล ในแต่ละปีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะเปิดรับสมัครนายสิบตำรวจด้วยการสอบบุคคลภายนอกทั้งชายและหญิง เพื่อให้เพียงพอกับจำนวนผู้เกษียณอายุหรือออกจากราชการ

ตำแหน่งในสายปราบปรามจะมีสอบเป็นประจำทุกปี ซึ่งในปีที่ผ่านมาเปิดรับทั้งหมด 5,000 อัตรา ขณะที่ส่วนสายงานตำรวจอื่น ๆ อย่างเช่น สำนักตรวจคนเข้าเมือง จะเปิดรับตามความเหมาะสม โดยในภาพรวมมีผู้ให้ความสนใจสมัครมากขึ้นทุกปี

แม้รายได้ของตำรวจยศนายสิบจะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นบาทต่อเดือน อาจารย์โอภาส เหรียญรุ่งเรือง เจ้าของโรงเรียนกวดวิชาแห่งนี้อธิบายว่า หากผู้สมัครมีวุฒิปริญญาตรีในสาขา นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และะรัฐประศาสนศาสตร์ (โดยอายุไม่เกิน 27 ปี) พอทำงานครบ 2 ปีก็จะสามารถสอบเลื่อนขั้นเป็นนายร้อยได้ ซึ่งมีเงินเดือนประมาณ 15,000 บาท

Image copyright BBC Thai

เดิมทีโอภาสเปิดสอนนักเรียนมัธยมตามปกติ ก่อนจะหันมาติวสอบตำรวจและทหารแบบเฉพาะทางเมื่อปี 2553 ซึ่งเขาพบว่านักเรียนมีความตั้งใจต่างกันมาก

"เรียนเพิ่มเกรดนี่เหมือนพ่อแม่บังคับ แต่พวกนี้เขารู้ว่าถ้าสอบได้คือมีงานทำแน่ มีสวัสดิการแน่ เขาจะมีความตั้งใจมากกว่า" โอภาสกล่าว

ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนสอบแบบนี้ เขามักจะเตือนนักเรียนว่าอย่าหักโหมหรือกดดันตัวเองเกินไป เพราะอาจทำให้เกิดอาการเครียดหรือตื่นเต้นในห้องสอบได้

"บางคนหวังมาก เราก็บอกว่า 50-50 ไม่ติดก็มาตั้งต้นกันใหม่ เราไปด้วยความสามารถ" เขากล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม