พระเมรุมาศกับพระมหากษัตริย์ไทย

  • 4 พฤศจิกายน 2017
การออกแบบพระเมรุมาศยึดตามคติไตรภูมิที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสามหรือจักรวาล Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ การออกแบบพระเมรุมาศยึดตามคติไตรภูมิที่ว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสมมติเทพ โดยมีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของภูมิทั้งสามหรือจักรวาล

พระเมรุมาศไม่เพียงสะท้อนคติความเชื่อเรื่องความตายและคติเขาพระสุเมรุเท่านั้น หากแต่ยังเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ไทยและความจงรักภักดีของรัฐบาลและพสกนิกรไทยที่มีต่อพระองค์ ในรอบ 80 ปีที่ผ่านมา

ความรัก และความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่สมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีต่อพสกนิกรตลอด 70 ปีแห่งการครองราชย์ ถูกแสดงออกผ่านความอาลัยของประชาชนทั้งประเทศ และความยิ่งใหญ่ สง่างาม ตระการตา ของพระเมรุมาศ พร้อมทั้งกระบวนแห่พระบรมศพที่สมพระเกียรติยิ่ง

ทว่าถ้ามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ มิใช่ทุกรัฐบาลในอดีตที่ถวายพระเกียรติแด่พระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีเสมอเท่าในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงหลังเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาสู่ประชาธิปไตยเมื่อ 24 มิถุนายน 2475 กระบวนการตัดสินใจในการสร้างพระเมรุมาศ ไม่ได้อยู่ในมือของราชสำนักเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป หากแต่ต้องอยู่ในความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนของพลเรือนและทหารที่มีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ฯ จนทำให้การสร้างพระเมรุต้องเกิดปัญหา และล่าช้าออกไป

ไม่มีพระเมรุมาศในสมัยรัชกาลที่ 7

เป็นที่ทราบกันดีว่า หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 คณะราษฎรได้ลดอำนาจของสถาบันกษัตริย์เป็นอย่างมาก ส่งผลให้พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ เสด็จพระราชดำเนินไปประทับ ณ ประเทศอังกฤษ

ไม่นานนัก พระองค์ได้ทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติ เมื่อ 2 มีนาคม 2477 (รวมดำรงสิริราชสมบัติเพียง 9 ปีเท่านั้น ถือว่าเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรีที่ครองราชย์สั้นที่สุด) แล้วเสด็จไปประทับ ณ พระตำหนักที่ตำบลเวอร์จิเนีย วอเตอร์ ใกล้กรุงลอนดอน แต่แล้วไม่กี่ปีให้หลัง พระองค์ได้เสด็จสวรรคต (ทิวงคต) ในวันที่ 30 พฤษภาคม 2484 ด้วย อาการพระหทัยวาย ขณะพระชนมายุ ไม่ครบ 48 พรรษา

ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี และคณะ ผู้เขียนหนังสือ สถาปัตยกรรมพระเมรุในสยาม ได้บรรยายถึง งานพระบรมศพของรัชกาลที่ 7 ไว้ว่า 3 วันหลังการสวรรคต สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระบรมศพลงในหีบ โดยมีธงไตรรงค์คลุมหีบ จากนั้นจึงอัญเชิญขึ้นรถยนต์พระที่นั่ง ตั้งกระบวนรถออกจากพระตำหนักคอมพ์ตันเฮาส์ เพื่อไปยังสุสานโกลเดอรส์ กรีน กรุงลอนดอน พระราชพิธีพระบรมศพของพระองค์เรียบง่าย ซึ่งเป็นพระราชประสงค์ของพระองค์ก่อนสวรรคต

เมื่อถึงสุสาน พนักงานอัญเชิญหีบพระบรมศพขึ้นประดิษฐานในห้องพิธี สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ และผู้ที่มาร่วมการถวายพระเพลิงประทับและนั่งในห้องพิธี นายอาร์. ดี. เครก ชาวอังกฤษอดีตที่ปรึกษากระทรวงเกษตราธิการ กล่าวคำแสดงความอาลัย ต่อมา คนไทยทั้งหมดร่วมกันสวดพุทธมนต์ถวายพระราชกุศล เสร็จแล้วเจ้าหน้าที่กดปุ่มไฟฟ้า เลื่อนหีบพระบรมศพเข้าสู่เตาไฟฟ้า หลังจากนั้น ทุกคนจึงเดินทางกลับไป

การจัดงานพระบรมศพรัชกาลที่ 7 ถือเป็นข่าวใหญ่ในอังกฤษ ในหนังสือ พระเมรุมาศ พระเมรุ และเมรุ สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ โดย สมภพ ภิรมย์ ได้อ้าง จดหมายของ พระมนูเวทย์วิมลนาท อัครราชทูต ณ กรุงลอนดอน ลงวันที่ 13 มิถุนายน 2484 ไว้ว่า "ข่าวทิวงคตของสมเด็จพระปกเกล้าฯ นี้ ได้มีหนังสือพิมพ์ในประเทศอังกฤษนำลงกัน และหนังสือพิมพ์ The Times ก็ได้นำพระราชประวัติมาลงอย่างยืดยาว มีข้อพาดพิงถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย จนกระทั่งเวลาสละราชสมบัติอยู่ด้วย..."

อย่างไรก็ตาม ความผันผวนทางการเมืองไทยที่มีอย่างต่อเนื่องหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ประกอบกับ ปัญหาจากกรณีสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 เมื่อปี 2489 เป็นเหตุให้พระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 ไม่ได้ถูกอัญเชิญกลับทันทีภายหลังการถวายพระเพลิง

จนกระทั่งปี 2492 สถานการณ์ต่างๆ ค่อนข้างคลี่คลาย รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงได้มอบหมายให้พระองค์เจ้าธานีนิวัต เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงที่เป็นตัวแทนรัฐบาลไปเข้าเฝ้าเพื่ออัญเชิญพระบรมอัฐิกลับสู่ประเทศไทย

ภายหลังการเข้าเฝ้า สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีฯ ทรงเห็นสมควรที่จะอัญเชิญพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 7 กลับไทยโดยให้รัฐบาลจัดพระราชพิธีอย่างสมพระเกียรติตามโบราณราชประเพณี

เมื่อพระบรมอัฐิมาถึงกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งการพระราชพิธีทักษิณานุปทานอุทิศถวายร่วมกับพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 5, รัชกาลที่ 6 และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ จากนั้นทรงให้อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ หอพระบรมอัฐิชั้นบนของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท

ครม. ดำริว่าพระเมรุมาศ ร.8 เป็น "การสิ้นเปลือง"

Image copyright หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ภ.003 หวญ. 30/13/2
คำบรรยายภาพ ภาพพระเมรุมาศ ร.8 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2493

ในหนังสือ สถาปัตยกรรมพระเมรุในสยาม ของ ม.ร.ว.แน่งน้อย ศักดิ์ศรี ได้อ้างถึงบันทึกการประชุมการหารือเรื่องการสร้างพระเมรุมาศและการถวายพระเพลิงรัชกาลที่ 8 ระหว่างผู้สำเร็จราชการแทน และคณะรัฐมนตรี เมื่อ พ.ศ.2489 ความว่า

"เวลานี้บ้านเมืองอยู่ในภาวะอัตคัดขาดแคลนจนถึงกับข้าวปลาอาหารขาดแคลนไม่ทั่วถึงกัน เครื่องอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ในการสร้างพระเมรุและจัดงานก็ขาดแคลนและมีราคาสูงมาก ถ้าจะจัดไปก็เป็นการสิ้นเปลืองอย่างมากมาย และเป็นภาระหนักแก่ประชาชนพลเมือง"

ความเห็นของคณะรัฐมนตรีเกิดขึ้นในขณะที่ประเทศอยู่ในภาวะหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทำให้วัสดุในการก่อสร้างและอื่นๆ มีราคาสูงมากหลายเท่า จึงมองว่าหากมีการจัดงานพระเมรุมาศในช่วงเวลานั้นจะเกิด "ภาระหนัก" คืองบประมาณของรัฐบาลและต่อ "ประชาชนพลเมือง" นั่นเอง

ภายหลังจากที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เป็นนายกรัฐมนตรีสมัยที่สองใน ปี พ.ศ.2491 จึงได้มีดำริให้จัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8 ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งได้ข้อสรุปว่าจะมีการถวายพระเพลิงในราวเดือนมิถุนายน พ.ศ.2492 โดยมีกรมศิลปากรรับผิดชอบ

แต่แล้วการก่อสร้างพระเมรุมาศรัชกาลที่ 8 ก็ต้องชะงักลงอีกครั้ง เพราะสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงประสบอุปัทวเหตุทางรถยนต์ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงต้องตัดสินใจเลื่อนการสร้างพระเมรุออกไปจนกระทั่งพระองค์ท่านมีพระพลามัยดีขึ้น ดังนั้น ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2492 รัฐบาลได้มีดำริให้จัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 8 ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และได้สำเร็จลุล่วงในปีถัดมา

Image copyright หอจดหมายเหตุแห่งชาติ กรมศิลปากร ภ. 003 หวญ.30/13
คำบรรยายภาพ ภาพพระเมรุมาศ ร.8 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2493

จะสังเกตได้ว่า การสร้างพระเมรุมาศของรัชกาลที่ 8 นับจากปี พ.ศ.2489-2491 นั้นเป็นช่วงที่การเมืองไทยเกิดปัญหาอย่างมากอันเป็นผลมาจากการเสด็จสวรรคตของรัชกาลที่ 8 และเป็นช่วงที่มีความพยายามในการประนีประนอมกันระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มอำนาจเก่า ดังนั้น ความพยายามในการจัดการสร้างพระเมรุของรัฐบาลจึงสัมพันธ์กับสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจในเวลานั้นไปพร้อมกัน

ไม่เพียงพระมหากษัตริย์

ความจริงแล้ว หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองใหม่ๆ นั้น การสร้างพระเมรุของเจ้านายพระองค์อื่นๆ ต้องประสบปัญหาเช่นกันจากปัญหาทางการเมืองบ้างและเศรษฐกิจบ้าง ตัวอย่างที่สำคัญคือ ในงานพระเมรุของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าวไลยลงกรณ์ หรือ "สมเด็จป้าของในหลวง" รัชกาลที่ 8 ซึ่งสิ้นพระชนม์เมื่อ พ.ศ.2481 ปรากฏว่า เมื่อคณะรัฐมนตรีได้พิจารณากำหนดการและงบประมาณในการจัดพระราชพิธีและพระเมรุที่สำนักพระราชวังเสนอมาแล้ว พบว่า เป็นเงินที่มากเกินไป คณะรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งให้กรมศิลปากรออกแบบพระเมรุเสียใหม่ เพื่อให้ประหยัดมากที่สุด

นอกจากนี้ ในเรื่องของค่าใช้จ่ายในการสร้างพระเมรุ หนังสือ สถาปัตยกรรมพระเมรุในสยาม ระบุว่า คณะรัฐมนตรีสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม ให้สำนักพระราชวังขอพระราชทานเงินค่าใช้จ่ายกว่าครึ่งหนึ่งในการก่อสร้างพระเมรุจากสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ส่วนงบประมาณที่เหลืออีกเกือบครึ่งนั้น ให้ใช้เงินที่รัฐบาลทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในฐานะที่ทรงเป็นพระประมุข เพื่อจัดงานพระเมรุขึ้น ซึ่งสำเร็จในปี พ.ศ.2484

ร่วมแรงร่วมใจในรัชกาลที่ 9

พระเมรุมาศของรัชกาลที่ 9 สร้างขึ้นในยุคสมัยที่บริบททางสังคมและการเมืองแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิงกับการเมืองหลัง 2475 โดยในครานี้ทั้งราชสำนัก ภาครัฐ ทหาร และประชาชนต่างร่วมแรงร่วมใจกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ทั้งนี้เพื่อให้พระเมรุมาศของพระองค์ท่านสวยงาม ยิ่งใหญ่ อลังการอย่างสมพระเกียรติ และถูกต้องตามขนบธรรมเนียมจารีตที่มีมาแต่โบราณ ผสมผสานกับงานศิลป์ร่วมสมัยและพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในพระเมรุอีกด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อน้อมส่งเสด็จพระองค์ท่านสู่แดนสรวง

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ พระเมรุมาศ ร.9

อาจกล่าวได้ว่า สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงพระบารมีอันเกริกไกร สมแล้วดั่งพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านที่ยังประโยชน์นานับประการต่อประเทศชาติและพสกนิกรมาอย่างยาวนานถึง 70 ปี

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม