มองเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ แล้วย้อนดูความรุนแรงทางสังคมของไทย

  • 6 พฤศจิกายน 2017
ชาวอเมริกันร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงในลาสเวกัสเมื่อวันที่ 1 ต.ค. Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวอเมริกันร่วมรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงในลาสเวกัสเมื่อวันที่ 1 ต.ค.

เมื่อมองในเชิงจิตวิทยาสังคม เหตุกราดยิงในสหรัฐฯ ที่เกิดขึ้นอย่างซ้ำซ้อนนั้นสะท้อนภาวะปัญหาในสังคมที่ผู้คนได้รับความกดดัน รู้สึกเป็นเหยื่อ รวมทั้งเคียดแค้นชิงชังสังคมรอบข้างจนระเบิดมาเป็นเหตุการณ์รุนแรง บีบีซีไทยสนทนากับนักจิตวิทยาสังคมเพื่อสะท้อนให้เห็นรากเหง้าของปัญหา และย้อนมองสังคมไทยว่ามีความรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ กันอยู่บ้างหรือไม่

เปิดสถิติเหตุกราดยิงในสหรัฐ

ความรุนแรงล่าสุดที่เกิดขึ้นที่โบสถ์ในรัฐเทกซัสเป็นเหตุกราดยิงครั้งที่สามในสหรัฐฯ นับตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมเป็นต้นมา ทำให้ผู้เสียชีวิตรวมไม่น้อยกว่า 87 ราย

จากการรวบรวมสถิติของบีบีซี ได้พบว่าสถานการณ์การกราดยิงในสหรัฐฯ รุนแรงขึ้นเรื่อยมา ผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นและความถี่ของการก่อเหตุก็เพิ่มขึ้นด้วย

การเก็บสถิติเริ่มขึ้นในทศวรรษ 80 ในช่วง 10 ปีดังกล่าวมีเหตุกราดยิง 8 ครั้ง และที่เลวร้ายมากที่สุดก็คือที่ร้านแม็คโดนัลด์ในสหรัฐฯ โดยมีผู้เสียชีวิตถึง 22 คน

แม้จะมีกฎหมายควบคุมอาวุธที่เข้มงวดขึ้นออกมาในปี 1994 แต่เหตุกราดยิงในช่วงทศวรรษ 90 กลับเพิ่มขึ้นเป็น 23 ครั้ง มีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 159 คน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวเวกัสร่วมไว้ลัยแก่ผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงเมื่อวันที่ 1 ต.ค.

เหตุที่ไม่อาจลืมเลือนได้ก็คือ มือปืนเข้าไปยิงในโรงเรียนมัธยมโคลัมไบน์ ซึ่งทำให้บิล คลินตัน ซึ่งเป็นประธานาธิบดีในขณะนั้นออกมากล่าวว่า "อเมริกาควรตื่นขึ้นมารับมือกับปัญหานี้ ซึ่งได้เกิดขึ้นในโรงเรียนแล้ว และเราต้องป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีก"

ช่วงทศวรรษหลังปี 2000 มีเหตุกราดยิงเกิดขึ้น 20 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 171 คน ครั้งร้ายแรงที่สุดก็คือที่มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนียร์เทค มือปืนสังหารไปถึง 32 คน ซึ่งประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ออกมากล่าวว่า "โรงเรียนควรเป็นที่ที่ปลอดภัย และหากความปลอดภัยของโรงเรียนถูกละเมิด แรงสะเทือนนี้จะส่งผลไปถึงทุกห้องเรียนและทุกชุมชนของอเมริกา"

หลังจากปี 2010 เหตุการณ์เพิ่มความถี่มากขึ้นและจำนวนคนตายก็เพิ่มมากขึ้น เมื่อมือปืนบุกเข้าไปที่โรงเรียนประถม แซนดี้ ฮุค ในรัฐคอนเน็คติกัต สังหารไปถึง 28 คน ส่วนอีก 49 คนเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ไนท์คลับ เมืองออร์แลนโด รัฐฟลอริด้า

เหตุในลาสเวกัสที่ทำให้มีผู้เสียชีวิต 58 คน เป็นการกราดยิงครั้งที่ 48 นับตั้งแต่ 2010 และจนถึงปัจจุบัน มีผู้คนเสียชีวิตรวมสูงถึง 350 คน

จากการเก็บข้อมูลทำให้เห็นว่า มากกว่าร้อยละ 90 ของผู้ก่อเหตุเป็นชาย มีผู้หญิงเกี่ยวข้องด้วยประมาณ 3 ครั้งเท่านั้น และในเหตุ 10 ครั้งผู้ก่อเหตุเป็นคนผิวขาว 6 ครั้ง หนึ่งในสามของเหตุ ปืนที่ใช้ซื้อมาโดยถูกกฎหมาย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นกพิราบขาว 58 ตัวถูกปล่อยสู่ท้องฟ้าในพิธีรำลึกถึงผู้เสียชีวิตในเหตุกราดยิงในลาสเวกัส

เปิดปมทางด้านจิตวิทยา

ดร. หยกฟ้า อิศรานนท์ จากสาขาจิตวิทยาสังคมของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกล่าวกับบีบีซีไทยว่า เหตุกราดยิงเช่นนี้เป็นรูปแบบความรุนแรงที่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐฯ ที่สืบเนื่องมาจากลักษณะการสั่งสมปัญหาทางสังคม

ในเชิงจิตวิทยาแบ่งได้เป็นสองสาเหตุหลัก คือ หนึ่ง ส่วนบุคคล มาจากบุคลิกก้าวร้าว โมโหง่าย ชอบเอาชนะ ไม่ค่อยเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับระดับฮอร์โมนเพศชายที่ชื่อว่าเทสโทสเตอโรน ถ้ามีระดับฮอร์โมนนี้มาก พฤติกรรมก็จะโน้มไปทางด้านก้าวร้าวรุนแรง

สาเหตุที่สองก็คือการเรียนรู้จากสังคม เมื่อเห็นคนอื่นทำพฤติกรรมก้าวร้าวแล้วได้รับการยอมรับ กล่าวขวัญถึง หรือไม่มีใครลงโทษ ทำให้นำไปเชื่อมโยงแบบผิด ๆ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ควรกระทำ นอกจากนี้ก็อาจบวกกับว่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ถูกรังแกจากคนรอบข้างหรือสังคม มีความรู้สึกคับข้องใจดังนั้นก็จึงระบายออกมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ลดธงครึ่งเสาเพื่อไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์ยิงกันที่ลาสเวกัส

อย่างไรก็ตามดร.หยกฟ้าบอกว่าเหตุสองประการนี้อาจไม่เพียงพอที่จะก่อเหตุรุนแรง เพราะไม่ใช่ว่าทุกคนที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง มีการเรียนรู้จากสังคม จะระเบิดออกมาเช่นนี้เมื่อมีปัญหาในชีวิต ต้องมีปัจจัยกระตุ้นหรือบีบคั้นอีกหลายประการ ทฤษฎีหนึ่งที่ใช้มากในสถานการณ์ของสหรัฐฯ ก็คือ Weapons Effect ที่อธิบายว่าเมื่อคนเราเห็นอาวุธ หรือแม้แต่ภาพของอาวุธ ก็จะนำไปสู่พฤติกรรมที่ก้าวร้าวกว่าเดิมได้ โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้า

ดร.หยกฟ้ากล่าวว่าในต่างประเทศมีการวิจัยมากมายที่สนับสนุนแนวคิด Weapons Effect ว่าสามารถส่งเสริมให้เกิดความก้าวร้าวมากขึ้นจริง ซึ่งดร.หยกฟ้าก็กล่าวว่าการหาอาวุธปืนได้ง่ายในสหรัฐฯ ผสมกับการเลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ และด้วยความที่สังคมสหรัฐฯ มีความเป็นปัจเจกนิยมสูง คนในสังคมค่อนข้างโดดเดี่ยว เมื่อคนคนหนึ่งเกิดปัญหาในชีวิต เผชิญหน้ากับความกดดันต่าง ๆ หาทางระบายไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองเป็นเหยื่อ ทำให้รู้สึกว่าโกรธแค้นคนรอบข้างและโทษสังคม ส่วนใหญ่แล้วผู้ก่อเหตุกราดยิงในสหรัฐฯ มักจะเป็นคนคนเดียว

ย้อนมองสถานการณ์ในไทย

ดร.หยกฟ้ากล่าวว่าความรุนแรงทางสังคมของไทยในแบบกราดยิงอย่างที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ นั้นไม่ค่อยมี แต่เหตุรุนแรงทางสังคมที่เกิดซ้ำไปมาในไทยจะเกิดจากผู้ก่อเหตุที่เป็นกลุ่มมากกว่า ที่เห็นได้ชัดเจนก็คือเหตุยกพวกตีกันของวัยรุ่นหรือนักเรียนสถาบันต่าง ๆ

ความรุนแรงเป็นกลุ่มสะท้อนค่านิยมของสังคมไทยว่าเมื่ออยู่ในกลุ่มก็จะรักผูกพันกลุ่มของตัวเอง มีการสร้างอุดมการณ์ให้เกิดความรักพวกรักพ้อง สร้างเอกลักษณ์ของกลุ่มขึ้น รวมทั้งเรียกร้องให้ปกป้องกลุ่มของตนเองทุกวิถีทาง และเปรียบเทียบกลุ่มของตนเองกับผู้อื่น ที่เรียกในเชิงจิตวิทยาสังคมว่า in-group-out-group bias เห็นว่ากลุ่มของตัวเองดีกว่ากลุ่มอื่น สมาชิกสังกัดกลุ่มอื่น ๆ อาจจะเลวร้ายมาก และการกระทำใด ๆ ที่มาพาดพิงกลุ่มของตัวเองต้องได้รับการตอบโต้ให้สาสม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พิธีไว้อาลัยต่อผู้ที่เสียชีวิตที่โรงเรียนแซนดี ฮุก รัฐคอนเนกติกัตจากเหตุกราดยิงเมื่อปี 2012

"คนไทยถ้าอยู่คนเดียวก็อาจจะคิดไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ถ้าได้เข้าไปรวมกลุ่มกับคนอื่น ๆ ได้พูดคุยกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน ก็เปลี่ยนเป็นความไม่พอใจโดยเปิดเผย และได้รับการตอกย้ำในกลุ่มว่าตัวเองดีกว่ากลุ่มอื่นอย่างไร หากว่าถูกทำร้ายต้องตอบโต้อย่างไรบ้างทำให้เกิดเป็นความรุนแรงระหว่างกลุ่มขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ดร.หยกฟ้ากล่าว

นอกจากนี้ดร. หยกฟ้ายังได้ชี้ด้วยว่าความรุนแรงในแบบกลุ่มที่อยู่ในสังคมไทยยังได้แสดงออกมาเมื่อมีความขัดแย้งทางการเมืองอีกด้วย คนที่มีความเห็นต่างกันทางการเมืองใช้สีเป็นสัญลักษณ์เพื่อแบ่งแยกตนเองออกจากกัน "การแบ่งแยกนี้ทำให้เห็นใจอีกฝ่ายน้อยลง ประเมินสมาชิกของกลุ่มอื่นว่ามีความเป็นมุนษย์น้อยลง" และก่อให้เกิดความชิงชังระหว่างกัน เห็นว่าไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้โดยสันติ

นอกจากนี้ยังมีการเปรียบเทียบกันว่ากลุ่มนี้มีพฤติกรรมแบบหนึ่งได้ อีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องทำได้เช่นเดียวกันไม่ว่าจะผิดกฎหมายหรือไม่ "อันเป็นที่มาของความวุ่นวายอยู่มากกว่าสิบปีในประเทศไทย"

ดร.หยกฟ้ากล่าวและเสริมว่า "ตอนนี้ก็เริ่มมีการศึกษาการแบ่งแยกตนเองเป็นกลุ่มการเมืองต่าง ๆในไทยในเชิงจิตวิทยาสังคมบ้างแล้ว แต่ก็ยังอยู่ในขั้นต้นและยังไม่ได้ลงลึกไปถึงวิธีการแก้ไขว่าควรมีแนวทางอย่างไรบ้าง" ดร.หยกฟ้ากล่าว

Image copyright LILLIAN SUWANRUMPHA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ตึกร้างซึ่งนายวุฒิสรรค์ ผูกคอลูกสาวของตัวเองวัย 11 เดือนก่อนฆ่าตัวตายตามผ่านการถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กเมื่อต้นปีนี้

ความรุนแรงในครอบครัว

ความคับข้องใจของคนในสังคมไทยที่แตกต่างจากรูปแบบการกราดยิงของสหรัฐฯ มากก็คือระบายออกโดยการทำร้ายคนในครอบครัว ในหลายกรณีผู้เป็นพ่อแม่สังหารลูกเล็ก ๆ และสังหารตัวเองตามไปด้วย

เหตุสั่นสะเทือนสังคมมากที่สุดก็คือกรณีของพ่อผูกคอลูกสาววัย 11 เดือนและผูกคอตัวเองตายพร้อมกับถ่ายทอดสดทางเฟซบุ๊กเมื่อต้นปีนี้ นายแพทย์ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ ที่ปรึกษากรมสุขภาพจิตอธิบายเหตุการณ์ว่าการถ่ายทอดลงในเฟซบุ๊กก็เพราะเขาต้องการที่จะฟ้องร้องสังคมว่าปัญหาของเขาต้องมีคนรับผิดชอบ "เพราะในขณะที่เราอยากจะทำร้ายชีวิตตัวเอง แต่ก็รู้สึกว่าต้องมีคนอื่นมารับผิดชอบต่อเรื่องของเรา อีกด้านหนึ่งก็แสดงให้เห็นถึงความหมดหวัง ไม่รู้ว่าจะหาออกทางอย่างไรที่ดีกว่านี้"

ปฐมพยาบาลทางจิตใจด้วย 3 ส.

นายแพทย์ยงยุทธ ได้แนะนำให้คนในสังคมรู้จักการปฐมพยาบาลทางจิตใจเพื่อช่วยลดความคิดอับจนหนทาง และต้องทำร้ายตนเองและผู้อื่น โดยมีหลักการสำคัญ 3 อย่างคือ

  1. สอดส่องมองหา ผู้ที่มีสัญญาณของการฆ่าตัวตายรวมทั้งอาจใช้ความรุนแรงต่อผู้อื่น คือ ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า ผู้ที่มีประวัติการฆ่าตัวตาย และผู้ที่แสดงออกว่าอยากจะตาย
  2. ใส่ใจรับฟัง คนรอบข้างที่มีความเสี่ยง อย่าคิดว่าพวกเขาไม่ทำจริง เมื่อคุยแล้วจะทำให้รู้ถึงความรุนแรงของปัญหาของพวกเขา ซึ่งจะนำไปสู่ประการต่อไป
  3. ส่งต่อเชื่อมโยง ให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตช่วยดูแล หากการพูดคุยเจรจากับผู้มีความเสี่ยงไม่ได้ผล

"ลำพังจะให้เจ้าตัวเข้าหาบริการเองมันยาก เพราะเวลาที่เรามีปัญหามักจะคิดว่าปัญหาอยู่ที่คนอื่น คนอื่นทำให้เรามีปัญหา" นายแพทย์ยงยุทธ กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง