ไทยในเอเปค: จากการแข่งขันสู่ความมั่นคงทางนโยบายเศรษฐกิจ

  • 10 พฤศจิกายน 2017
พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย และภรรยาเดินทางถึงนครดานัง เวียดนาม ในวันนี้ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีไทย และภรรยาเดินทางถึงนครดานัง เวียดนาม ในวันนี้

โลกจับตาดูการประชุมผู้นำกลุ่มประเทศความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปค) เพราะเป็นเวทีที่รวมผู้นำ 21 เขตเศรษฐกิจ และเป็นเวทีสำคัญที่ไทยจะแสดงศักยภาพของประเทศ ดึงดูดนักลงทุนและต่อรองผลประโยชน์นานาด้วย

แต่หลายฝ่ายตั้งคำถามว่าไทยจะตกขบวนการพัฒนานี้ จนล้าหลังกว่าเวียดนามซึ่งดูจะ "หอมหวน" อยู่ในขณะนี้หรือไม่

ฝากดูแลประเทศด้วย

"ฝากดูแลประเทศด้วย" คือคำพูดของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กับนักข่าวก่อนจะขึ้นเครื่องบิน เช้าวันนี้ (10 พ.ย.) เพื่อไปเข้าร่วมประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 10-12 พ.ย. 2560 ณ นครดานัง สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ คนงานกำลังเชื่อมตัวถังรถในโรงงานรถยนต์ของฟอร์ดที่เมืองไฮ ดวง ทางตอนเหนือของเวียดนาม เศรษฐกิจเวียดนามกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ขับเคลื่อนด้วยการส่งออกสินค้าต่าง ๆ ตั้งแต่รองเท้าไนกี้ไปจนถึงโทรศัพท์ซัมซุง

คำถามที่เกิดขึ้นก็คือเราจะฝากประเทศในการดูแลของรัฐบาลนี้ได้มากเพียงไร โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อแข่งขันกับนานาชาติและให้ไม่ตกขบวนอีก ซึ่งดูเหมือนว่าคู่แข่งของไทยที่เห็นเด่นชัดก็น่าจะเป็นเวียดนาม ซึ่งกำลัง "หอมหวน" ในสายตาประเทศมหาอำนาจและนักลงทุนต่าง ๆ

จากการสำรวจความคิดเห็นของไพรซ์วอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ (PwC) บริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจและอาชีพสัญชาติอังกฤษ เกี่ยวกับการลงทุนในช่วงเดือน พ.ค.-ก.ค. ปีนี้ มีผู้นำทางธุรกิจ 1,412 ราย ใน 21 เขตเศรษฐกิจของเอเปก เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม ต่อคำถามว่าในอีก 12 เดือนข้างหน้าควรขยายการลงทุนใปประเทศใดมากที่สุด อันดับ 1 คือ เวียดนาม ตามด้วยอินโดนีเซีย และอันดับ 3 คือประเทศไทย

แม้แสดงว่านักลงทุนยังไม่ได้มองข้ามประเทศไทยไป แต่นักลงทุนเห็นว่าสถานการณ์ในเวียดนามนั้นสดใสกว่า และการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเอเปคครั้งนี้ ก็ยิ่งน่าจะเปิดโอกาสให้เวียดนามได้มากกว่าขึ้นเดิม

ดาวเด่น:เวียดนาม

"ผมคิดว่าตอนนี้เวียดนามเหมือนกับประเทศไทยเมื่อ 20 ปีที่แล้ว กำลังหอมหวน เป็นที่จับตามองของทุกประเทศ เพรา มีโอกาสในการลงทุนสูง" ผศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าว

ผศ.ดร.ยุกติยังกล่าวอีกว่า ความผันผวนและเหตุรุนแรงทางด้านการเมืองของไทยที่เกิดขึ้นในระยะหลังมีส่วนสำคัญต่อการฉุดรั้งพัฒนาการด้านเศรษฐกิจเอาไว้ เมื่อเทียบกับเวียดนามที่มีความมั่นคงด้านการเมืองตลอดมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์แห่งสหรัฐฯ แสดงการต้อนรับนายกรัฐมนตรีเหงียน ซวน ฟุกแห่งเวียดนามเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนหน้าการไปเยือนสหรัฐฯของนายกรัฐมนตรีไทยหลายเดือน

"ข้อได้เปรียบของเวียดนามตอนนี้ก็คือเพิ่งเปิดตัว และได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ ทางด้านการค้า ส่วนไทยหมดสิทธิพิเศษทางการค้าหลายประการลงแล้ว ทำให้เสียเปรียบในเรื่องการแข่งขัน" ผศ.ดร.ยุกติกล่าว และเสริมด้วยว่าแรงงานในเวียดนามมีเป็นจำนวนมาก และอยู่ในวัยหนุ่มสาว ในขณะที่สังคมไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ เริ่มขาดแคลนแรงงาน

อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบแล้ว ผศ.ดร.ยุกติเห็นว่าไทยยังมีพัฒนาเหนือกว่าเวียดนามอยู่ เพราะระดับการพัฒนานั้นไม่ได้ดูเฉพาะอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจเท่านั้น "ไม่ว่าจะเป็นประสิทธิภาพการผลิต ทักษะฝีมือ รวมทั้งด้านสาธารณสุข สวัสดิการ ด้านการศึกษา และโครงสร้างพื้นฐาน โดยการประเมินของผม ประเทศไทยก็ยังพัฒนากว่า"

แต่ ผศ.ดร.ยุกติก็กล่าวว่าไทยไม่ควรนิ่งนอนใจ และควรมีนโยบายพัฒนาทางด้านต่าง ๆ โดยเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมมากกว่านี้

ความมั่นคงของนโยบายเศรษฐกิจ

สิ่งที่ไทยนำเสนอในการประชุมเอเปคคือแนวทางการพัฒนา "ไทยแลนด์ 4.0" ซึ่งเน้นอุตสาหกรรมใหม่ 10 ประเภท เมื่อมีการหารือในเอเปคไม่ว่าในระดับใด ไทยนำเสนอแนวคิดนี้เพื่อดึงดูดความสนใจของคู่เจรจา เช่น เมื่อนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ ได้พบกับนายฟรองซัวส์ ฟิลิปป์ ชอมปาญ รมว.การค้าระหว่างประเทศของแคนาดา ในระหว่างการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปค (AMM) เมื่อวันพุธ (8) ที่นครดานัง ก็ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูด และเน้นว่าไทยเป็นประตูการค้าสู่อาเซียนให้กับประเทศแคนาดาได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การถ่ายภาพรวมหมู่บรรดารัฐมนตรีประเทศต่าง ๆ ในการประชุมรัฐมนตรีการค้าเอเปคเมื่อวันที่พุธ 8

นางอภิรดียังกล่าวถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีสูง และอุตสาหกรรมที่ช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโดยจะมีศูนย์กลางอยู่ที่โครงการระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ซึ่งรัฐบาลไทยเน้นส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมการบิน หุ่นยนต์ การศึกษา สุขภาพ วิทยาศาสตร์และนวัตกรรม

แต่ปัญหาที่หลายฝ่ายเห็นคือการเดินหน้าของโครงการอีอีซี ยังไม่มีสิ่งใดที่จับต้องได้มากนัก ดร.คณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ที่นักลงทุนรายใหญ่จากต่างประเทศต้องการเห็นก็คือพระราชบัญญัติการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เพราะเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่าแม้จะเปลี่ยนรัฐบาลในอนาคตแต่อีอีซียังคงอยู่ต่อไป

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ กองทหารเกียรติยศของเวียดนามเตรียมการต้อนรับผู้นำประเทศต่าง ๆ ที่จะมาร่วมการประชุมเอเปก

"คิดว่าภายในเดือน ธ.ค. นี้จะออกมาเป็นกฎหมายได้" ดร.คณิศกล่าว และเสริมว่า รัฐบาลคาดว่าการลงทุนน่าจะเริ่มเข้ามาในปลายปี 2560 หรือต้นปีหน้า "น่าจะสามารถดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาได้ถึง 5 แสนล้านบาทในช่วงห้าปีข้างหน้า"

การขจัดความผันผวนเปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจนับเป็นสิ่งที่รัฐบาลนี้ให้ความสนใจอย่างมาก ภายใต้กระแสเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี ที่มีกระแสเรียกร้องจากทั้งนักธุรกิจ นักการเมืองและประชาชนให้ปรับเอานายพลออกไป และนำผู้เชี่ยวชาญทางด้านเศรษฐกิจเข้ามาให้มากขึ้น ถึงกับทำให้นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ต้องออกมากล่าวหนักแน่นว่าถึงแม้จะมีการปรับ ครม. แต่แนวนโยบายด้านเศรษฐกิจจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เพราะเชื่อว่าแนวทางที่ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมานั้นถูกต้องแล้ว ทั้งโครงการระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) หรือเศรษฐกิจดิจิทัล

"รัฐบาลชุดนี้โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของผม ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องธรรมดา แม้กระทั่งตัวผม แต่ขอยืนยันว่าถ้าอยู่ตรงนี้ อย่าหวังมาสั่นคลอน ไม่มีทาง" นายสมคิดกล่าว

นายสมคิดแสดงมั่นใจว่าเศรษฐกิจของประเทศในปีหน้าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน หากไม่เกิดความวุ่นวายทางการเมือง เพราะต่างประเทศกำลังจับตาดูอยู่ "หากการเมืองมีเสถียรภาพ มั่นใจว่าจะดึงดูงการลงทุนจากต่างประเทศให้เข้ามาอย่างแน่นอน"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม