เจ้าสัววิชัย ในอาณาจักรสินค้าปลอดภาษี-กีฬา-การเมือง-พระเครื่อง-ไวน์ และราชวงศ์อังกฤษ

  • 29 ตุลาคม 2018
นายวิชัย ศรีวัฒนาประภา (กลาง) ประธานกรรมการ และ นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายวิชัย ศรีวัฒนาประภา (กลาง) นายอัยยวัฒน์ ศรีวัฒนประภา บุตรชายคนเล็ก ที่เดินตามรอยเท้าพ่อ ทั้งในธุรกิจคิง เพาเวอร์ และการบริหารสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้

การยืนยันการเสียชีวิตของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา ประธานสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ในพรีเมียร์ลีกของอังกฤษ และเจ้าของธุรกิจสินค้าปลอดภาษีคิง เพาเวอร์ เป็นข่าวใหญ่ของสื่ออังกฤษ ขึ้นหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในเช้าวันจันทร์ที่ 29 ต.ค. ไม่เว้นหนังสือพิมพ์แนวธุรกิจอย่าง ไฟแนนเชียลไทมส์

สำหรับสาวกของสโมสรเลสเตอร์ซิตี้แล้ว วิชัยคือเจ้าของทีมผู้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อฟื้นชีวิตให้สโมสร "หมาจิ้งจอก" ไปสู่ความสำเร็จเกินฝัน ต่างจากมหาเศรษฐีเจ้าของสโมสรรายอื่น ๆ ที่มุ่งกอบโกยกำไรจากการลงทุน สำหรับนักเตะและผู้จัดการทีมแล้วเขาคือ ชายใจป้ำ ที่ควักเงินตบรางวัลงามแก่นักเตะที่พาทีมประสบความสำเร็จ

สำหรับชุมชนชาวเมืองเลสเตอร์แล้ว วิชัยคือมหาเศรษฐีใจบุญจากไทยที่บริจาคเงินให้โรงพยาบาลและสาธารณกุศลอื่นๆ

ภาพลักษณ์ของความเป็นมหาเศรษฐีใจบุญของวิชัยเป็นที่รับรู้ในบ้านเกิดประเทศไทยเช่นกัน ทว่า เขาถูกมองด้วยความอิจฉาจากนักธุรกิจใหญ่อื่น ๆ ถึงสายสัมพันธ์ที่แน่นหนาในหมู่ผู้มีอำนาจ ไม่ว่านักการเมืองพลเรือนหรือทหารใหญ่ ถูกวิจารณ์ในเรื่องการผูกขาดสัมปทานธุรกิจสินค้าปลอดภาษี ที่อยู่ในวงการมาเกือบ 3 ทศวรรษ

ชีวิตของชายวัย 60 ผู้นี้น่าศึกษายิ่ง นอกจากธุรกิจสินค้าปลอดภาษีแล้ว วงจรชีวิตของนักธุรกิจแสนล้านผู้นี้ยังเกี่ยวข้องกับการเมือง-ฟุตบอล-ม้า-พระ-ราชวงศ์อังกฤษ

คดีที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก

กลายเป็นคดีที่ได้รับความสนใจไปทั่วโลก หลัง ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง รับสำนวนคำฟ้องเมื่อ 13 พ.ย. 2560 ในคดีหมายเลขดำที่ อท. 352/2560 ที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ อดีตรองประธานอนุกรรมาธิการ ด้านกลไกการปราบปรามการทุจริต คณะกรรมาธิการวิสามัญป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายประสงค์ พูนธเนศ ประธานกรรมการ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 18 คน คดีร่วมกันทุจริตก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐกว่า 1.429 หมื่นล้านบาท

คดีนี้นายชาญชัย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหาว่าคิง เพาเวอร์ ซึ่งได้รับอนุญาตให้เปิดร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินตั้งแต่ปี 2549 จ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐบาลไม่ตรงตามสัญญาร้อยละ 15 ของรายได้ โดยจ่ายเพียงร้อยละ 3 เท่านั้น

บริษัท คิง เพาเวอร์ สุวรรณภูมิ จำกัด, บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด, บริษัท คิง เพาเวอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด คือ 3 ใน 18 จำเลยที่นายชาญชัยกล่าวหา

ทั้งนี้ ศาลนัดรวบรวมพยานเอกสาร หลักฐาน บัญชีพยานบุคคล วันที่ 16 ม.ค. 2561 และตรวจสอบพยานหลักฐาน วันที่ 12 ก.พ. 2561 พร้อมย้ำว่าศาลมีคำสั่งรับสำนวนคดีไว้พิจารณา ยังไม่ได้ตัดสิน หรือไต่สวนคดีมีมูลความผิดแต่อย่างใด ขอให้สื่อมวลชนนำเสนอข่าวให้ถูกต้อง และเนื่องจากคดีนี้เป็นคดีที่อยู่ในความสนใจของประชาชน "ศาลอาญาทุจริตฯ จึงมีคำสั่ง ห้ามคู่ความไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลและพยานหลักฐานที่อาจจะกระทบต่อกระบวนการพิจารณาของศาล จนกว่าคดีจะถึงที่สุด หรือศาลมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น"

Image copyright AFP/Getty Images

คำถามใหญ่ขณะนั้น คือ หากศาลมีคำสั่งรับคดีไว้พิจารณา แล้วในที่สุดตัดสินว่ากลุ่มคิง เพาเวอร์มีความผิด จะเกิดอะไรขึ้นกับอนาคตของการเป็นเจ้าของและผู้บริหารทีมฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ของ 2 พ่อลูกแห่ง "อาณาจักรคิง เพาเวอร์" -- นายวิชัย ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ และประธานสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ และ นายอัยยวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มคิง เพาเวอร์ -- เนื่องจากพรีเมียร์ลีกอังกฤษ มีกฎห้ามผู้ที่เคยถูกพิพากษาว่ามีความผิดในคดีอาญา-คดีทุจริตเป็นผู้บริหารสโมสร หรือถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 30

ยกฟ้อง

ต่อมา 18 ก.ย.2561 ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษา ยกฟ้องคดีที่นายชาญชัย อิสระเสนารักษ์ กล่าวหาว่า ผู้บริหารของบริษัท คิง เพาเวอร์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เอื้อประโยชน์ให้คิง เพาเวอร์จ่ายค่าตอบแทนไม่เป็นไปตามสัญญา

ภายหลังศาลมีคำพิพากษาดังกล่าว นายชาญชัย อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์บอกกับบีบีซีไทยว่า ศาลให้เหตุผลว่า "เขาไม่มีอำนาจฟ้อง" และไม่ใช่ผู้รับผลกระทบจากเหตุการณ์และจึงไม่สามารถที่จะทำการฟ้องคดีนี้ได้

"คำพิพากษายกฟ้องวันนี้ มาจากศาลวินิจฉัยว่าผมไม่มีอำนาจฟ้อง แต่ไม่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของจำเลย ซึ่งศาลได้กล่าวถึงในการอ่านคำพิพากษาวันนี้" เขากล่าว

อภิมหาเศรษฐี" ลำดับ 5 ของไทยสร้างตำนาน "จิ้งจอกสยาม"

นายวิชัยถูกจัดให้เป็น "อภิมหาเศรษฐี" ลำดับ 5 ของไทยในปี 2561 ด้วยมูลค่าทรัพย์สิน 1.62 แสนล้านบาท โดยนิตยสารฟอร์บส์

เขาสร้างตัว-สร้างชื่อด้วยการก่อตั้งคิง เพาเวอร์ ในปี 2532 และชนะการประมูลเข้าให้บริการร้านค้าปลอดภาษีในสนามบินตั้งแต่ปี 2549 โดยถือเป็นบุคคลที่ครบเครื่องทั้งเครือข่ายธุรกิจและขุมข่ายอำนาจการเมือง เป็นแถวหน้าในหลายแวดวงตั้งแต่วงการกีฬา กระทั่งพระเครื่อง

นายวิชัยถือเป็นมหาเศรษฐีไทยคนที่ 2 ที่เข้าไปครอบครองสโมสรฟุตบอลอาชีพของอังกฤษ หลังจากนายทักษิณ ชินวัตร บุกเบิกซื้อทีม "เรือใบสีฟ้า" แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในปี 2550 ก่อนเทขายหุ้นให้นักธุรกิจชาวสหรัฐอาหรับเอมิเรตในปีต่อมา ขณะที่ "เจ้าสัววิชัย" เข้าซื้อกิจการสโมสรฟุตบอลเลสเตอร์ ซิตี้ ตั้งแต่เดือน ส.ค. 2553 สมัยทีม "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" ยังอยู่ในลีกรองอย่างเดอะ แชมเปี้ยนสชิป โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือนในการ "ปิดดีล" กับนายมิลาน แมนดาริช เจ้าของและประธานสโมสรคนเดิม เขาต้องจ่ายเงินเข้าสโมสรทันทีงวดแรก 40 ล้านปอนด์ (ราว 2,000 ล้านบาท) ก่อนทยอยจ่ายจนครบ 100 ล้านปอนด์ (5,000 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการเข้าถือหุ้นร้อยละ 51

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พระพรหมมังคลาจารย์ หรือเจ้าพระคุณธงชัย เป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญ เพราะได้เจริญพรและปลุกเสกผ้ายันต์เพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ จนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกของอังกฤษได้

ทว่า "เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์" ได้ชิมลางตลาดวงการลูกหนังชั้นนำมาก่อนหน้านั้นนับสิบปี ด้วยการเป็นสปอนเซอร์สนับสนุนทีมเชลซี และซื้อโฆษณาบนขอบสนามการแข่งขันฟุตบอลอาชีพในทวีปยุโรป โดยมิลืมมองหาทีมฟุตบอลเล็ก ๆ เพื่อปั้นให้เติบโต

"เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมนี้มีความพร้อมที่สุดสำหรับผม การสร้างทีมเล็กหรือใหญ่ไม่ใช่ปัญหา ขึ้นอยู่กับคุณภาพพัฒนาการของนักเตะและวิธีบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด หากคิดเป็นธุรกิจตั้งแต่วันแรกก็คงทำไม่สำเร็จแน่นอน เนื่องจากไม่รู้ชะตากรรมว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร ทุกอย่างอยู่ที่ความพึงพอใจมากกว่าว่าลงทุนเพื่ออะไร" นายวิชัยเปิดเผยกับ ประชาชาติธุรกิจ (18 ส.ค. 2553)

3 ปีหลังควบคุมทีมอย่างใกล้ชิดในฐานะประธานสโมสร เลสเตอร์ ซิตี้ทยานขึ้นสู่หัวตาราง-คว้าแชมป์ลีกแชมเปี้ยนสชิปได้ในฤดูกาล 2013-2014 (พ.ศ. 2556-2557) ได้สิทธิกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ก่อนประสบความสำเร็จถึงขีดสุดเมื่อคว้าแชมป์ฟรีเมียร์ได้ในฤดูกาล 2015-2016 (พ.ศ. 2558-2559) ถือเป็นการเปิดประวัติศาสตร์หน้าแรกให้สโมสรแห่งนี้

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ 2 พ่อลูกตระกูลศรีวัฒนประภา ร่วมเฉลิมฉลองถ้วยรางวัลพรีเมียร์ลีกกับลูกทีม หลังชัยชนะของทีมเลสเตอร์ ซิตี้ กับเอฟเวอร์ตัน ที่สนามคิงเพาเวอร์ ประเทศอังกฤษ เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2559

หลังจากนั้น "จิ้งจอกสีน้ำเงิน" ก็ได้รับฉายาใหม่จากสื่อมวลชนและแฟนบอลชาวไทยว่า "จิ้งจอกสยาม" ที่สร้างความภาคภูมิใจให้คนไทย ถึงขนาดมีขบวนแห่แหนนักเตะกลางกรุง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2559

ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2560 "เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์" ขยายอาณาจักรธุรกิจลูกหนังไปที่เบลเยียม หลังปิดดีลซื้อหุ้นสโมสรฟุตบอล เอาด์ เฮเวเลย์ เลอเวน (โอเอชแอล) ทีมในลีกดิวิชัน 2 เข้าถือหุ้นร้อยละ 92 โดยสื่อท้องถิ่นรายงานว่าเสี่ยวิชัยใช้เงินลงทุนไป 2.5 ล้านยูโร (ราว 95 ล้านบาท)

ร่วมขี่ม้าโปโลกับราชวงศ์อังกฤษ

ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาเดียวที่อยู่ในความสนใจของนายวิชัย โปโลก็เป็นกีฬาที่เข้ามาในชีวิตเขากว่า 20 ปีแล้ว และจริงจังถึงขั้นควักเงินสด 10 ล้านปอนด์ (ราว 500 ล้านบาท) ซื้อสนามโปโลกลางกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ซึ่งเขาและบุตรชายไปใช้บริการประจำ แล้วเปลี่ยนชื่อเป็น "คิง เพาเวอร์ บิลลิ่งแบร์ โปโล พาร์ค"

สนามแห่งนี้ต้อนรับราชวงศ์อังกฤษเป็นประจำทุกปี ในการแข่งขันโปโลการกุศล เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ และเจ้าชายอับดุล มาทีน แห่งบรูไน ได้เสด็จเข้าร่วมการแข่งขันรายการ "เดอะ คิง เพาเวอร์ รอยัล ชาริตี โปโล คัพ 2017" ที่สนามนี้ ทำให้ชื่อนายวิชัยปรากฏในแวดวงสังคมชั้นสูงของอังกฤษเสมอ ด้วยเพราะการแข่งม้าถือเป็นกิจกรรมของชนชั้นนำ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กีฬาขี่ม้าโปโลได้รับความนิยมในราชวงศ์อังกฤษ โดยเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ (ขวา) และเจ้าชายแฮร์รีแห่งเวลส์ (ซ้าย) ทรงร่วมแข่งขันในรายการการกุศลรายการหนึ่ง เมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2556

นั่นทำให้ 2 พ่อลูกตระกูลศรีวัฒนประภา คือสามัญชนไม่กี่คนที่มีโอกาสร่วมเล่นโปโลกับราชวงศ์อังกฤษ

เกี่ยวกับเรื่องนี้นายวิชัยเคยตอบคำถามไว้ในนิตยสารแพรว (24 ม.ค. 2558) ว่า "วันนี้จะมีคนอื่นอีกหรือเปล่าไม่รู้ แต่ผมเป็นคนเริ่มต้นแรก ๆ ตั้งแต่เล่นกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ก่อนทรงรีไทร์ ต่อมาก็ได้เล่นกับพระโอรสของพระองค์ท่านทั้งสองพระองค์ คือเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าชายแฮร์รี แต่ทุกครั้งเป็นการเล่นเพื่อการกุศลหมดนะ"

ปัจจุบันนายวิชัยเป็นเจ้าของสนามโปโล 3 แห่ง ด้วยนิสัย "ทำอะไรต้องทำให้สุด" และคิดว่าการเล่นโปโล "ทำให้มีความสุขจากข้างใน" เขายังเป็นผู้นำกีฬาขี่ม้าโปโลเข้ามาในเมืองไทย และก่อตั้งสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทยในปี 2547 โดยเป็นนายกสมาคมฯ คนแรก

เจ้าชายวิลเลียมทรงให้กำลังใจครอบครัวศรีวัฒนประภา

เจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ องค์ประธานสมาคมฟุตบอลแห่งอังกฤษ หรือ เอฟเอ ทรงมีแถลงการณ์ต่อเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สโมสรเลสเตอร์ซิตี้ ในวันที่ 29 ต.ค. ว่า

"ข้าพเจ้าขอส่งใจไปยังครอบครัวและมิตรสหายของนายวิชัย ศรีวัฒนประภา รวมทั้งเหยื่อผู้ประสบภัยทั้งหมดในเหตุเฮลิคอปเตอร์ตกที่สโมสรเลสเตอร์ซิตี้"

"เป็นโชคดีของข้าพเจ้าที่ได้รู้จักนายวิชัยมานานหลายปี เขาเป็นนักธุรกิจมากคุณูปการผู้อุทิศตัวเพื่อครอบครัวและสนับสนุนงานการกุศลที่สำคัญมากมาย เขายังสร้างประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้แก่วงการฟุตบอล โดยเฉพาะสโมสรเลสเตอร์ซิตี้ที่สร้างความอัศจรรย์ให้เกิดขึ้นในห้วงฤดูกาล 2016 และจุดประกายแห่งจินตนาการไปทั่วโลก"

"เขาจะเป็นที่ระลึกถึงของบรรดาแฟนฟุตบอล และทุกคนที่โชคดีที่ได้รู้จักเขา"

เศรษฐีพระเมืองไทย

นอกจากแวดวงกีฬา "เจ้าพ่อคิง เพาเวอร์" ยังเป็นนักสะสมพระตัวยง เซียนพระรายหนึ่งระบุว่านายวิชัยบุกหนักทั้งพระเครื่อง พระพุทธรูปบูชา เหรียญคณาจารย์ เทวรูป ภาพวาดพระพุทธเจ้าจากหลากหลายประเทศทั่วเอเชีย ใช้เวลาไม่กี่เดือน วัตถุมงคลชั้นนำก็ไปอยู่ในความครอบครองของเขา จนได้ตำแหน่ง "นักสะสมแห่งปี 2552" ไปครอง

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ชายคนนี้เดินทางไปที่สนามเลสเตอร์ ซิตี้ พร้อมเจ้าคุณธงชัย โดยสวมเครื่องรางทับเสื้อทีมฟุตบอลในดวงใจ

คมชัดลึก เคยประเมินมูลค่าพระเครื่องที่อยู่ใน "กรุพระ" ของนายวิชัย ว่าอยู่ที่ 400-500 ล้านบาท ทว่า "เศรษฐีพระ" รายนี้ยืนยันว่าความสุขในการสะสมพระเครื่องไม่ได้อยู่ที่ราคา แต่อยู่บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่า "พระดีต้องคุ้มครองผู้ครอบครอง"

"ผมเชื่อด้วยว่าการครอบครองพระสวย พระแพง พระองค์ดัง ๆ ในตำนานต้องเป็นคนที่มีบุญวาสนา การมีเงินใช่ว่าจะได้ครอบครองพระเสมอไป" นายวิชัย (คมชัดลึก 5 ธ.ค. 2552)

สำหรับพระเครื่ององค์แรกที่นายวิชัยได้มาห้อยคอ มาจากนายมนตรี พงษ์พานิช อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ซึ่งว่ากันว่ารักใคร่นายวิชัยเหมือนน้อง

นายมนตรีนำพระสมเด็จวัดระฆังพิมพ์ใหญ่ องค์ขุนศรี และเกศบัวตูม มาให้เลือกพร้อมพระเครื่ององค์อื่น ๆ ด้วยความไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเครื่อง ประกอบกับเกรงใจ จึงเลือกหยิบองค์ที่คาดว่าแพงน้อยที่สุดไป

แต่เมื่อเริ่มศึกษา-เข้าสู่วงการพระเครื่องอย่างจริงจัง นายวิชัยได้ใช้บริการ "เซียนพระ" 2 คนคือนายพิศาล เตชะวิภาค หรือ "ต้อย เมืองนนท์" และนายมงคล เมฆมานะ หรือ "โกเนี้ยว สำโรง" คอยตรวจสอบ-คัดกรองพระเครื่องก่อนตัดสินเช่าเข้ากรุ

ต่อมาปี 2554 นายวิชัยได้ยก "อาณาจักรพระเครื่อง" ของเขาไปไว้ในคิงเพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ ซอยรางน้ำ นำพระดี-เด่น-ดังออกจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ วีอาร์ คิง เพาเวอร์ คอมเพล็กซ์ (วีอาร์ มิวเซียม) ให้ประชาชนทั่วไปได้เข้าชม

"เพื่อนเนวิน" แต่ยี้การเมือง

ด้วยงานหลัก-งานอดิเรกที่จัดว่าไม่ธรรมดา ทำให้คนมากหน้าหลายตาสมัครใจเป็น "เพื่อนวิชัย" เขามีสายสัมพันธ์พิเศษกับการเมืองทุกขั้ว ทว่านักการเมืองที่สนิทที่สุดหนีไม่พ้นชายชื่อนายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งรู้จักกันผ่านการแนะนำของนายกนกศักดิ์ ปิ่นแสง เพื่อนสนิทของนายเนวินที่รู้จักกันมากว่า 20 ปี ซึ่งเป็นคนใกล้ชิดของนายวิชัย โดยนายกนกศักดิ์เป็นผู้ร่วมก่อตั้งสโมสรบุรีรัมย์ พีอีเอ ก่อนพัฒนาเป็นสโมสร บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ขณะเดียวกันก็เป็นเลขาธิการสมาคมขี่ม้าโปโลแห่งประเทศไทย ก่อนเป็นนายกสมาคมคนปัจจุบัน

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสบุรีรัมย์ ยูไนเด็ต นั่งคุมการฝึกซ้อมกลางสนาม

ในยุคที่นายเนวินเป็น "ผู้มีบารมีทางการเมือง" ชื่อโรงแรมพูลแมน คิงเพาเวอร์ ปรากฏในพื้นที่ข่าวการเมืองในฐานะ "ที่ชุมนุม" ของ ส.ส.กลุ่ม "เพื่อนเนวิน" สังกัดพรรคพลังประชาชน ช่วงปี 2551-2553 ก่อนแตกกอมาตั้งพรรคภูมิใจไทย

เมื่อนายเนวินลาขาดการเมือง-ผันตัวเองไปเป็นประธานสโมสรฟุตบอลในบ้านเกิด คิง เพาเวอร์ก็คือผู้สนับสนุนหลักรายแรกๆ ของทีมฟุตบอลบุรีรัมย์

"ไม่ว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ แต่ความเป็นเพื่อนพี่น้องไม่จำเป็นหดหายหรือเสื่อมถอยลงไปด้วย" นายวิชัยระบุ

มาถึงยุค "ทหารเป็นใหญ่" เกมอำนาจขับเคลื่อนโดย "พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์" อย่าง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้เกิดข่าวลือ-ข่าวปล่อยในสื่อบางสำนักว่าทุนที่ใช้ขับเคลื่อน "พรรคทหาร" ถูกต่อท่อมาจากซอยรางน้ำ บ้างก็ว่า "เจ้าสัววิชัย" จ้องยึดพรรคภูมิใจไทยจากเสี่ยหนู นายอนุทิน ชาญวีรกูล "น้องรัก" อีกคนของนายเนวิน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ขบวนพาเหรดฉลองแชมป์ถ้วยพรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์ ซิตี้ รอบกรุงเทพฯ เมื่อเดือน พ.ค. 2559

กระแสนิยมในทีม "จิ้งจอกสยาม" หลังคว้าแชมป์ในพรีเมียร์ลีกอังกฤษเมื่อปี 2559 ถูกแปรเป็นกระแสการเมืองในประเทศ อย่างฉับพลัน ทำให้นายวิชัยต้องออกมาปฏิเสธ "คนที่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงโด่งดังมาก มักจะต้องมีมารผจญคอยรบกวนจิตใจเสมอ"

เขาออกมาให้ข่าวว่า ชีวิตวันนี้ยุ่งมากพอแล้ว ไม่เคยชอบหรือสนใจการเมือง ส่วนเรื่องจะไปยึดพรรคภูมิใจไทย พรรคอยู่ไหนยังไม่รู้จัก แล้วตำแหน่งหัวหน้าพรรคจะเอาไปทำอะไร "ถ้าอยากได้ ผมทำไปนานแล้ว ไม่ต้องคอยวันนี้ครับ เพราะมีโอกาสวิ่งเข้ามาชนหลายที่ ผมได้แต่วิ่งหนีทุกครั้ง" (มติชน 25 พ.ค. 2559)

Image copyright Getty Images

สเวน-เยอราน เอริกซอน: "เขาเป็นคนที่ใจดีสุดๆ"

สเวน-เยอราน เอริกซอน หรือ ที่สื่อไทยเรียกว่า สเวน-โกรัน อิริกสัน อดีตผู้จัดการทีมเลสเตอร์ ซิตี้ ที่ถูกวิชัยจ้างและปลดจากทีม เล่าให้วิทยุ BBC Radio Five Live ถึงความใจกว้าง และการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่ วิชัย ศรีวัฒนประภา นำมาให้แก่ทีมรองบ่อนในอดีต

"ผมเห็นข่าวแล้วเมื่อเช้า และหวังว่าจะไม่ใช่เรื่องจริง หวังว่าเขารอดชีวิตมาได้" เอริกซอน กล่าวกับ BBC Radio Five Live ในวันที่ 28 ต.ค.

"ผมรู้จักทั้งครอบครัวรวมทั้งพ่อ เมื่อคุณรู้จักพวกเขาเหมือนผม คุณก็จะพบว่าเขาเป็นคนที่ใจดีสุดๆ ทั้งกับนักเตะ ทีมงานและผู้คนที่ทำงานให้เขา กับแฟนๆ และชุมชน เขาเป็นคนที่มีน้ำใจเป็นที่สุด" เอริกซอน ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมเลสเตอร์ ซิตี้ เมื่อ 3 ต.ค. 2010 กล่าวไว้

"ไม่เพียงเขาใจกว้างต่อแฟน ๆ และชุมชน เขายังใจป้ำกับนักเตะ นอกจากจ่ายเงินเดือนให้แล้ว เวลาไปช็อปปิงในลอนดอน เขายังออกเงินซื้อเสื้อนอกให้พวกเราด้วย"

สำนักข่าวพีเอของอังกฤษ รายงานว่า วิชัยมักนำเบียร์และพายมาแจกฟรีให้แก่แฟนๆของทีมในโอกาสสำคัญ ๆ และชอบบริจาคเงินให้โรงพยาบาลของเมืองเลสเตอร์ เมื่อทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีกในปี 2016 เขาก็ซื้อบีเอ็มดับเบิ้ลยูล็อตใหญ่ให้นักเตะเป็นของขวัญ

เอริกซอน ให้สัมภาษณ์ BBC Radio Five Live ว่า สิ่งที่วิชัยทำให้กับทีมเลสเตอร์เป็นเรื่องเหลือเชื่อมาก เขาพาสโมสรจากดิวิชัน 2 มา ดิวิชัน 1 แล้ว มาเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก

"ช่วงที่ผมเป็นผู้จัดการ เขามาดูการแข่งขันสม่ำเสมอกับลูกชาย คือ ต๊อบ อัยยวัฒน์ และภรรยา เขามาอยู่ด้วยทุกเกมทั้งช่วงแข่งและช่วงซ้อม เขาพูดคุยกับผู้จัดการและนักเตะเสมอ...เมื่อผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีม เขาไม่ปิดบังเลยว่า เขาอยากให้เวสเตอร์เป็นทีมชั้นนำในพรีเมียร์ลีก"

เอริกซอน เล่าถึงเหตุที่เขาถูกปลดเมื่อ 25 ต.ค. 2011 และยอมรับกับข้อผิดพลาดครั้งนั้น

"เขาปลดผม แต่เขาก็ทำถูกแล้ว ผมซื้อผู้เล่นผิดตัว ซึ่งถือว่าผมทำพลาด มันก็แฟร์นะที่เขาทำแบบนั้น"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม