ทหารใหญ่ดาหน้าบอก "ซ่อมสร้างวินัย" แต่ ชาวเน็ตถามทำไมทำลายชีวิต

  • 22 พฤศจิกายน 2017
น้องเมย Image copyright สุพิชา ตัญกาญจน์

ทหารใหญ่ดาหน้าปกป้อง "การซ่อม" เพื่อสร้างวินัย ไม่ใช่การละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่โลกโซเชียลอื้ออึงถึงคำถาม การลงโทษที่ไร้การตรวจสอบ และความเหมาะสมของการคืนศพที่มีอวัยวะภายในไม่ครบ

ภายหลังนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาเปิด "บันทึกของน้องเมย" หรือ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ที่เขียนไว้เมื่อ 26 พ.ค. 2560 ว่า "เช้ามาก็โดนต่อยท้องไปหมัดนึงจุกโคตรเลย แถมตกกลางคืนมามีลงนรกอีก เหนื่อยมาก" ในวันนี้ (22 พ.ย. ) พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาแถลงยืนยันว่า "เด็กเสียชีวิต เนื่องจากสุขภาพของเด็กเอง ไม่มีการซ้อมอะไรทั้งสิ้น" พร้อมทั้งปกป้อง "การซ่อม" หรือ ลงโทษทางทหารว่า เป็นเรื่องจำเป็น

"ส่วนที่เปิดบันทึกประจำวันของเด็กที่ระบุว่าเขาโดนซ่อมนั้น ผมคิดว่าก็โดนซ่อมกันทุกคน ผมก็เคยโดนมาเหมือนกัน เช่น วิดพื้น วิ่ง สก็อตจั๊มป์ ไม่ต้องถูกตัวกัน และการซ่อมไม่ได้มากมายอะไร ขณะเดียวกันประเด็นที่เด็กเคยโดนซ่อมจนหยุดหายใจไปครั้งหนึ่งนั้น เพราะเขาเป็นโรคฮีทสโตรก ซึ่งการเป็นโรคนี้เกิดจากการฝึก หรือแม้แต่ยืนตากแดดเฉย ๆ ก็เป็นเพราะอากาศร้อน ใครจะไปรู้ว่าลูกเขามีภาวะหัวใจล้มเหลวฉับพลัน" พล.อ.ประวิตร กล่าวพร้อมทั้งยืนยันว่า "การซ่อมไม่ได้เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "ผมก็เคยโดนซ่อมจนเกินกำลังจะรับได้ จนสลบไปเหมือนกัน แต่ผมไม่ตาย"

ซ่อม = สร้างวินัย?

ต่อมา พล.อ.ธารไชยยันต์ ศรีสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้แถลงแก้ภายหลังว่า นายภคพงศ์ไม่มีสภาวะการเป็น ฮีทสโตรก ทางแพทย์ที่ดูแลชี้แจงแล้ว แต่คาดว่ามีโรคประจำตัว แต่การเป็นโรคประจำตัวนั้นไม่ได้ร้ายแรง และขัดต่อการเป็นนักเรียนเตรียมทหาร และเสริมว่า ได้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีที่มีการอ้างว่าถูกรุ่นพี่ซ่อม

"บางครั้งการซ่อมเป็นเรื่องของการอบรมวินัย ซึ่งนักเรียนเตรียมทหารเป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องมีการซ่อม เพราะเป็นการสร้างวินัยในการแปรสภาพ จากพลเรือนไปสู่การเป็นทหาร แต่ไม่สามารถซ่อมเกินกรอบที่กำหนดเอาไว้ได้ หากเป็นเช่นนั้นถือว่ามีความผิด และจะต้องมีการสอบสวนและลงโทษ ซึ่งในส่วนของ นักเรียนเตรียมทหารคนดังกล่าว ผู้ปกครองระบุว่ามีการโดนซ่อมด้วย"

ด้าน พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า คดีลักษณะนี้เป็นปกติอยู่แล้ว โรงเรียนเหล่ามีลักษณะคล้าย ๆ แบบนี้เป็นประจำ ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้น การพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงก็มีกระบวนการของเขาอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าเราจะไปเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และเชื่อว่าโรงเรียนไม่ได้ปิดบังข้อมูล

"ธำรงวินัย" สร้างชายชาติทหาร?

พล.ท.ทวี แจ่มจำรัส เคยเขียนบทความ "การธำรงรักษาวินัยและการเสริมสร้างลักษณะผู้นำ วัฒนธรรมองค์การของทหารที่คงต้องมีอยู่ตลอดไป" ในเว็บไซต์ หนังสือพิมพ์มติชน เมื่อวันที่ 22 ธ.ค. ปีที่ผ่านมา เพื่ออธิบายเหตุการณ์อื้อฉาวในค่ายทหารที่ จ.นราธิวาส เกี่ยวกับการฝึกหลักสูตรทางทหารที่ใช้การเฆี่ยนตี ทำร้าย ถูกเนื้อต้องตัวเผยแพร่ทางสื่อมวลชน จนมีการเสียชีวิต

"ทหารเป็นข้าราชการที่กฎหมายอนุญาตให้ถือและใช้อาวุธในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อป้องกันอธิปไตยของประเทศใหพ้นจากข้าศึกศัตรูจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งที่เป็นลายลักษณ์อักษร และไม่ใช่ลายลักษณ์อักษร"

แต่ นายพิเชษฐ ตัญกาญจน์ พ่อของนายภคพงศ์ เล่าชีวิตของลูกชายในโรงเรียนเตรียมทหารก่อนเสียชีวิตไว้ว่า "จากปากลูกชายผมนะ เขาถูกทำโทษในห้องน้ำของนายทหาร เวลาประมาณ 22.00 น. ซึ่งเมื่อเวลา 20.00 น. ก็โดนลงโทษไปรอบหนึ่งแล้ว รุ่นพี่คนนั้นถามว่าได้อ่านหนังสือหรือยัง เขาบอกว่ายัง ถ้ายังไปอ่านหนังสือก่อน เดี๋ยวจะกลับมาแดกใหม่ ผมขออนุญาตใช้คำนี้ เพราะว่าเด็กในโรงเรียนคำว่าธำรงวินัยคือคำว่าแดก"

สังคมจึงเกิดคำถามกับคำว่า "ธำรงวินัย" ของการฝึกรั้วของชาตินั้นเป็นอย่างไรกันแน่

ปริศนาผ่าศพ

ร่างของ นายภคพงศ์ ผ่านการชันสูตรครั้งที่ 1 จากโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า แพทย์ระบุสาเหตุการเสียชีวิตในใบมรณบัตรว่าเกิดจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน แต่ด้วยความเคลือบแคลงถึงสาเหตุการเสียชีวิต ครอบครัวได้นำศพของนายภคพงศ์ ส่งไปยังสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ เพื่อตรวจหาสาเหตุการเสียชีวิตอีกครั้งในวันที่ 25 ต.ค. หลังจัดพิธี "เผาหลอก" ที่วัดบ้านเกิดใน อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี โดยไร้ร่างของนายภคพงศ์

หลังการผ่าพิสูจน์ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 1 พ.ย. ซึ่งครอบครัวนำศพของนายภคพงศ์ไปให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ผ่าพิสูจน์อีกครั้ง น.ส.สุพิชชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของนายภคพงศ์ ระบุว่าได้สังเกตการณ์ผ่าร่างร่วมกับแพทย์ด้วย และพบว่าอวัยวะภายในของน้องชาย สมอง หัวใจ กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ หายไป ตามร่างกายมีบาดแผลบอบช้ำ กระดูกซี่โครงซี่ที่ 4 หัก ซึ่งไม่ได้เกิดจากการรักษาหรือตกบันได

"จากการที่ยืนดูพอเปิดช่วงกะโหลกมา เราก็ดูว่าทำไมสมองน้องเรามันเละขนาดนั้น หรือเขาทำอะไรมา แต่เปล่าเลย พอเปิดออกมา กลายเป็นว่า ในกะโหลกมีแต่กระดาษที่ซับเลือดเอาไว้ คุณหมอเลยบอกว่าโอเคใจเย็น ๆ อย่าเพิ่งตกใจไป เดี๋ยวลองเปิดช่องท้องดูก่อน เพราะว่าทางการแพทย์ พอผ่าออกมาจะชอบเก็บไว้ในช่องท้อง ปรากฏว่าพอเปิดช่องท้องขึ้นมาจริง ๆ แล้วก็ไม่เจอ นอกจากสมองแล้ว หัวใจ กระเพาะอาหาร และกระเพาะปัสสาวะก็หายไป" น.ส.สุพิชชา กล่าว ในการแถลงเมื่อ 20 พ.ย. พร้อมด้วยพ่อแม่

Image copyright สุพิชา ตัญกาญจน์
คำบรรยายภาพ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ และบิดา

เอาอวัยวะไปทำไมไม่แจ้งญาติ?

คำถามที่ว่า การนำอวัยวะไปตรวจพิสูจน์เพิ่มเติม เหตุใดจึงไม่แจ้งครอบครัวให้รับรู้ จึงออกมาจากครอบครัวนักเรียนเตรียมทหารชั้นปีที่ 1 ที่เสียชีวิตรายนี้ พร้อมร้องขอคืนอวัยวะเพื่อนำมาผ่าพิสูจน์หาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงอีกครั้ง

กองทัพไทย พร้อมด้วยผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหาร และคณะแพทย์จากสถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎเกล้า ออกมาชี้แจงเรื่องนี้เมื่อวันที่ 21 พ.ย.

พ.อ.น.พ.นรุฏฐ์ ทองสอน นายแพทย์กองพยาธิ สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการพระมงกุฎเกล้า ซึ่งผ่าชันสูตรการเสียชีวิต กล่าวยอมรับว่า สถาบันได้เก็บสมองทั้งก้อน หัวใจ กระเพาะอาหาร และอวัยวะบางส่วนไว้จริง เพื่อเก็บตัวอย่างไว้ตรวจในห้องปฏิบัติการ ทั้งนี้ได้สรุปรายงานเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และออกรายงานผลการชันสูตรว่าสาเหตุการเสียชีวิต "น่าจะมีความโน้มเอียงไปทางความผิดปกติของหัวใจ และหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน"

ต่อข้อถามที่ว่า ทำไมนำอวัยวะของผู้ตายไปตรวจพิสูจน์จึงไม่แจ้งต่อครอบครัว พ.อ.น.พ.นรุฏฐ์ ไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนว่าได้แจ้งให้ญาติของนายภคพงศ์ทราบหรือไม่ โดยตอบเพียงว่าให้สอบถามไปยังพนักงานสอบสวน เนื่องจากแพทย์ได้ดำเนินการตามเอกสารนำส่งจากพนักงานสอบสวนเท่านั้น

แนวทางปฏิบัติในการผ่าพิสูจน์ศพคืออะไร?

สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ออกมาไขขั้นตอนการนำอวัยวะของผู้เสียชีวิตไปตรวจพิสูจน์

นายสมณ์ พรหมรส ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวในวันนี้ (22 พ.ย.) ว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถสรุปผลการผ่าพิสูจน์ได้ เนื่องจากอวัยวะภายในของร่างกายยังไม่ครบ เพราะสมองและหัวใจ สามารถบอกสาเหตุการเสียชีวิตได้

พร้อมระบุว่าในวันที่ 23 พ.ย. สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์พระมงกุฎ จะนำอวัยวะให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ผ่าพิสูจน์ และจะทราบผลไม่เกินสิ้นเดือน พ.ย.

Image copyright สุพิชา ตัญกาญจน์

ส่วนประเด็นที่ว่าการนำอวัยวะทั้งส่วนไปตรวจพิสูจน์นั้น นพ.ไตรยฤทธิ์ เตมหิวงส์ รอง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กล่าวว่าในทางนิติวิทยาศาสตร์สามารถทำได้ ซึ่งการเสียชีวิตที่ผิดธรรมชาติ แพทย์จะทำการผ่าพิสูจน์เก็บชิ้นเนื้อบางส่วนของอวัยวะไปตรวจ ยกเว้นกรณีที่น่าสนใจ ทางสถาบันฯ มีระเบียบวิธีที่จะต้องขอเก็บอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งไปตรวจพิสูจน์ต่อ โดยมีการทำหนังสือแจ้งครอบครัวเป็นลายลักษณ์อักษร

ส่วนกรณีที่ว่า การนำอวัยวะไปตรวจต้องขออนุญาตญาติก่อนหรือไม่ พญ.ปานใจ โวหารดี รองโฆษกสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ชี้ว่า สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องบอกญาติ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ หนึ่งในบททดสอบสำคัญคือการทดสอบสมรรถภาพทางร่างกายที่เข้มข้นของผู้ที่จะเตรียมสอบเข้าโรงเรียนเตรียมทหาร

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม