“ดาวคะนอง” ชวด ออสการ์รอบสุดท้าย

  • 9 ธันวาคม 2017
อโนชา สุวิชากรพงศ์ Image copyright Electric Eel Films
คำบรรยายภาพ ภาพนิ่งจากภาพยนตร์ "ดาวคะนอง"

แม้ "ดาวคะนอง" ของ ผู้กำกับอโนชา สุวิชากรพงศ์ จะไม่สามารถเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ผ่านเข้ารอบสุดท้ายรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ได้ ผลงานตัวแทนประเทศเรื่องนี้ก็ถือเป็นผลงานที่สะท้อนถึงสังคม การเมือง และประวัติศาสตร์ ได้แยบยลและน่าสนใจที่สุดเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่ประเทศไทยส่งภาพยนตร์เข้าร่วมประกวดในเวทีออสการ์เป็นครั้งแรกเมื่อปี 2001

ผลงานชิ้นนี้เผยให้เห็นความ "น่างงงัน" ของสภาพสังคม-การเมืองไทยปัจจุบัน เพราะภาพยนตร์ที่ได้การสนับสนุนจากทุนไทยเข้มแข็ง ของกระทรวงวัฒนธรรม และชนะรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเวทีสุพรรณหงส์ครั้งที่ 26 ทั้งยังได้รับเลือกเป็นตัวแทนประเทศไทยเรื่องนี้กลับถูก "ตำรวจ" สั่งห้ามฉายโดยให้เหตุผลว่า "สุ่มเสี่ยง"

อโนชา ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยว่า เหตุใดเรื่องเล่าอันซับซ้อนจึงเหมาะกับการทำความเข้าใจเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยังไม่คลี่คลาย และทำไมการสั่งห้ามฉายภาพยนตร์ของเธอ "เท่ากับว่าประเทศนี้ไม่ต้องมีกฎหมายอีกต่อไป"

ตัวแทนประเทศไทย

การคัดเลือกตัวแทนภาพยนตร์ในแต่ละปีเป็นความรับผิดชอบของสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ โดย "ดาวคะนอง" เอาชนะภาพยนตร์ไทยอีกสามเรื่องอย่าง "ฉลาดเกมส์โกง", "มหาลัยวัวชน" และ "ป๊อปอาย มายเฟรนด์"

อโนชาบอกว่า "รู้สึกดีแต่งง" เธออธิบายว่ารู้สึกดีไม่ใช่เพราะมันเป็นผลงานของเธอเอง แต่การเลือกภาพยนตร์แบบ "ดาวคะนอง" แสดงถึงความใจกว้างของคนที่คัดเลือก เนื่องจากไม่ใช่ภาพยนตร์ที่ดูง่าย

"สองคือ มันเป็นหนังการเมือง จะ[การเมือง]ขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่มันก็ดี [การเลือกภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับ]เหตุการณ์ที่เป็นบาดแผลทางประวัติศาสตร์ในช่วงที่การเมืองไทยมันพังแบบนี้ ...ดีใจในแง่ว่าพอมีหวัง คือถ้าปีหน้าเป็นหนังที่การเมืองเข้มข้นอะไรแบบนี้ มันเห็นความเป็นไปได้ที่เขาจะเลือกหนังในรูปแบบอื่น ๆ ที่ไม่ต้องจรรโลงสังคมอย่างเดียว" อโนชา กล่าว

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ อโนชา สุวิชากรพงศ์

ประเทศไทยส่งภาพยนตร์เข้าประกวดรางวัลออสการ์ในสาขานี้ครั้งแรกในปี 1985 ด้วยภาพยนตร์เรื่อง "น้ำพุ" โดย ยุทธนา มุกดาสนิท และตั้งแต่การประกวดรางวัลออสการ์ครั้งที่ 73 ในปี 2001 เป็นต้นมา ก็ส่งภาพยนตร์เข้าประกวดอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่เคยผ่านเข้ารอบ 9 เรื่องสุดท้าย แม้แต่ภาพยนตร์ "ลุงบุญมีระลึกชาติ" ของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ได้รางวัลปาล์มทองคำจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์เมื่อปี 2010 มาก็ตาม

ดูไม่รู้เรื่อง

ดาวคะนองฉายครั้งแรกที่เทศกาลโลการ์โน ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว และเดินสายฉายในอีกหลายเทศกาลทั่วโลก และคว้ารางวัลใหญ่ ๆ จากเวทีสุพรรณหงส์ อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม และผู้กำกับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ผู้กำกับหญิงได้รางวัลนี้

ท่ามกลางเสียงชื่นชม ก็มีผู้ชมจำนวนไม่น้อยที่พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "ดูไม่รู้เรื่อง"

นั่นอาจเป็นเพราะ "ดาวคะนอง" ประกอบไปด้วยหลาย "เส้นเรื่อง" ที่สลับทับซ้อนกันไปมา มีความคลุมเครือระหว่างเรื่องจริง และการ "สร้างและแสดง" เหตุการณ์จริงขึ้นมาใหม่ มีการทับซ้อนระหว่างมิติเวลาในอดีตและปัจจุบัน

Image copyright Electric Eel Films
คำบรรยายภาพ เส้นเรื่องหนึ่งใน "ดาวคะนอง" เป็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เปลี่ยนอาชีพไปเรื่อย ๆ

ในขณะที่เส้นเรื่องหนึ่ง เราเห็นหญิงสาวคนหนึ่งที่เปลี่ยนอาชีพไปเรื่อย ๆ จากทำงานร้านกาแฟในต่างจังหวัด สู่การเป็นพนักงานทำความสะอาดในกรุงเทพฯ อีกเส้นเรื่องหนึ่งเป็นเรื่องของผู้กำกับคนหนึ่งที่พยายามจะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ และกำลังสัมภาษณ์ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์จริง ต่อด้วยฉากที่มีนักแสดงที่แสดงเป็นผู้กำกับคนนั้นและผู้อยู่ในเหตุการณ์จริงคนนั้นทับซ้อนอีกทีหนึ่ง

"เพราะว่ามันมีมิติของเวลา" อโนชา อธิบาย "ถ้าเราเล่าเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ไม่สามารถเรียกว่ามันผ่านไปได้ มันเกิดขึ้นแล้ว มันไม่ได้จบในตัวมันเอง เพราะคนในเหตุการณ์ก็ยังมีชีวิตอยู่ มันก็มีความไม่นิ่งในตัวเองมันเองอยู่แล้ว เราก็รู้สึกว่ามันไม่สามารถเล่าให้มันชัดเจนแบบว่า ทุกอย่างคงที่แล้วได้ มันก็เกิดการตีความตลอดเวลา ตามตัวบุคคล ตามเวลาที่มันผ่านไป"

อโนชากล่าวว่า เรื่องเล่าของคน ๆ หนึ่งที่ผ่านเหตุการณ์จริงมาก็เป็นการพูดถึงความจริงแค่เพียงในแบบที่เขาเห็นแค่นั้นเอง และเราจะเห็นได้ว่า หลายองค์ประกอบใน "ดาวคะนอง" ก็ดูจะย้ำเตือนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมาในรับรู้ความจริงทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนไทย

เราเห็นฉากที่มีนักแสดงจำนวนมากถอดเสื้อ เอามือไพล่หลัง และนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น และชายในเครื่องแบบที่เล็งปืนพร้อมคาบบุหรี่ แต่คำถามที่อาจเกิดขึ้นคือ ฉากในภาพยนตร์เหล่านี้สร้างจากความจริง หรือสร้างจากรูปถ่ายที่บันทึกความจริงมาอีกทีกันแน่?

"ภาพที่ดูแล้วคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ใส่มาเพราะอยากกระตุ้นคนดูว่า อะ มันก็เหมือนเหตุการณ์ แต่ว่าคุณดูแล้วรู้สึกยังไง มันไม่ใช่ 6 ตุลาฯ จริง ๆ" อโนชา กล่าว

"ภาพที่ไม่จริง มันก่อให้เกิดคำถามอื่นกว้างกว่าให้ดูภาพจริง กระตุ้นให้คิดว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร แล้วกำลังดูอะไรอยู่ มันคือความจริง ความจริงคืออะไร อันนี้คือการจำลองขึ้นมาใหม่แน่นอน มันก็เป็นการตั้งคำถามกับสื่อภาพยนตร์ด้วยแหละ ภาพยนตร์สามารถนำเสนอสิ่งที่เรียกว่าความจริงได้แค่ไหน"

Image copyright Electric Eel Films
คำบรรยายภาพ อโนชาบอกว่า "ดาวคะนอง" เป็นการตั้งคำถามกับสื่อภาพยนตร์ว่าสามารถนำเสนอสิ่งที่เรียกว่าความจริงได้แค่ไหน

เส้นเรื่องสุดท้ายที่จู่ ๆ ก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของพล็อตเรื่องอย่างไม่มีที่มาที่ไปนัก เป็นเรื่องราวของชีวิตนักแสดงที่เล่นโดย อารักษ์ "เป้" อมรศุภศิริ และอีกครั้งที่ดูเหมือนอโนชาจะพยายามตอกย้ำความซ้ำซ้อนระหว่าง"โลกแห่งความเป็นจริง" และ "โลกที่เราคิดว่าจริง" เข้าไปอีก เราเห็นตัวละครดังกล่าวอยู่ในบทบาทการแสดงละครสลับไปมากับการใช้ชีวิตประจำวันจริง ๆ

ดาวคะนองได้รับการสนับสนุนจาก Prince Claus Film Fund Award และ Hubert Bals Plus Europe จากประเทศเนเธอร์แลนด์ ทุนไทยเข้มแข็ง จากกระทรวงวัฒนธรรม และทุน Doha Film Fund จากประเทศกาตาร์ โดยอโนชาใช้เวลา 6 ปีในการสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้

ที่มาของตัวละครที่เปลี่ยนอาชีพไปเรื่อย ๆ ของตัวละครภาพยนตร์สั้นของเธอเรื่อง "ใจ" ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากสารคดีเรื่อง "การต่อสู้ของกรรมกรหญิงโรงงานฮาร่า" โดย จอน อึ๊งภากรณ์ ซึ่งเล่าเรื่องราวการต่อสู้ของเหล่ากรรมกรหญิงในโรงงานผลิตกางเกงยีนส์ฮาร่า ที่เรียกร้องค่าแรงที่ไม่เป็นธรรมจากนายจ้าง ในช่วงก่อนเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ

ส่วนตัวละครที่เป็นคนสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ มาจากตัวอโนชาเองที่เคยพยายามจะทำสารคดีเกี่ยวกับเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ โดยตั้งใจสัมภาษณ์ผู้คนจากฝ่ายขวา เมื่อไม่สำเร็จ บางส่วนของตัวเธอเองจึงกลายมาเป็นอีกหนึ่งเส้นเรื่องในดาวคะนอง

หนังสั้นที่เมืองคานส์

อโนชาเรียนจบปริญญาตรีด้านการออกแบบเครื่องประดับและปริญญาโทด้านศิลปวัฒนธรรมศึกษาที่อังกฤษ จากภาพยนตร์ฮอลลีวูดที่เคยดูตอนเด็ก ๆ การมาอยู่ที่อังกฤษเปิดโลกของภาพยนตร์ของเธอให้กว้างขึ้น ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์จากฝั่งยุโรป หรือ "หนังอาร์ต" ที่ "แปลกดีและมีสเน่ห์" เธอบอกว่าการลงเรียนวิชาภาพยนตร์ตอนปริญญาโท "ก็เป็นจุดเปลี่ยนเหมือนกัน" เพราะเริ่มมีการดูที่ลึกซึ้งขึ้น และต้องศึกษาทฤษฎีเพื่อที่จะเขียนงานส่งอาจารย์

หลังจาก "ทำนู่นทำนี่" ที่ไทยอยู่สักพัก เธอก็รู้สึกว่าอยากทำภาพยนตร์มากแล้ว และด้วยความที่ในยุคนั้นไม่สามารถศึกษาได้ด้วยตัวเองผ่านอินเทอร์เน็ต และก็ไม่สามารถหาภาพยนตร์ต่าง ๆ ดูได้อย่างง่ายเหมือนทุกวันนี้ อโนชาจึงเลือกเดินทางไปศึกษาต่อด้านภาพยนตร์ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา

ภาพยนตร์สั้นเรื่อง "Graceland" ซึ่งเป็นวิทยานิพนธ์จบปริญญาโทของเธอกลายเป็น "ใบเบิกทาง" หลังจากได้รับเลือกให้ฉายในโปรแกรมฉายภาพยนตร์ของนักศึกษาอย่าง Cinefondation ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ครั้งที่ 59 เมื่อปี 2006 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ของคนไทยเรื่องแรกที่ได้รับเลือกฉายในโปรแกรมนี้

"หลังจากนั้นก็มีเทศกาลติดต่อมาเยอะมาก ขาย[ภาพยนตร์สั้นให้]ช่องที่ออสเตรเลียได้ เริ่มมองเห็นว่า เออ มันก็น่าจะเป็นไปได้ที่จะทำหนังจริง ๆ ไม่ใช่นักเรียน ไม่ใช่งานอดิเรก"

เจ้านกกระจอกและการตื่นตัวทางการเมือง

จุดเริ่มต้นของภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของอโนชา "เจ้านกกระจอก" หรือ "Mundane History" เป็นช่วงที่เธอกลับไทยมาแรก ๆ และเกิดรัฐประหารในปี 2006

"เป็นเหตุการณ์ที่ช็อกความรู้สึกตัวเอง ไม่ได้คาดคิดว่า ปฏิกิริยาคนรอบตัว ที่บ้าน หรือเพื่อน เห็นภาพคนเอาดอกไม้ให้ทหารที่ขี่รถถังเข้ามาในเมือง ก็เหวอมาก ที่เราคิดว่าเราเข้าใจเกี่ยวกับสังคมประเทศตัวเอง มันไม่ใช่แบบนั้น ...มันอึดอัด จิตตกมากเลย รู้สึกว่าเราไม่มีที่ยืนอ่ะ แล้วสิ่งเดียวที่ทำได้ ต้องทำมันผ่านหนัง"

"เจ้านกกระจอก" ซึ่งชนะรางวัล Tiger Award ที่เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มที่เป็นอัมพาต และความสัมพันธ์ที่เฉยชาเหินห่างกับพ่อที่เงียบขรึมและไม่ค่อยอยู่บ้าน

Image copyright Electric Eel Films
คำบรรยายภาพ อโนชาบอกว่า "เจ้านกกระจอก" สะท้อนโครงสร้างอำนาจทั้งในระดับครอบครัวและสังคม

ในระดับหนึ่ง นี่เป็นเพียงเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่ดำเนินไปอย่างราบเรียบในครอบครัวชนชั้นกลางครอบครัวหนึ่ง แต่หากมองว่าภาพยนตร์เป็นปฏิกิริยาตอบโต้บริบททางการเมืองในขณะนั้น หน่วยเล็ก ๆ อย่างครอบครัวเป็นตัวแทนของการเมืองระดับประเทศ มีฉากพ่อที่สูบบุหรี่อยู่บนระเบียงบ้านแทนผู้กุมอำนาจ และฉากลูกชายที่พยายามช่วยตัวเองในอ่างอาบน้ำแต่ไม่สำเร็จแทนผู้ที่ถูกลิดรอนสิทธิขั้นพื้นฐานของตนไป

"ไอเดียมาจากที่เพื่อนเล่าให้ฟัง พูดถึงความคับแค้นใจของคนในครอบครัวต่อพ่อ ...เรื่องแนวนี้ค่อนข้างเห็นได้ทั่วไปในสังคมไทย ชายเป็นใหญ่ สภาพครอบครัว สภาพสังคม มันสะท้อนกันบางอย่าง มันเกี่ยวกับอำนาจ โครงสร้างอำนาจของคนที่อยู่เหนือคนอื่น รู้สึกว่ามันเป็นประเด็นสะท้อนสังคม ขณะเดียวกันก็เป็นเรื่องที่มีความส่วนตัวด้วย"

อโนชาบอกว่า ช่วงนั้น เธอมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น จากที่เคยอ่านประวัติศาสตร์แต่ไม่ได้เป็นตัวละครในนั้น เธอกลายเป็นมี "ความรู้สึกว่าเราเป็นส่วนร่วม เป็นประชาชนที่อยู่ตรงนั้น มีสิทธิหรือไม่มีสิทธิ"

ก่อนหน้านั้น ความคิดเรื่องการทำภาพยนตร์ไม่เกี่ยวกับการเมืองสักเท่าไหร่สำหรับอโนชา เมื่อถามว่าตั้งใจหรือไม่ที่ทำให้เจ้านกกระจอกมีความเป็นการเมือง อโนชาบอกว่านั่นเป็นช่วงเวลาที่เธอ "สิ้นหวัง" พอสมควร

"ความรู้สึกที่ว่า ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้ แล้วก็จนถึงช่วงนั้น เราก็ไม่รู้ว่าเราจะไปสามารถพูดอะไรกับใคร หรือพูดแล้วก็ไม่เข้าใจ"

ภาพยนตร์กับการเปลี่ยนแปลงสังคม?

เมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมา กิจกรรมฉายภาพยนตร์ ดาวคะนอง ที่ Warehouse 30 ย่านเจริญกรุง ถูก "ตำรวจ" สั่งงดฉาย

ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ ผู้ก่อตั้ง Documentary Club และผู้จัดงาน ระบุในโพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า "กิจกรรมของเราวันนี้ที่จะฉายหนังเรื่อง "ดาวคะนอง" ในฐานะตัวแทนไทยส่งชิงรางวัลออสการ์และเราจะวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่องนี้กันในด้านศิลปะภาพยนตร์ ...ถูกเจ้าหน้าที่สั่งงดฉายค่ะ" โดยเหตุผลที่เธอได้รับคือ ภาพยนตร์ "มีความสุ่มเสี่ยงไม่เหมาะสมต่อช่วงเวลา"

เมื่อถามว่ารู้สึกเช่นไรในฐานะคนสร้างงานศิลปะ อโนชาบอกว่า "มันแย่มากเพราะว่าไม่รู้เลยว่าคำสั่งมาจากไหน สิ่งที่เขาทำมันผิดกฎหมายนะ เพราะเรามีสิทธิฉายถูกต้องตามกฎหมาย เขาละเมิดสิทธิผู้อื่นแล้วก็ผิดกฎหมายด้วยเพราะเราผ่าน[กอง]เซ็นเซอร์แล้ว"

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ อโนชา สุวิชากรพงศ์

"เท่ากับว่าประเทศนี้ไม่ต้องมีกฎหมายอีกต่อไปแล้ว เพราะนี่เจ้าหน้าที่ แล้วเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำตามกฎหมาย แล้วนี่คืออะไร"

นอกจากบรรยากาศที่เสรีภาพในการแสดงออกมีอยู่อย่างจำกัดแล้ว อุปสรรคในการสื่อสารกับคนดูอาจเป็นความซับซ้อนและ "ดูยาก" ของภาพยนตร์เธอเอง อโนชาบอกว่า หากมองจากมุมมองของเธอ การเข้าถึงคนหมู่มากเป็นเรื่องยากเพราะภาพยนตร์ที่เธอชอบดูและที่ตัวเองทำก็เป็นแนวที่มันไม่ "แมส"

"ท้ายที่สุดแล้ว สารไปไม่ถึง เพราะคนดูไม่เยอะ ...เกิดคำถามว่าภาพยนตร์ ท้ายที่สุดแล้ว มันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ยังไง มันจะมีหนังประเภทไหนที่สามารถทำหน้าที่ขับเคลื่อนสังคม จะทำอย่างไรให้หนังที่เราจะทำมันเข้าถึงคนหมู่มากในขณะเดียวกันก็ยังคงแนวทางแบบที่เราชอบอยู่ มันยากตรงนี้แหละ ตรงนี้คือยังมองไม่เห็นทาง"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม