สอบใบขับขี่ไทย ยากแค่ไหนเมื่อเทียบกับชาติอื่น

  • 13 ธันวาคม 2017
ภาพตำรวจจราจรบนท้องถนน Image copyright AFP/Getty Images

กรมการขนส่งทางบกเตรียมออกกฎเพิ่มจำนวนโรคต้องห้ามในการขับขี่รถยนต์ เพื่อสู้กับ อุบัติเหตุทางถนนที่เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาตรการใหม่จะทำให้การสอบใบขับขี่ในไทยยากขึ้นหรือไม่ เปรียบเทียบการสอบใบขับขี่ในต่างแดน

นายสนิท พรหมวงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวเมื่อต้นเดือนธันวาคมว่า กำลังวางแผนปรับมาตรการทดสอบสมรรถภาพ และเพิ่ม 5 โรคต้องห้ามในการออกใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าว่าจะเริ่มใช้จริงภายในกลางปี 2561

โรคต้องห้ามที่อยู่ในระหว่างการพิจารณานั้นได้แก่ โรคลมชัก, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง, โรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย และผู้ที่มีความเสี่ยงจากการผ่าตัดสมอง รวมถึงอาจบังคับให้ผู้ขับสูงอายุต้องตรวจร่างกายเพิ่มเติมจากปัจจุบัน

ข้อแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังจากอุบัติเหตุรถกระบะพุ่งชนรถจักรยานยนต์หลายคันบริเวณสี่แยกในจ.ชลบุรี จนทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 คน และบาดเจ็บอีกจำนวนมาก ซึ่งคนขับรถกระบะวัย 44 ปีซึ่งมีใบอนุญาตขับขี่แบบตลอดชีพ กล่าวว่าเขาป่วยเป็นโรคลมชัก

สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เกิดการตั้งคำถามถึงมาตรการในการออกใบอนุญาตขับขี่ในประเทศไทย ซึ่งล่าสุดได้ถูกจัดให้เป็นประเทศที่มีอัตราผู้เสียชีวิตบนท้องถนนสูงที่สุดในโลก จากผลการสำรวจโดยเว็บไซต์ World Atlas โดยมีผู้เสียชีวิตมากกว่า 20,000 คนต่อปี

บีบีซีไทยสำรวจว่าการได้มาซึ่งใบขับขี่ของไทยนั้นมีขั้นตอนแตกต่างหรือคล้ายกับประเทศอื่น ๆ อย่างไร

Image copyright AFP/Getty Images

การสอบใบขับขี่ในประเทศไทย

ปัจจุบันนอกจากใบรับรองแพทย์ยืนยันว่า "ไม่มีโรคประจำตัวอันอาจเป็นอันตรายขณะขับรถ" ซึ่ง ได้แก่ วัณโรค, โรคเท้าช้าง, โรคเรื้อน, โรคพิษสุราเรื้อรัง และติดยาเสพติดให้โทษแล้ว ผู้ขอใบขับขี่ยังจะต้องผ่านการทดสอบสมรรถภาพร่างกาย ได้แก่ การทดสอบการมองเห็นสี ทดสอบสายตาทางลึกและทางกว้าง และทดสอบปฏิกิริยาเท้า

ผู้ขอใบขับขี่รถยนต์ครั้งแรกจะต้องผ่านการทดสอบทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยจะต้องทำข้อสอบภาคทฤษฎีให้ได้อย่างน้อย 45 ข้อจากทั้งหมด 50 ข้อ ก่อนที่จะขับรถในสนามสอบทั้งหมด 3 ท่า ซึ่งสามารถสอบเสร็จทั้งหมดได้ภายใน 1 วัน นอกจากนี้ ไทยโพสต์ ยังรายงานว่า กรมการขนส่งทางบก มีแผนจะเริ่มใช้เครื่องสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวผู้สอบและป้องกันการเข้าสอบแทนกันภายใน มิ.ย. 2561

ผู้ขอใบขับขี่ครั้งแรกจะได้รับใบอนุญาตขับรถชนิดชั่วคราวที่มีอายุ 1 ปี ก่อนจะสามารถเปลี่ยนเป็นบัตรชนิด 5 ปี โดยต้องทดสอบสมรรถภาพร่างกายอีกครั้ง หลังจากนั้นสามารถต่ออายุได้อีกทุก 5 ปี โดยจะมีการเข้าอบรม 1 ชั่วโมงเพื่อเตือนความจำเกี่ยวกับการขับรถที่ถูกต้อง

อุบัติเหตุบนท้องถนนไทย

อันดับ 2

ของโลก เมื่อเทียบจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนถนนต่อประชากรทั้งหมด

  • 24,000 จำนวนผู้เสียชีวิตต่อปีโดยประมาณ

  • 73% เกิดกับรถจักรยานยนต์

EPA

ญี่ปุ่น

ประเทศญี่ปุ่นขึ้นชื่อว่ามีระบบการสอบใบขับขี่ที่ยากและแพงที่สุดประเทศหนึ่งของโลก โดยผู้ขอใบขับขี่ส่วนมากจะต้องเข้าเรียนการขับรถกว่า 30 ชั่วโมงในช่วงเวลาหลายเดือน ก่อนจะได้ทำข้อสอบจริงที่ประกอบไปด้วยการสอบข้อเขียนและภาคปฏิบัติ ซึ่งจะมีกรรมการนั่งประเมินขณะผู้สอบขับรถไปบนถนนจริง การเตรียมตัวจนถึงการสอบทั้งหมดอาจมีค่าใช้จ่ายสูงถึงหนึ่งแสนบาท

เมื่อเดือน พ.ย. ที่ผ่านมา ผู้สูงอายุในญี่ปุ่นราว 700 คนถูกถอนใบอนุญาตขับรถ หลังจากพวกเขาถูกพบว่าป่วยด้วยโรคสมองเสื่อม และตำรวจคาดว่าอาจมีผู้ขับขี่สูงอายุที่ป่วยด้วยโรคนี้อยู่อีกหลายหมื่นคน

กฎหมายใหม่ของญี่ปุ่นกำหนดให้ประชาชนอายุเกิน 75 ปีต้องทดสอบการทำงานของความคิดก่อนการต่ออายุ เช่น การเรียงลำดับอักษรและวาดภาพหน้าปัดนาฬิกา โดยในปี 2559 ญี่ปุ่นมีสถิติอุบัติเหตุรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตโดยเกี่ยวข้องกับคนขับสูงอายุทั้งหมด 459 ครั้ง ทำให้ภาครัฐและเอกชนต่างพยายามสร้างแรงจูงใจให้พวกเขาละทิ้งใบขับขี่ ด้วยการมอบส่วนลดสินค้าและบริการ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ผู้ขับรถยนต์ในประเทศญี่ปุ่น

อังกฤษ

เมื่อปีที่แล้ว การศึกษาโดยมหาวิทยาลัยสวอนซี พบว่าจำนวนผู้ถือใบขับขี่ที่อายุเกิน 90 ปีในสหราชอาณาจักรสูงเกิน 100,000 รายเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ และกว่า 4.5 ล้านคนมีอายุเกิน 70 ปี แต่การศึกษาเดียวกันนี้ไม่พบหลักฐานที่ยืนยันว่าผู้ขับรถยนต์วัยสูงอายุทำให้เกิดอันตรายมากกว่าคนทั่วไป

ในประเทศอังกฤษ ประชาชนสามารถขอใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ชั่วคราวได้ตั้งแต่อายุ 17 ปี ก่อนที่จะสอบใบขับขี่ได้เมื่ออายุครบ 18 ปี โดยการสอบนี้แบ่งเป็นทั้งหมด 3 ส่วน ได้แก่ การสอบทฤษฎี การทดสอบการรับรู้ถึงอันตราย และสอบขับรถพร้อมผู้คุมสอบ

นอกจากนี้ตั้งแต่วันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา รัฐบาลอังกฤษได้เพิ่มมาตรการในการสอบให้สะท้อนการใช้ถนนจริงมากขึ้น ซึ่งรวมถึงการสอบอ่านแผนที่ดาวเทียมนำทางได้ถูกต้อง และการตอบคำถามปากเปล่าเกี่ยวกับความปลอดภัยขณะขับรถยนต์ไปด้วย

ผู้มีประสบการณ์ตรงเผยสอบปฏิบัติค่อนข้าง "หิน"

Image copyright PA
คำบรรยายภาพ ก่อนสอบใบขับขี่ผู้สมัครสอบจะต้องสมัครขอรับใบขับขี่ชั่วคราวก่อนเพื่อให้มีสิทธิ์ขับรถบนถนนในอังกฤษภายใต้การดูแลของครูสอนขับรถ

ด้านหญิงไทยคนหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนเล่าประสบการณ์การสอบใบขับขี่ในอังกฤษว่า แม้เธอมีประสบการณ์ขับรถในเมืองไทยมากว่า 10 ปี และได้รับใบขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลประเภทตลอดชีพ แต่เธอยังต้องสอบใบขับขี่ทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ซึ่งการสอบภาคปฏิบัตินั้นถือว่า "หิน" พอสมควร

แม้ก่อนการสอบภาคปฏิบัติเธอจะได้ไปเรียนขับรถเพื่อให้คุ้นชินกับกฎจราจรในอังกฤษ แต่ก็ยังสอบตกในรอบแรก และได้ตัดสินใจเรียนขับรถอีกครั้งเพื่อสอบครั้งที่สองซึ่งสามารถสอบผ่านได้

"ครูสอนขับรถบอกว่าคนที่มีประสบการณ์ขับรถมาก่อน เมื่อมาสอบใบขับขี่ที่อังกฤษมักจะสอบตก เพราะความเชี่ยวชาญทำให้ชะล่าใจ และไม่ทำตามกฎจราจร ครูแนะว่าเมื่อขึ้นนั่งหลังพวงมาลัย ต้องลืมไปเลยว่าตัวเองเคยมีประสบการณ์ขับรถมานาน แต่ต้องทำตัวเหมือนมือใหม่หัดขับ คือต้องมีความระมัดระวัง ขึ้นรถแล้วให้คาดเข็มขัดนิรภัย เสียบกุญแจ ต้องมองกระจกซ้าย ขวา กระจกหลัง ให้ดี ให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรสุ่มเสี่ยง นั่นแหละถึงจะสตาร์ทรถและขับออกไปได้"

การสอบขับรถที่อังกฤษ ผู้ให้คะแนนในการสอบจะนั่งรถไปกับผู้สอบ และให้ขับไปบนถนนจริง โดยผู้ให้คะแนนจะออกคำสั่งว่าจะให้ขับไปที่ไหน อย่างไร รวมทั้งให้แสดงเทคนิคในการขับรถ เช่น ถอยรถจอดริมทางเท้า และกลับรถกลางถนนหรือ 'three point turn' อย่างถูกต้อง เป็นต้น

Image copyright Getty Images

อินเดีย

ก่อนจะได้ใบอนุญาตขับขี่ ประชาชนอินเดียจะต้องเริ่มจากการสมัครใบขับขี่สำหรับผู้ฝึกขับ (Learner's License) ที่อาศัยเพียงการสอบข้อเขียนให้ได้ 6 จาก 10 ก่อนจะสามารถใช้บัตรนี้เป็นหลักฐานเพื่อสมัครสอบภาคปฏิบัติสำหรับใบขับขี่จริง ซึ่งผู้สอบจะต้องขับรถในสนามสอบตามกฏิกาที่กำหนด

อย่างไรก็ตาม Times of India ได้รายงานโดยอ้างผลสำรวจของโดยมูลนิธิ SaveLIFE Foundation ว่า 6 ใน 10 ของชาวอินเดียที่มีใบอนุญาตขับรถยนต์ไม่เคยต้องสอบขับรถจริง

ปัจจุบันอินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่มีจำนวนผู้เสียชีวิตบนท้องถนนมากที่สุดในโลก โดยในปี 2558 มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนมากกว่า 140,000 คน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บรรยากาศบนท้องถนนของอินเดีย

ฟิลลิปปินส์

การทำใบขับขี่ในประเทศฟิลลิปปินส์ นั้นมีขั้นตอนใกล้เคียงกับในประเทศไทย หลังจากนำใบรับรองแพทย์มายืนยันเพื่อสมัครสอบแล้ว ผู้สมัครที่มีอายุอย่างน้อย 18 ปีจะต้องเข้าฟังอบรบก่อนและสอบข้อเขียน โดยจะต้องได้ 30 จาก 40 คะแนนจึงจะถือว่าผ่านเกณฑ์

หลังจากนั้นผู้สมัครจะต้องลงสอบขับรถในสนาม โดยทุกคนจะเริ่มต้นด้วย 100 คะแนนและจะโดนหักเมื่อทำผิดพลาด ที่แตกต่างไปคือการสอบของฟิลลิปปินส์ จะรวมถึงการเช็คสภาพรถยนต์ด้วย หลังจากเสร็จสิ้น ผู้สมัครจะต้องมีคะแนนมากกว่า 70 คะแนนจึงจะถือว่าผ่าน โดยมีค่าใช้จ่ายทั้งหมดประมาณ 270 บาท

ฟิลิปปินส์ มีผู้เสียชีวิตบนท้องถนนสูงถึง 10,379 คนในปี 2556 ตามสถิติขององค์การอนามัยโลก ซึ่งเมื่อเทียบกับประชากรแล้ว ยังนับว่าต่ำกว่าไทยเกือบ 3 เท่า กล่าวคือ ต่อประชากรแสนคน ไทยมีคนตาย 36.2 คน จากอุบัติเหตุบนถนน ส่วน ฟิลลิปปินส์ อยู่ที่ 10.5 คน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ รถติดบนมอเตอร์เวย์ในกรุงมิวนิค ของเยอรมนี

เยอรมนี

กว่าจะได้ใบขับขี่ในประเทศเยอรมนี ประชาชนต้องสมัครเรียนขับรถในโรงเรียนที่ได้ผ่านการรับรองโดยรัฐบาล และใช้เวลาเรียนภาคทฤษฎีอย่างน้อย 14 ชั่วโมงสำหรับรถยนต์ทั่วไป และฝึกขับจนกระทั่งผู้ฝึกสอนมั่นใจว่าสามารถขับขี่บนถนนได้ก่อนการสอบจริง

นอกจากนี้ ผู้ขอใบอนุญาตขับรถยนต์จะต้องมีอายุอย่างน้อย 18 ปี โดยผู้สมัครจะต้องผ่านการตรวจสายตาและอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นประมาณ 8 ชั่วโมงก่อนสอบทุกคน

ก่อนหน้านี้ใบขับขี่ของประเทศเยอรมนีสามารถใช้ได้ตลอดชีพ แต่เมื่อปี 2556 ได้มีการปรับให้ใบอนุญาตหมดอายุในเวลา 15 ปี

จำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของเยอรมนีอยู่ที่ 4.3 รายต่อประชากรแสนคน หรือน้อยกว่าเกือบ 10 เท่าเมื่อเทียบกับประเทศไทย (36.2 คน ต่อประชากรแสนคน)

สวีเดน

ข้อมูลจากโรงเรียนสอนขับรถหลายแห่งในสวีเดน ระบุว่า การจะได้ใบขับขี่หนึ่งใบในสวีเดนมีค่าใช้จ่ายรวมกันทั้งสิ้นประมาณ 15,000-20,000 โครน (ประมาณ 57,000-76,000 บาท)

ผู้ต้องการสอบใบขับขี่ในสวีเดนจะต้องเริ่มจากการสมัครขออนุญาตเรียนขับรถกับโรงเรียนที่ผ่านการรับรองโดยทางการ ซึ่งในขั้นตอนนี้ผู้สมัครจะต้องมีเอกสารรับรองว่าไม่มีปัญหาด้านสายตา และรับรองว่าไม่มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่จะส่งผลเสียต่อการขับขี่ยานพาหนะ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้สอบใบขับขี่ในสวีเดนจะต้องผ่านการฝึกขับรถในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง เช่น การเบรกในสถานการณ์คับขันเมื่อมีกวางมูสหรือสัตว์ป่าวิ่งตัดหน้า

ในขั้นของการเรียนขับรถนั้นจะมีการเรียนภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติฝึกขับรถในสภาพถนนต่าง ๆ กัน อาทิ การขับขี่ในเขตเมือง ในเขตชุมชน และบนทางหลวง นอกจากนี้ผู้เรียนจะต้องผ่านการฝึกขับรถในสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยง โดยจะจัดขึ้นในศูนย์ฝึกเฉพาะ เช่น การขับขี่ในสภาพถนนลื่นจากหิมะหรือน้ำแข็ง และการเบรกในสถานการณ์คับขัน เป็นต้น โดยระยะเวลาในการเรียนขับรถจะขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล

ส่วนในขั้นตอนของการสอบนั้น แบ่งออกเป็นภาคทฤษฎีและปฏิบัติ โดยตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา สวีเดนอนุญาตให้ผู้สอบใบขับขี่รถส่วนบุคคลสามารถทำข้อสอบภาคทฤษฎีเป็นภาษาไทยได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม