ครอบครัวน้องเมยชี้ผลสอบ "ไม่มีอะไรใหม่" สู้เพื่อความยุติธรรมต่อ

  • 15 ธันวาคม 2017
น้องเมย Image copyright สุพิชา ตัญกาญจน์
คำบรรยายภาพ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย

ครอบครัวตัญกาญจน์ชี้ ผลสอบไม่มีอะไรใหม่ แม้นเป็นกรรมการต่างชุด แต่เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพเหมือนกัน

น.ส.สุพิชา ตัญกาญจน์ พี่สาวของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ หรือ น้องเมย นักเรียนเตรียมทหารที่เสียชีวิตอย่างมีปริศนาเมื่อเดือน ต.ค. ที่ผ่านมา เปิดเผยกับบีบีซีไทย ภายหลังการแถลงชี้แจงของกองบัญชาการกองทัพไทยเมื่อช่วงเช้าวันนี้ (15 ธ.ค.) ว่า "ผลที่ออกมาเป็นไปตามคาด ไม่มีอะไรใหม่"

เธอกล่าวอีกว่า การออกมาแถลงข่าววันนี้ เป็นเพียงการรายงานของกลุ่มคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของน้องชายของเธอ ตามขั้นตอนที่ได้กำหนดมาแล้ว ซึ่งเป็นสิทธิของทางกองทัพ

"ผลที่แถลงในวันนี้ ก็ไม่แตกต่างจากที่คณะกรรมการของโรงเรียนเตรียมทหารได้ให้ข่าวก่อนหน้านี้ แม้ว่าคณะกรรมการจะเป็นคนละชุด แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของกองทัพไทยเช่นกัน จึงอาจจะไม่ใช่วิธีการแสวงหาข้อเท็จจริงได้" น.ส. สุพิชากล่าวและว่า ขณะที่ครอบครัวของเธอกำลังรวบรวมข้อมูลหลักฐานเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รักไป

ไม่สะดวกพบกองทัพไทย 18 ธ.ค.นี้

เมื่อสอบถามเกี่ยวกับการเชิญครอบครัวของเธอมาฟังผลในวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค. ที่จะถึงนี้ เธอตอบว่า โรงเรียนเตรียมทหารได้ส่งหนังสือเชิญมาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน (14 ธ.ค.) เพื่อไปรับเอกสารแจ้งผลการสอบสวน แต่ครอบครัวของเธอได้แจ้งกลับไปแล้วว่า ทางครอบครัวติดธุระที่ สถานีตำรวจภูธรนครนายกในวันดังกล่าว จึงขอเลื่อนไปก่อน

การเปิดเผยของเธอ มีขึ้นภายหลังจากคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ซึ่งมี พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง รองเสนาธิการทหาร เป็นประธาน ระบุว่าจะเชิญครอบครัวของนายภคพงศ์มาฟังผลในวันจันทร์ที่ 18 ธ.ค. นี้ ขณะที่การแถลงข่าวเช้าวันนี้ กองบัญชาการกองทัพไทย ไม่ได้เชิญครอบครัวของ น้องเมย มาฟังผลด้วย โดยอ้างเหตุผลว่า กองบัญชาการกองทัพไทยไม่ใช่คู่กรณี จึงไม่ต้องการให้มีการตอบโต้กัน

Image copyright Nanchanok Wongsamuth/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พล.อ.อ.ชวรัตน์ มารุ่งเรือง (3 จากซ้าย) รองเสนาธิการทหาร ในฐานะประธานคณะ กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเสียชีวิตของนายภัคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ร่วมแถลงข่าว

ไม่มีใครสั่งลงโทษ-ทำร้ายน้องเมย

พล.อ.อ.ชวรัตน์ เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ ได้สรุปในถารแถลงข่าวว่า การตายของนายภคพงศ์ไม่มีผู้หนึ่งผู้ใดสั่งลงโทษหรือทำร้าย อันเป็นเหตุให้เสียชีวิต

"ยืนยันจากผลทางการแพทย์ ว่าเป็นการเสียชีวิตของนักเรียนเตรียมทหาร ภคพงศ์มาจากหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน" พล.อ.อ.ชวรัตน์ กล่าว

รองเสนาธิการทหารระบุว่า วันที่นายภคพงศ์เสียชีวิต คือวันที่ 17 ต.ค. โดยนายภคพงศ์มีอาการคล้ายโรคหอบจากอารมณ์ (hyperventilation) ซึ่งเป็นอาการที่พบบ่อยในนักเรียนเตรียมทหารช่วงหลัง เช่น มีอาการเกร็ง ชา หายใจถี่และเร็วมาก จนออกซิเจนในเลือดมีระดับเพิ่มมากขึ้น ทำให้หมดสติ สูญเสียการรู้สึก ซึ่งแพทย์แพทย์บอกว่าสาเหตุหลักน่าจะเกิดจากความเครียด

อะไรคือโรคหอบจากอารมณ์ (Hyperventilation)
น.พ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิตและจิตแพทย์โรงพยาบาลศรีธัญญา กล่าวกับบีบีซีไทยว่า hyperventilation syndrome คืออาการที่สามารถเจอได้กับกลุ่มคนส่วนหนึ่งที่หลังจากเจอความเครียดมากๆ ทำให้หายใจแรงและเร็ว ทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดลดลงเกินปกติ เกิดการหดตัวของเส้นเลือดเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่ายกาย โดยเฉพาะสมอง
อาการเป็นอย่างไร
โดยคนไข้จะมีอาการที่หายใจหอบเร็ว หน้ามืด เวียนหัว ใจสั่น อาจหงุดหงิด เกร็ง ชารอบปากและนิ้วมือ หายใจลำบาก อาจต้องนั่งลงเพื่อหายใจ รู้สึกหน้ามืด กระวนกระวาย อาการส่วนใหญ่จะเกิดช่วงสั้นเป็นระยะเวลา 20-30 นาที แต่จะไม่ใช่ข้ามวันข้ามคืน แต่ น.พ.อภิชาติกล่าวว่า เราสามารถเจออาการที่คล้ายคลึงกันในโรคอื่นได้เช่นกัน เช่น โรคหอบหืด โรคหัวใจ หรือหากมีสารกระตุ้นบางอย่างในร่างกาย ฉะนั้นแนะนำว่าหากเพิ่งเคยเป็นครั้งแรก ควรให้แพทย์ประเมินว่าเกิดจากสาเหตุอะไร เพราะถ้า hyperventilation จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าเกิดจากโรคหัวใจหรือปอด อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้"แต่ไม่ใช่ว่าพอเป็นอาการนี้ต้องเครียดอย่างเดียว ต้องดูเป็นรายๆ ไป" น.พ.อภิชาติกล่าว
วิธีการรักษาและบรรเทาอาการอย่างไร
วิธีการรักษาและบรรเทาอาการของผู้ป่วยในภาวะ hyperventilation แพทย์จะใช้วิธีฝึกควบคุมการหายใจ ถ้าเป็นสมัยก่อนจะนิยมหายใจในถุงกระดาษ แต่ปัจจุบันไม่ค่อยใช้แล้วเพราะไม่ค่อยได้ผลมากนัก และในบางรายอาจใช้ยาคลายกังวลมาช่วยด้วย

นายภคพงศ์ได้รับการรักษาตัวที่กองแพทย์จนอาการเป็นปกติ แต่หลังจากนั้นเมื่อช่วงบ่ายของวันนั้นมีการใช้มือขวากุมอกด้านซ้ายในขณะเดิน ซึ่งเพื่อนสนิทของเขาสองคนกล่าวว่านายภคพงศ์ก็บอกว่าตนมีความเครียดสูง ในเวลาต่อมาเวลาเกือบ 4 โมงเย็นนายภคพงศ์ก็เซล้ม และมีอาการคล้ายโรคหอบจากอารมณ์อีกรอบ ทางโรงเรียนจึงนำไปส่งโรงพยาบาลนายร้อยพระจุลจอมเกล้า

Image copyright WASAWAT LUKHRARANG/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ ครอบครัวตัญกาญจน์ ประกอบด้วย นายพิเชษฐ นางสุกัลยา พ่อและแม่ น.ส.สุพิชา พี่สาว เดินทางไปรับชิ้นส่วนอวัยวะ ได้แก่ กระเพาะอาหาร, สมอง และหัวใจของนายภคพงศ์ ที่สถาบันพยาธิวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เมื่อวันที่ 23 พ.ย. ที่ผ่านมา

ในระหว่างนั้นมีการทำซีพีอาร์ต่อเนื่องเป็นเวลา 4 ชม. โดยใช้เจ้าหน้าที่เกือบ 20 คน จนกระทั่งเวลา 20:20 น. แพทย์ลงความเห็นว่าเสียชีวิต

ทั้งนี้ ต่อมาในวันที่ 18 ต.ค. เจ้าหน้าที่โรงเรียนเตรียมทหารส่งศพของนายภคพงศ์ไปที่สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์การแพทย์พระมงกุฎเกล้า ในเวลาตี 1 โดยแพทย์ไม่พบร่องรอยการฟกช้ำภายนอก

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดดังกล่าวระบุว่า ชายโครงซี่ที่ 4 ของนายภคพงศ์ที่หัก แพทย์ระบุว่าไม่ได้เกิดจากสาเหตุอะไร แต่ก็ยังไม่ตัดกรณีการทำซีพีอาร์ที่มีการกระทำบริเวณหน้าอกเป็นเวลา 4 ชม. ออกไป

ถูกซ่อมสองวันซ้อนก่อนตาย

อย่างไรก็ตามถ้อยแถลงของกองทัพไทยดูเหมือนจะขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนที่นายภคพงศ์จะเสียชีวิต เพราะเขาและเพื่อนนักเรียนเตรียมทหารก็ถูกทำการธำรงวินัยสองกรณี เป็นเวลาสองวัน คือวันที่ 15 และ 16 ต.ค. 2560

โดยในวันที่ 16 ต.ค. ก่อนที่น้องเมยจะเสียชีวิต พล.อ.อ. ชวรัตน์ บอกว่า หลังจากธำรงวินัยเสร็จ นายภคพงศ์แสดงอาการไม่พอใจและไม่ยอมขอบคุณนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งถือว่าเป็นประเพณีการปฏิบัติของโรงเรียน นักเรียนบังคับบัญชาจึงสั่งให้นายภคพงศ์ทำการ "พุ่งหลัง" เป็นเวลา 1-2 นาที หลังจากนั้นนายภคพงศ์ฟุบลงไปและหายใจเร็วๆ ถี่ๆ คล้ายอาการโรคหอบจากอารมณ์

โดย รองเสนาธิการทหาร อธิบายเพิ่มเติมว่า ท่าพุ่งหลังเป็นท่าที่อนุญาตให้ใช้ในการธำรงวินัย และการทำเป็นเวลา 1-2 นาทีไม่น่าเป็นการปฏิบัติที่เกินกำลัง

Image copyright สุพิชา ตัญกาญจน์
คำบรรยายภาพ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ และบิดา

ส่วนอีกกรณีหนึ่ง เกิดขึ้นในคืนวันที่ 15 ต.ค. จากการสอบสวน นักเรียนบังคับบัญชามีการปลุกนักเรียนมาธำรงวินัยหลังเที่ยงคืน โดยให้นักเรียนออกกำลังกายใน "ห้องซาวน่า" ซึ่งเป็นห้องพักปกติ ขนาดประมาณ 8X8 เมตร

นายภคพงศ์และเพื่อนอีกสองคนแจ้งว่าป่วย จึงถูกแยกออกมาขณะที่เพื่อนคนอื่นถูกธำรงวินัยโดยนายภคพงศ์และเพื่อนอีกสองคนถูกให้ยึดพื้นในท่าเตรียม คือ ยันแขนไว้กับพื้น

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.ชวรัตน์กล่าวว่า ท่าที่ใช้ไม่น่าเป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการต่อเนื่อง และใช้เวลาไม่เกินหนึ่งชั่วโมงเศษ

จากเหตุการณ์นั้นทำให้มีการตัดคะแนนความประพฤตินักเรียนบังคับบัญชา 4 คนและปลดออกจากความเป็นนักเรียนบังคับบัญชา ซึ่งถือว่าเสื่อมเสียเกียรติเป็นอย่างมาก

มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด 42 คน

สำหรับคณะกรรมการฯ ชุดดังกล่าวประกอบไปด้วยนายทหาร 11 นาย พร้อมกับเชิญผู้เกี่ยวข้อง 42 คนมาทำการสอบสวนเพื่อหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเสียชีวิตของน้องเมย อย่างไรก็ตาม โดยสรุปแล้วจากการสอบถามนักเรียนเตรียมทหารที่พบเห็นเหตุการณ์ได้ข้อมูลสอดคล้องใปในทิศทางเดียวกัน

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามประเด็น "การธำรงวินัย" พล.อ.อ.ชวรัตน์กล่าวว่า การธำรงวินัยมีการปรับปรุงโดยตลอด โดยได้มีการเชิญเหล่าทัพต่างๆ ให้ส่งนายทหารปกครองมาปรึกษาหารือเพื่อกำหนดเกณฑ์คุณภาพ กองบัญชาการกองทัพไทยได้เตรียมความพร้อมล่วงหน้าก่อนที่จะเกิดเหตุดังกล่าวแล้ว โดยจะมีการฝึกนายทหารเหล่านี้เพื่อมาดูแลเรื่องการธำรงวินัย เพื่อเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต

พล.อ.อ.ชวรัตน์กล่าวย้ำว่า การธำรงวินัยถือว่าจำเป็นเนื่องจากเป็นการสร้างบุคลิกของนักเรียนและสอนให้รู้ว่าหน้าที่คืออะไร แต่การธำรงวินัยก็ต้องมีการปรับปรุงโดยตลอด โดยในบริเวณห้องโถงกองพันจะมีโปสเตอร์ว่ามีท่าธำรงวินัยท่าใดบ้างที่อนุญาตให้ทำ และหากตรวจพบการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง ทางโรงเรียนจะสอบสวนและตัดคะแนนความประพฤติ หรือสั่งปลดจากการเป็นนักเรียนบังคับบัญชา

Image copyright สุพิชา ตัญกาญจน์
คำบรรยายภาพ นายภคพงศ์ ตัญกาญจน์

ทวงถามถึงระบบเกียรติศักดิ์ในกองทัพ

ขณะที่เมื่อวานนี้ (14 ธ.ค.) นางสุกัลยา ตัญกาญจน์ มารดาของน้องเมยได้โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัวว่าขอเดิมพันด้วยชีวิต เพื่อทางถามเกี่ยวกับระบบเกียรติศักดิ์จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องภายหลังการเสียชีวิตอย่างมีเงื่อนงำของลูกชายเมื่อเดือนที่แล้ว

สำหรับระบบเกียรติศักดิ์ มีการระบุใน วารสารวิชาการนายเรืออากาศ ปีที่ 3 ฉบับที่ 3 กันยายน 2550 กล่าวถึงโดยอ้างถึงการกำเนิดของโรงเรียนนายร้อยเวสปอยต์ ของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ค.ศ. 1802 โดยมีระบบเกียรติศักดิ์ (Honor System) ที่ยึดถือสืบต่อกันมา ซึ่งเป็นรากฐานของงานสร้างนักรบในอุดมคติ การหลอมรวมหัวใจของชายชาติทหารและการสร้างสุภาพบุรุษของวงสังคมในเวลาปกติ

นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึง "กฎแห่งเกียรติยศ" (Honor Code) ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงที่มา สปริตและสารัตถะของระบบเกียรติศักดิ์ ซึ่งกฎดังกล่าวเป็นรากฐานของจริยธรรมและเป็นกลไกของการปลูกฝังอุดมการณ์ของนักเรียนนายร้อยเวสปอยต์และได้กลายเป็นแบบอย่างแก่โรงเรียนทหารทั่วโลก ซึ่งพล.อ. ปิยะ สุวรรณพิมพ์ ผู้บัญชาการโรงเรียนเตรียมทหารคนแรกได้นำมาใช้ปลูกฝังคุณธรรมพื้นฐานให้แก่นักเรียนเตรียมทหารตั้งแต่รุ่นที่ 1

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม