พิษ ศก. ดิจิทัลทีวีล้น ทำพนง.ช่อง 3 หวั่นไร้โบนัส ส่วนวอยซ์ทีวีปลด พนง. 127 คน

  • 22 ธันวาคม 2017
ภาพห้องควบคุมออกอากาศ Image copyright Getty Images

ผลจากพิษเศรษฐกิจ ทีวีดิจิทัลแข่งดุ ทำให้วอยซ์ทีวีจำต้องประกาศปรับโครงสร้าง-ลดพนักงานอีกรอบ 127 คนเพื่อรักษาธุรกิจ ขณะที่ช่อง 3 ทีวีรายใหญ่รายได้ลดกำไรหด จนพนักงานกังวลว่าสิ้นปีไม่มีโบนัส เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปี

นายเมฆินทร์ เพ็ชรพลาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถานีโทรทัศน์วอยซ์ทีวี ระบุในแถลงการณ์ว่า บริษัทจะปรับโครงสร้างองค์กรโดยมีผลตั้งแต่เดือน ม.ค. 2561 เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในองค์กรให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัล ตามแผนธุรกิจปี 2561

นอกจากการปรับสัดส่วนการผลิตรายการแล้ว บริษัทจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงาน 127 คน โดยพนักงานที่ถูกเลิกจ้างทุกคนจะได้รับเงินค่าชดเชย ไม่น้อยกว่าที่กฎหมายแรงงานกำหนด

สำหรับสถานีโทรทัศน์แห่งนี้ มีทุนจดทะเบียน 2,310 ล้านบาท เป็นธุรกิจของนายพานทองแท้ ชินวัตร น.ส. พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งเป็นบุตรชายและบุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร ประสบปัญหาขาดทุนมาตั้งแต่ปี 2555 แม้ว่ารายได้รวมปีที่แล้วอยู่ที่ 179 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.25% จากปีก่อนหน้า แต่ยังมีผลประกอบการขาดทุนสุทธิ 310 ล้านบาท

Image copyright ฝ่ายประชาสัมพันธ์วอยซ์ทีวี
คำบรรยายภาพ เนื้อหาในแถลงการณ์บางส่วน

พนง. ช่อง 3 หวั่นสิ้นปีไร้โบนัส

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ก็ได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันที่สูงในธุรกิจทีวีเช่นกัน ทำให้กำไรหดตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ทีวีดิจิทัลเปิดตัวมาตั้งแต่ปลายปี 2556

พนักงานในสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสี ช่อง 3 หลายคนบอกกับบีบีซีไทยว่า มีความกังวลใจว่าปีนี้จะไม่ได้รับโบนัส และปรับขึ้นเงินเดือน เนื่องจากสถานการณ์ทางการเงินของบริษัทน่าเป็นห่วง ทั้งในแง่ความนิยมของกลุ่มผู้ชม หลังจากคู่แข่งในทีวีดิจิทัลชิงส่วนแบ่งผู้ชมและเม็ดเงินโฆษณา

งบโฆษณาในรอบ 11 เดือนปีนี้

-5.74%

  • ปีนี้ 9.26 หมื่นล้านบาท

  • ปีที่แล้ว 9.83 หมื่นล้านบาท

  • - งบโฆษณาทีวี -7.5%

  • - งบโฆษณาหนังสือพิมพ์ -20%

พนักงานรายหนึ่งบอกว่า หากว่าไม่มีการจ่ายโบนัส นี่เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 30 กว่าปีของบริษัท ขณะที่พนักงานอีกรายบอกว่า มีการส่งสัญญาณไปแล้วก่อนหน้านี้หลังจากที่ผู้บริหารระดับผู้จัดการได้มีการประชุมเมื่อวันที่ 15 ธ.ค. ที่ผ่านมา

พนักงานอีกรายบอกว่า จากที่รับทราบผลประกอบการที่ผ่านมาของบริษัทที่ประสบปัญหาขาดทุน ทำให้คาดการณ์ไว้แล้วว่า ปีนี้อาจจะไม่ได้โบนัส ขณะที่อีกรายบอกว่ากำลังลุ้นว่าจะได้โบนัสหรือไม่ รอการแจ้งจากผู้บริหาร

เมื่อบีบีซีไทยสอบถามเกี่ยวกับนโยบายการจ่ายโบนัสและการปรับเงินเดือนประจำปีนี้ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของสถานีตอบว่า ยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้บริหารในเรื่องนี้ ขณะที่สอบถามไปยังผู้บริหารยังไม่สามารถให้คำตอบได้

รายได้ลด กำไรหด

จากรายงานผลประกอบการต่อตลาดหลักทรัทย์แห่งประเทศไทย ของ บมจ. บีอีซี เวิลด์ ซึ่งเป็นบริษัทแม่ของทั้ง บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ดำเนินการสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 และบริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ผู้ดำเนินการช่องทีวีดิจิทัล 3 ช่อง (ช่อง 3 แฟมิลี ช่อง 28 เอสดี และช่อง 33 เอชดี) และธุรกิจอื่นๆ เช่น วิทยุ สื่อออนไลน์ และรับจัดอีเวนต์และคอนเสิร์ต ยังมีรายได้และกำไรลดลง

เทียบผลประกอบการไตรมาส 3/2560 กับ 3/2559
รายได้รวม (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลง (%) กำไรสุทธิ (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลง (%)
2,751 16.4% 34.8 86.1%

บริษัทให้เหตุผลในรายงานชิ้นนี้ว่า มาจากการจับจ่ายที่ชะลอตัวส่งผลต่อการใช้จ่ายงบโฆษณาของกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและยานยนต์ รวมทั้งการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ภายหลังการมีทีวีดิจิทัล รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีสมัยใหม่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด จะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานกับ บมจ. อสมท. ในเดือน มี.ค. 2563

ข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุถึงตัวเลขรายได้รวมและกำไรสุทธิของบริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ผู้ถือสัญญาสัมปทานจาก บมจ. อสมท. บริหารสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 มีผลประกอบการลดลงนับตั้งแต่ ปี 2557 เป็นต้นมา

ทั้งนี้ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด ถือเป็นเรือธงของ บมจ. บีอีซี เวิลด์ของตระกูลมาลีนนท์ ซึ่งเคยทำรายได้เป็นสัดส่วน 80-90% ให้กับบริษัทแม่อย่าง บมจ. บีอีซี เวิลด์

ผลประกอบการย้อนหลัง ของ บริษัท บางกอก เอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด
ปี รายได้ (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลง (%) กำไรสุทธิ (ขาดทุนสุทธิ) (ล้านบาท) เปลี่ยนแปลง (%)
2557 10,488 0.04% 2,848 -18.65%
2558 9,723 -7.29% 1,143 -59.85%
2559 7,524 -22.62% (-25.95) 102%

ในปลายปี 2556 ผู้บริหารช่อง 3 ได้ร่วมเข้าประมูลทีวีดิจิทัลภายใต้บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด และชนะการประมูลโดยใด้สิทธิในการถือครองคลื่นความถี่โทรทัศน์และใบอนุญาตประกอบกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล 3 ใบ (ช่อง 3 แฟมิลี, ช่อง 28 เอสดี และช่อง 33 เอชดี) จึงทำให้มีการลงทุนอย่างมากมายมหาศาลทั้งค่าใช้จ่ายในการชำระค่าใบอนุญาตฯ ค่าเช่าบริการโครงข่าย ค่าดำเนินการสถานี เป็นต้น ทำให้ในช่วงปี 2557-2559 บริษัท บีอีซี-มัลติมีเดีย จำกัด ยังคงอยู่ในสภาพขาดทุน แม้ว่าจะมีรายได้เข้ามาบ้างก็ตาม

ทีวีล้นแข่งดุ-ขาดแม่เหล็กดึงดูด

ไม่เพียงต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นจากค่าใช้จ่ายในการบริหารทีวีดิจิทัลช่องใหม่ 3 ช่องดังกล่าวแล้ว คู่แข่งในอุตสาหกรรมก็เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มบริษัทผู้ผลิตรายการทีวีชั้นนำ เช่น เครือ บมจ. จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ บมจ. เวิร์คพ้อยท์ และ บมจ.อาร์เอส ต่างก็มีช่องทีวีดิจิทัลเป็นของตัวเอง และยุติการผลิตรายการโทรทัศน์ที่ได้รับความนิยมให้กับช่อง 3 และกลายเป็นคู่แข่งใหม่ของผู้เล่นรายเก่ารวมถึงช่อง 3 ด้วย

นอกจากภาวะการแข่งขันจะเพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนช่องทีวีดิจิทัลที่เพิ่มจากเดิม 6 ช่อง มาเป็นทั้งหมด 26 ช่อง (รวมช่องทีวีสาธารณะ 4 ช่อง และทีวีเชิงพาณิชย์อีก 22 ช่อง) แล้ว ช่อง 3 กลับต้องเผชิญกับมรสุมครั้งใหญ่ เมื่อนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา อดีตพิธีกรรายการข่าวชื่อดังต้องยุติบทบาททางหน้าจอโทรทัศน์ไปเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2559

Image copyright BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายสรยุทธตัดสินใจหวนคืนสังเวียน ด้วยการเปิดเฟซบุ๊กแฟนเพจ "สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว" ขึ้นเมื่อเดือน ธ.ค.ปีที่ผ่านมา

เนื่องจากถูกกระแสสังคมและธุรกิจโฆษณากดดันอย่างหนักภายหลังศาลชั้นต้นตัดสินจำคุกนายสรยุทธเป็นเวลา 13 ปี 4 เดือน โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีถูกกล่าวหายักยอกเงินค่าโฆษณาเกินเวลาในรายการ 'คุยคุ้ยข่าว' ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท เป็นเงินกว่า 138 ล้านบาท เมื่อปี 10 ปีก่อน

เหตุการณ์ครั้งนั้น ทำให้ช่อง 3 "ขาดแม่เหล็กดึงดูด" ในรายการข่าวช่วงไพรมไทม์ทั้งเช้า-ค่ำและช่วงสุดสัปดาห์ไป ซึ่งเป็นรายการประเภทเล่าข่าว ที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น "เรื่องเล่าเช้านี้" "เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์" และช่วง "สรยุทธเจาะข่าวเด่น" ในรายการข่าว "เรื่องเด่นเย็นนี้" ส่งผลให้ความนิยมหรือเรตติ้งของรายการที่เป็นมรดกของนายสรยุทธพลอยเสื่อมถอยลง จนทำให้ต้องลดระยะเวลาการออกอากาศในที่สุด

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม