“นิ่งเสียตำลึงทอง”ของ ประวิตร ก่อ "วิกฤตรัฐบาล"?

  • 20 ธันวาคม 2017
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร่วมรัฐบาล คสช.มาตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ร่วมรัฐบาล คสช.มาตั้งแต่ปี 2557 ถึงปัจจุบัน

แฟนเพจ "ลุงป้อม" หายไปจากระบบ หลังโฆษกกระทรวงกลาโหมขู่ดำเนินคดี "ผู้หวังดี" ที่ทำแฟนเพจนี้ เชื่อเป็นฝีมือหน่วยปฏิบัติการทางข่าวสารที่ต้องการยุยงปลุกปั่น ขณะที่นักวิชาการด้านสื่อสารการเมือง ชี้อาการนิ่ง สลับกับการบ่น "เหนื่อย"ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ชวนให้สังคมเชื่อว่าเรื่องอื้อฉาวอาจเป็นจริง

เพจ "มั่นใจคนไทยทั้งแผ่นดินเชียร์ลุงป้อม" เปิดตัวทางเฟซบุ๊กเมื่อ 18 ธ.ค. พร้อมติดแฮชแท็กรณรงค์ #เราต้องเชื่อมั่นในตัวของลุงป้อม เพียง 2 วันมีผู้กดถูกใจ (Like) กว่า 3.2 พันคน และกดติดตาม (Follow) กว่า 3.4 พันคน แต่ล่าสุด ณ เวลา 18.30 น. ของวันนี้ (20 ธ.ค.) เพจดังกล่าวไม่สามารถเข้าถึงได้ และหายไปจากระบบในเฟซบุ๊ก

หากดูจากชื่อคล้ายเป็นเพจให้กำลังใจ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ผู้โดนมรสุม "แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน" กระหน่ำกว่า 2 สัปดาห์ และอยู่ระหว่างการจัดทำคำชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีครอบครองแหวนเพชรเม็ดโต และนาฬิกาหรูริชาร์ด มิลล์ (Richard Mille) เรือนละหลายล้านบาท ซึ่งไม่ปรากฏในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นไว้ต่อ ป.ป.ช.ก่อนเข้ารับตำแหน่งเมื่อ 3 ปีก่อน

ทว่านี่กลับกลายการเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์เข้ามาวิพากษ์วิจารณ์ พล.อ.ประวิตรอย่างกว้างขวาง

โฆษก กห. ประกาศเอาผิดเพจเชียร์ "ลุงป้อม"

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เพจดังกล่าวไม่ใช่ของ พล.อ. ประวิตร หรือทีมงาน เพราะ รมว.กลาโหมไม่มีนโยบายให้ทำเพจลักษณะนี้ เชื่อว่าเป็นการกระทำของผู้ไม่ประสงค์ดีต่อรัฐบาลชุดปัจจุบัน จึงพยายามลดทอนความน่าเชื่อถือของคนในรัฐบาล ด้วยการเปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาโจมตี และยุยงให้เกิดความเข้าใจผิดในตัว พล.อ.ประวิตร

Image copyright Reuters

"เท่าที่ตรวจสอบพบว่ามีการทยอยปล่อยข้อมูลออกมามากขึ้นเรื่อย ๆ จึงเชื่อว่าเป็นไอโอ (Information Operations - ปฏิบัติการทางข่าวสาร) ของฝ่ายไม่ประสงค์ดี ดังนั้นขอให้หยุดพฤติกรรม ไม่เช่นนั้นจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุดกับผู้กระทำการยั่วยุ ปลุกปั่น สร้างความเกลียดชังและความแตกแยก ซึ่งมีพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คอมพิวเตอร์ และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 อยู่แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและสืบหาตัวผู้กระทำการ" พล.ท.คงชีพกล่าว

แม้ประเด็นทรัพย์สินส่วนตัวของ พล.อ.ประวิตรเป็นเรื่องที่เจ้าตัวต้องชี้แจง ป.ป.ช. และตอบคำถามสังคมด้วยตัวเอง ทว่ารองนายกฯ กลับเลือกใช้กลยุทธ์ "นิ่งเสียตำลึงทอง" ทำให้สื่อมวลชนรายงานข่าวโดยอ้างคำพูดของแหล่งข่าวใกล้ชิด พล.อ.ประวิตร และกลายเป็นที่มาของวลี "แหวนมารดา นาฬิกาเพื่อน"

เกี่ยวกับเรื่องนี้ พล.ท.คงชีพระบุว่า คงไม่ต้องอธิบายความหรือวางกลยุทธ์การสื่อสารใด ๆ เพียงแต่ชี้แจงตามข้อเท็จจริง "เราไม่ได้บิดเบือนสร้างภาพ แต่การพูดอะไรมากในตอนนี้อาจไม่เป็นผลดี เพราะมีฝ่ายที่จ้องนำไปขยายความต่อ"

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBCTHAI
คำบรรยายภาพ การยกมือขึ้นบังแดดของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ระหว่างรอถ่ายรูปหมู่กับ ครม. "ประยุทธ์ 5" เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ทำให้เกิดคำถามใหญ่เรื่องการครอบครองนาฬิการิชาร์ด มิลล์

ยิ่งไม่พูด ยิ่งถูกจับตามองทุกฝีก้าว ไม่ว่าขยับตัวทำอะไรก็กลายเป็นข่าว หรือแม้กระทั่งไม่ขยับก็ยังถูกหยิบจับรูปถ่ายเก่า ๆ มาพลิกดูว่า พล.อ.ประวิตรสวมใส่นาฬิกายี่ห้ออะไร จนปรากฎนาฬิกาหรูเป็นเรือนที่ 4 แล้ว

พล.ท.คงชีพกล่าวว่าคงไปห้ามจินตนาการของคนในสังคมไม่ได้ แต่ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้ดุลพินิจในการเสพข้อมูลข่าวสาร และไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะสังคมมาไกลเกินกว่าจะไปอยู่ในโหมดความขัดแย้งแบบในอดีต

"ใครเจอเรื่องแบบนี้ก็ต้องเครียด" คือคำตอบจากโฆษกกระทรวงกลาโหม เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรเครียดไหม

นักวิชาการสื่อสารชี้ ยิ่งนิ่ง ยิ่งเชื่อว่า "ฉาวคือจริง"

อาการนิ่ง งดให้สัมภาษณ์สื่อ สลับกับการบ่น "เหนื่อย" ของ พล.อ.ประวิตร ไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีในทัศนะของ ดร.นันทนา นันทวโรภาส คณบดีวิทยาลัยสื่อสารการเมือง มหาวิทยาลัยเกริก

เธอเห็นว่าเมื่อมีประเด็นอื้อฉาวเกิดขึ้น ประชาชนในฐานะผู้รับสารย่อมต้องการคำตอบ นักการเมืองจึงต้องพร้อมอธิบายข้อมูลให้ชัดเจน หากยิ่งหลบเลี่ยง จะยิ่งสร้างความรู้สึกเหมือนมีอะไรซ่อนเร้น

บัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช

เมื่อปี 2557

87,373,757

บาท คือ ทรัพย์สินโดยรวม

  • 53,197,562 บาท เป็นเงินฝาก

  • 7, 076,195 บาท เป็นเงินลงทุน

  • 17 ล้านบาท เป็นที่ดิน

  • 10 ล้านบาท เป็นโรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง และยานพาหนะอีก 1 แสนบาท

"มันยิ่งทำให้คนสงสัย อยากรู้ และคิดว่าเรื่องอื้อฉาวคือเรื่องจริง ทางที่ดีที่สุดคือ พล.อ.ประวิตรต้องออกมาเคลียร์ให้ชัด เปิดให้สื่อซักถามจนหมดข้อสงสัย ไม่ใช่คอยบ่ายเบี่ยง เพราะทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นเพราะถูกใครใส่ร้าย แต่เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากตัวท่านเอง ท่านใส่นาฬิกาของท่านเอง ไม่ได้มีใครไปกล่าวโทษใส่ร้ายป้ายสีท่าน" ดร.นันทนากล่าวกับบีบีซีไทย

ส่วนถ้าหวังตอบคำถาม ป.ป.ช. และใช้องค์กรอิสระเคลียร์ตัวเอง ก็อาจไม่เป็นผล นักวิชาการด้านการสื่อสารการเมืองระบุว่า สังคมมองเรื่องข้อเท็จจริงกับกระบวนการแยกกัน อีกทั้งยังรู้กันดีอยู่แล้วว่าประธาน ป.ป.ช. เป็นใครมาจากไหน "ถ้าตัวกระบวนการบอกโปร่งใส ก็ไม่ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าต้องเชื่อ หรือทำให้สิ่งที่สงสัยหมดไป เจ้าตัวต้องออกมาแสดงเอง"

ประยุทธ์โชว์นาฬิกา "ช่วย" หรือ "ซ้ำ"?

ขณะที่ "ตัวช่วยวีไอพี" อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาโชว์นาฬิกาไซโก (Seiko) ที่ข้อมือซ้ายให้สื่อมวลชนดู วานนี้ (19 ธ.ค.) พร้อมกล่าวว่า "ใส่แล้วโก้ไหม เด็กๆ ผมก็ใส่ไซโก ใส่อะไรก็เหมือนกันทั้งนั้น วันข้างหน้าเอาอย่างนี้หรือไม่ ห้อยนาฬิกาปลุกไว้ที่คอ แล้วค่อยว่ากัน" ขณะที่ ดร.นันทนาไม่แน่ใจว่าเป็นการ "ช่วย" หรือ "ซ้ำ"

"ใคร ๆ ก็รู้ว่าไซโกราคาเท่าไร ริชาร์ดมิลล์ราคาเท่าไร มันอาจจะยิ่งแย่นะ นายกฯ ใส่ราคาเท่านี้ รองนายกฯ ใส่ราคาเท่านั้น มันเป็นเรื่องที่คนอื่นช่วยมากลบข่าวให้ไม่ได้" ดร.นันทนากล่าว

เช่นเดียวกับการผุดแฟนเพจ "มั่นใจคนไทยทั้งแผ่นดินเชียร์ลุงป้อม" แม้โฆษกทหารอ้างว่าเป็นปฏิบัติการข่าว แต่นักวิชาการเจ้าของตำรา "สื่อสารการเมือง" มองต่าง เพราะเชื่อว่าจุดเริ่มต้นของเพจนี้น่าจะเป็นไปเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประวิตร สะท้อนผ่านข้อความที่โพสต์ขึ้นเพจล้วนเป็นเรื่องดี ๆ ของ พล.อ.ประวิตร แต่พอผลกลับกลายเป็นเรื่องตรงกันข้าม เมื่อมีผู้เข้าไปแสดงความคิดเห็น (Comment) ในเชิงลบเกือบร้อยละ 100

"คนที่ไม่สบายใจกับพฤติกรรมของรองนายกฯ ต้องการหาช่องทางวิพากษ์วิจารณ์อยู่แล้ว เมื่อมีเพจนี้ก็เหมือนกับมีช่องทางระบายที่เป็นสาธารณะ ต่อมากองทัพอาจรู้สึกไม่ดี ก็เลยทำให้เป็นอีกเรื่องดีกว่า" ดร.นันทนากล่าว

ชี้ปมประวิตรก่อ "วิกฤตรัฐบาล"

ท่ามกลางภาวะที่ข่าวร้าย-ข่าวลบของรัฐบาล ที่ถูกขุดคุ้ยโดย "นักรบไซเบอร์" อดีตนักโต้วาทีฝีปากกล้าเห็นว่า รัฐบาล คสช. กลับไม่สามารถจัดการกระแสในโลกออนไลน์ได้

Image copyright AFP/Getty Images

"รัฐบาลชุดนี้ชูนโยบายไทยแลนด์ 4.0 แต่ ครม. ยังอยู่ที่ 0.4 คือไม่เข้าใจกลไกโซเชียลมีเดีย ไม่เข้าใจว่าโลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะถ้าเข้าใจและเท่าทัน กระบวนการตอบโต้ก็จะไม่ใช้สื่อกระแสหลัก ก็ต้องเอาฟีตแบ็กของคนในโซเชียลมาพัฒนาการสื่อสารของรัฐบาล มาปรับปรุงการทำงานของรัฐบาล"

ขณะนี้ถือว่ารัฐบาลตกอยู่ใน "วิกฤตด้านการสื่อสาร" แล้วหรือยัง?

ดร.นันทนาบอกว่าไม่ใช่วิกฤตสื่อสาร แต่เป็นวิกฤตรัฐบาล เพราะคนในรัฐบาลมีพฤติกรรมที่ชวนให้สงสัย ในฐานะที่ตัว พล.อ.ประวิตรเป็นตัวแสดงเสียเอง ไม่มีอะไรจะดีกว่าการพูดความจริงกับสังคม ส่วนในนามรัฐบาลที่เคยกล่าวหาว่านักการเมืองทุจริตและมีมาตรการป้องกันและปราบปราม ก็ต้องยึดมาตรฐานเดียวกันในการดำเนินการกับพวกเดียวกัน จึงจะเรียกความเชื่อมั่นและศรัทธาคืนมาได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง