เสียงค้านเพิ่มอำนาจ ป.ป.ช. “ดักฟัง” ที่ สนช.ฟัง แล้วได้ยิน ?

  • 21 ธันวาคม 2017
ประธานป.ป.ช. ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) กับนายกรัฐมนตรี Image copyright สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.
คำบรรยายภาพ ประธานป.ป.ช. ร่วมงานวันต่อต้านคอร์รัปชันสากล (ประเทศไทย) กับนายกรัฐมนตรี

อดีต ป.ป.ช. รุ่นพี่ยกคำกล่าวมองเตสกิเออสอน ป.ป.ช. รุ่นน้องกลางสภา หลังชงเพิ่มอำนาจดักฟัง-แฮกข้อมูลในร่างกฎหมาย ป.ป.ช. ด้านมีชัยชี้จะจับผู้ร้ายคนเดียว แต่เข้าถึงข้อมูลคนเป็นร้อย ทำคนถูกละเมิดไม่สนุกด้วย

ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต้อง "เลื่อนการประชุม" เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งมีเนื้อหา 193 มาตรา ในวาระ 2 และ 3 หลังเกิดข้อถกเถียงกันอย่างกว้างขวางระหว่างฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านการเพิ่มอำนาจให้ ป.ป.ช. สามารถสืบค้นเอกสารหรือข้อมูลข่าวสารอื่นใดที่ส่งทางไปรษณีย์ โทรเลข โทรศัพท์ โทรสาร อุปกรณ์สื่อสารทางอิเล็กทรอนิกส์ และสื่อสังคมออนไลน์ได้ โดยหลักเกณฑ์การดักฟังให้ทำได้เฉพาะคดีร่ำรวยผิดปกติ คดีทุจริตหรือกระทำผิดต่อหน้าที่ ซึ่งเป็นคดีสำคัญที่มีผลกระทบวงกว้าง แต่ในการดำเนินการ ให้อธิบดีศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเป็นผู้สั่งอนุญาตคราวละไม่เกิน 90 วัน

บทบัญญัตินี้อยู่ในมาตรา 37/1 ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่มี พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ เป็นประธาน เพิ่มขึ้นมาใหม่ จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคัดค้านอย่างกว้างขวางทั้งในและนอกสภา เพราะเข้าข่ายละเมิดสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างร้ายแรง จนประธาน กมธ.ออกปากว่า "ถ้าฟังเสียงส่วนใหญ่ของสภา มันไม่ควร เราก็ปรึกษาหารือภายใน เราก็ถอนได้ แต่เราต้องการอธิบายด้วยเหตุผลก่อน ถ้ามันไปไม่ได้ ก็ไปไม่ได้"

วิชา ยกมองเตสกิเออสกัดเพิ่มอำนาจ "ดักฟัง" ให้ ป.ป.ช.

คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ในฐานะเจ้าของร่างเดิม และสมาชิก สนช.หลายคนได้อภิปรายแสดงความไม่เห็นด้วยในที่ประชุม และขอให้ถอนมาตรานี้ออกไป ศ.พิเศษ วิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และ กมธ. เสียงข้างน้อย ได้ยกคำพูดของมองเตสกิเออ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศส ที่กล่าวถึงหลักการร่างกฎหมายไว้ 7 ประการ โดยในข้อ 7 ระบุตอนหนึ่งว่า "กฎหมายที่มีจุดอ่อนก็ดี กฎหมายที่ไม่จำเป็นก็ดี กฎหมายที่ปราศจากความเที่ยงธรรมก็ดี ย่อมทำให้กฎหมายทั้งระบบเสียไป และเป็นการบั่นทอนอำนาจของรัฐด้วย" พร้อมติงว่าอำนาจที่ให้ไว้ ถ้าเรียกใช้มากไป องค์กรจะสั่นสะเทือน เพราะ ป.ป.ช. เป็นองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ

Image copyright BBC Thai

"ไม่ต้องการให้ ป.ป.ช. เป็นองค์กรที่โดดเดี่ยวจนถูกทำลายในที่สุด ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นในหลายประเทศแล้ว เช่น แอฟริกาใต้ และเกาหลีใต้" อดีตกรรมการ ป.ป.ช.กล่าว

ศ.พิเศษวิชากล่าวต่อว่า เวลาไปดักฟัง จะมีทั้งข้อมูลที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง ในต่างประเทศที่ใช้กฎหมายแบบนี้จะทำฐานข้อมูลแยกกันระหว่างข้อมูลที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้อง โดยข้อมูลไม่เกี่ยวข้องจะถูกทำลายทันที แต่บางประเทศข้อมูลที่ไม่เกี่ยวหลุดออกไป ถูกนำไปใช้แบล็คเมล์กัน ประเด็นนี้จึงเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุด และไม่ควรจะเอามาใส่เลย

เผยใช้เวลาแค่ 40 น. ติดดาบให้ ป.ป.ช.

ด้านนายภัทระ คำพิทักษ์ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และ กมธ.เสียงข้างน้อย ระบุว่า กมธ. ใช้เวลาเพียง 30-40 นาทีในการพิจารณาให้เพิ่มมาตรา 37/1 เข้ามา ซึ่งไม่ใช่แค่การดักฟัง ดักข่าวสาร แต่เสนอเป็น "แฝด 3 คน" เพราะจะมีเรื่องการปฏิบัติการอำพราง แฝงตัว สะกดรอย ติดตามมาเป็นแฝด

กรธ. กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีดำริว่าจะแก้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยส่งเรื่องให้คณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว จึงน่าจะรับฟังตรงนั้นก่อน ให้เขาทำให้รอบคอบ เพราะถ้ารัฐบาลแก้ป.วิอาญา เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ก็ถือเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องมาเขียนในกฎหมายนี้ และตัดสินในเวลาอันสั้น ซึ่งอาจไม่รอบคอบ และกระทบต่อสถานะของ ป.ป.ช. ในอนาคต

พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม สมาชิก สนช. กล่าวว่า การให้อำนาจ ป.ป.ช. ดักฟัง เปรียบเสมือนการซ้อมผู้ต้องหาให้รับสารภาพ แล้วค่อยไปหาเอกสารประกอบในภายหลัง ซึ่งการดำเนินการเช่นนั้น สังคมไม่ยอมรับ ท่านกำลังทำให้ ป.ป.ช. ไม่เป็นที่ยอมรับจากสังคม อำนาจเป็นดาบ 2 คมที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพราะไม่ใช่แค่ได้ข้อมูลทุจริต แต่ได้ข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลความการค้า

ป.ป.ช. อ้างช่วยหยุดความเสียหาย 4 หมื่นล. คดีบ้านเอื้ออาทรได้

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าววิงวอนว่าไม่อยากให้ใช้คำว่าดักฟัง เพราะจะทำให้ประชาชนที่ไม่มีบทบัญญัติอยู่ในมือเกิดความเข้าใจผิด เห็น ป.ป.ช. เป็นตัวร้ายที่จะไปล้วงละเมิด ทั้งที่มีรายละเอียดในการดำเนินการ โดยเจ้าหน้าที่ต้องเสนอเรื่องขึ้นมาให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนพิจารณา ไม่ใช่คนใดคนหนึ่ง และต้องได้รับอนุมัติจากอธิบดีศาลคดีทุจริตฯ

Image copyright สำนักประชาสัมพันธ์ สำนักงาน ป.ป.ช.
คำบรรยายภาพ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ (คนที่ 2 จากซ้ายมือ) นำทีมกรรมการ ป.ป.ช. ทำบุญเนื่องในวันสถาปนาสำนักงาน ป.ป.ช. ครบ 18 ปี เมื่อ 16 พ.ย. 2560

ขณะที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ กรรมการ ป.ป.ช. และ กมธ.เสียงข้างมาก กล่าวว่า การใช้อำนาจในที่นี้มีข้อกำหนดชัดเจน คดีใหญ่ก็คือคดีนักการเมือง ไม่ใช่คดี อบต. (องค์การบริหารส่วนตำบล) ส่วนคดีที่สร้างความเสียหายแก่ประเทศ คือมีมูลค่ามากกว่า 1 หมื่นล้าน อย่างคดีบ้านเอื้ออาทรที่มีการเรียกรับสินบน ถ้าเรารู้ เราก็หยุดความเสียหายได้ 4 หมื่นล้าน

"เรากำคดีนั้นอยู่ แต่ต้องมานั่งตรวจเอกสารเอามาชนกัน ๆ เพราะไม่มีเครื่องมือ เหนื่อย แต่ไม่ท้อ ท่านบอกจะปราบโกง แต่ไม่ให้เครื่องมือเรา เราก็ต้องลัดเลาะไป ซึ่งเมื่อไรเราเลาะ มันก็ไม่ใช่ลับ ก็โดนหมด สรุปไม่รู้เป็นเสือหรือแมว เพราะถ้าเสือไม่มีเขี้ยว ก็ถือเป็นแมว" น.ส.สุภากล่าว

ท่ามกลางข้อถกเถียงที่หาข้อยุติไม่ได้ ที่สุดสมาชิก สนช.เสนอให้พักการประชุม 10 นาที และไปหารือนอกรอบ ก่อนที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. จะกลับมาแจ้งว่ากมธ. เสียงข้างมากยืนยันไม่ถอนมาตรา 37/1 และได้สั่งเลื่อนการประชุมในเวลา 17.40 น. และนัดประชุมต่อในวันที่ 22 ธ.ค. เวลา 09.00 น.

เสียงค้านปมเพิ่มอำนาจ "ดักฟัง" ให้ ป.ป.ช.
นายมีชัย ฤชุพันธุ์ "จะจับผู้ร้ายคนเดียว แต่เข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล ดักฟังโทรศัพท์ ดูอีเมล์ได้เป็นร้อยคนหากมีข้อสงสัยว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดด้วย ซึ่งผู้ที่ได้รับอำนาจก็สนุกดี แต่คนถูกละเมิดมันไม่สนุกด้วย" (ให้สัมภาษณ์นอกห้องประชุม สนช.)
นายวิชา มหาคุณ เรื่องนี้เป็นปัญหามาแล้วในต่างประเทศ ป.ป.ช. ใช้ข้อมูลลับที่ได้มาแบล็กเมล์หาผลประโยชน์จนข้อมูลรั่วไหล สุดท้ายกรรมการ ป.ป.ช.เองที่จะต้องรับผิดชอบ
พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม การให้อำนาจ ป.ป.ช. ดักฟัง เปรียบเสมือนการซ้อมผู้ต้องหาให้รับสารภาพ แล้วค่อยไปหาเอกสารประกอบในภายหลัง
นายสมชาย แสวงการ การให้อำนาจ ป.ป.ช.สืบค้นข้อมูลทางโทรศัพท์ ไลน์ เฟซบุ๊ก ได้เป็นภัยทางการเมืองต่อทุกคน อาจมีการดักฟังข้อมูลในทุกเรื่อง ถือว่าอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพประชาชน

นอกจากประเด็นการเพิ่มอำนาจ "ดักฟัง" และ "ดักข่าว" แก่ ป.ป.ช.ยังมีสาระที่น่าสนใจอื่น ๆ อาทิ กำหนดให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับต้องแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อหน่วยงานต้นสังกัดตั้งแต่เริ่มเข้าทำงาน ส่วนผู้ที่ทำงานอยู่แล้วต้องยื่นภายในระยะเวลาที่กำหนด, กำหนดให้คู่สมรสที่ไม่ได้จดทะเบียนต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินด้วย แต่ให้เป็นเรื่องของ ป.ป.ช. ไปกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการเป็นคู่สมรสฉันท์สามีภรรยา ซึ่งต้องอยู่กินกันพอสมควร, กำหนดบทเฉพาะกาลให้ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันอยู่จนครบวาระ 9 ปี จากร่างเดิมของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้รีเซต ป.ป.ช.ชุดปัจจุบัน โดยให้อยู่เฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น จึงเป็นร่างกฎหมายที่นายภัทระ คำพิทักษ์ เรียกว่า "ร่าง พ.ร.บ. ลูกเทพ ได้เยอะ แต่ไม่มีการถ่วงดุล"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง