ครอบครัวซิมบับเว "ยังแฮปปี้" ขออยู่ตรงที่พักผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่องต่อ รอลี้ภัย

  • 28 ธันวาคม 2017
สนามบินสุวรรณภูมิ Image copyright AFP/Getty Images

ครอบครัวจากซิมบับเว 8 ชีวิตปฏิเสธไม่ย้ายจากบริเวณที่พักผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง แม้ว่าทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิจะเสนอห้องเป็นส่วนตัวให้อยู่ทั้งครอบครัว ผู้บริหารสนามบินระบุเริ่มสนิทสนมผูกพันคนในสนามบินมากขึ้น หลังจากอาศัยอยู่เกือบสามเดือน จากปัญหาทางด้านสถานะคนเข้าเมือง

นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการฝ่ายรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการเจรจาเพื่อย้ายครอบครัวซิมบับเวที่ประกอบด้วยผู้ใหญ่ 4 และเด็ก 4 คนไปอยู่ในสถานที่ที่เป็นสัดส่วนมากขึ้น ตามที่ท่าอากาศยานได้จัดเตรียมไว้ให้ไม่เป็นผล เพราะทั้งครอบครัวยังคงยืนยันว่าจะอาศัยอยู่บริเวณที่พักผู้โดยสารเปลี่ยนเครื่อง ช่วง concourse 8 ต่อไป

"เราสันนิษฐานกันเองว่าเขาคงกลัวว่า จะถูกนำไปไว้ในที่จำกัดบริเวณ หรือความช่วยเหลือที่เขารอเข้าไม่ถึง จึงได้ปฏิเสธข้อเสนอ" นายกิตติพงศ์กล่าว "เท่าที่ฟังดูพวกเขาก็หวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือดังที่หวัง ได้ไปประเทศที่ 3 ในเร็ว ๆ นี้" ซึ่งนายกิตติพงศ์หมายถึงการได้สถานะผู้ลี้ภัยจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ซึ่งกำลังดำเนินการกันอยู่

นายกิตติพงศ์บอกอีกว่าทางครอบครัวก็ดู "แฮปปี้" แม้ว่าจะต้องนอนบนโซฟา ไม่มีห้องส่วนตัว ใช้ห้องน้ำของส่วนพักคอย รวมทั้งต้องปะปนกับบรรดาผู้โดยสารเครื่องบินอื่น ๆ ที่มารอเปลี่ยนเครื่องเป็นครั้งคราว

Image copyright Getty Images

ครอบครัวได้รับการดูแลเรื่องอาหารจากเจ้าหน้าที่ของสายการบินยูเครน อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์ส (ยูไอเอ) ที่พวกเขาเดินทางมาด้วยก่อนถูกกักที่สนามบินไทยรอบสอง ทั้งพนักงานหน่วยต่าง ๆ ของท่าอากาศยานก็ให้ความเป็นมิตรแก่พวกเขามาก พากันไปเยี่ยมเยียน เอาสิ่งของหรือขนมไปฝากเด็ก ๆ ในครอบครัวนี้ทั้ง 4 คน

"เขาบอกว่าประทับใจคนไทยมาก ที่มีน้ำใจต่อพวกเขา ครอบครัวนี้สื่อสารภาษาอังกฤษได้ดีก็เลยไม่มีปัญหาด้านภาษา โดยเฉพาะพวกเด็ก ๆ ได้ผูกมิตรสนิทสนมกับพนักงานในสนามบินไม่น้อยเลย" นายกิตติพงศ์กล่าว

เรื่องราวของครอบครัวซิมบับเวนี้คล้ายภาพยนตร์ฮอลลีวูดเรื่อง "เดอะ เทอร์มินัล" ที่แสดงนำโดยทอม แฮงก์ อันเป็นเรื่องราวของชายคนหนึ่งที่ต้องติดอยู่ในสนามบินนิวยอร์กเป็นเวลาหลายปี เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าสหรัฐฯ และไม่สามารถกลับบ้านได้เนื่องจากเกิดรัฐประหารที่บ้านเกิดเมืองนอนของเขานั้น กำลังถูกฉายซ้ำที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ซึ่งกลายเป็นที่พักอาศัยชั่วคราวของครอบครัวชาวซิมบับเว 8 ชีวิต ที่ไม่ประสงค์กลับบ้านเกิด และรอลี้ภัยไปประเทศที่สาม

ซึ่งภาพยนตร์ก็สร้างจากชีวิตจริงของชายชาวอิหร่านชื่อเมห์ราน คาริมี นาสซิรี ที่อาศัยอยู่ในสนามบินรวสซี - ชาร์ลส์ เดอ โกลล์ในกรุงปารีส ฝรั่งเศสเป็นเวลาถึง 18 ปีเนื่องจากปัญหาทางด้านทูตบางประการ

Image copyright Getty Images

ก่อนหน้านี้ผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ใช้ชื่อว่า Kanaruj "Artt" Pornspolt ได้โพสต์ภาพตัวเขาเองถือกล่องของขวัญและกอดเด็กหญิงชาวแอฟริกาคนหนึ่งเอาไว้ รวมทั้งได้เขียนข้อความเกี่ยวกับว่าครอบครัวชาวซิมบับเวได้มาใช้ชีวิตอยู่ในสนามบินสุวรรณภูมิมาเกือบสามเดือนแล้ว

จากนั้นสื่อไทยก็เริ่มรายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์รายงานโดยอ้าง พ.ต.อ.เชิงรณ ริมผดี รองโฆษกของสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ระบุว่าครอบครัวนี้มี 8 คน แบ่งเป็นผู้ใหญ่ 4 คน และเด็กอีก 4 คน อายุตั้งแต่ 2-11 ปี หัวหน้าครอบครัวมีชื่อว่ามูวาดี รอดริก เดินทางมาถึงไทยในเดือน พ.ค.

จากนั้นในเดือน ต.ค. พวกเขาก็จะเดินทางออกจากสนามบินสุวรรณภูมิโดยเครื่องบินของสายการบินยูเครน อินเตอร์เนชั่นแนล แอร์ไลน์ส (ยูไอเอ) ไปยังบาร์เซโลนาของสเปนโดยผ่านเมืองเคียฟ แต่พวกเขาไม่มีวีซ่าเข้าสเปน สายการบินจึงไม่ให้พวกเขาขึ้นเครื่อง และส่งตัวไปยังสตม. และก็ติดอยู่ที่สนามบินตั้งแต่นั้นมา

พ.ต.อ.เชิงรณ กล่าวยอมรับกับบีบีซีไทยว่า มีครอบครัวดังกล่าวจริง "แต่เรื่องราวไม่ดราม่าแบบในภาพยนตร์"

รองโฆษก สตม. ชี้ว่า สตม.สามารถดำเนินการที่จะส่งกลับประเทศต้นทางตามกฎหมาย แต่ทางสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประจำประเทศไทยขอให้รอไว้ก่อน เพราะว่ายังอยู่ระหว่างดำเนินกระบวนต่าง ๆ ตาม ประสงค์ของทางครอบครัวที่จะต้องการได้สถานะผู้ลี้ภัยก่อนที่จะไปประเทศที่สาม

"จริง ๆ แล้วเขามีทางเลือก อย่าไปเปรียบเทียบกับภาพยนตร์มากนัก เขาไม่ได้จนแต้มแบบในภาพยนตร์" พ.ต.อ เชิงรณระบุและเสริมว่าทาง ตม.ได้เสนอทางเลือกให้ครอบครัวหลายทาง เช่น เดินทางไปยังประเทศอื่นที่อนุญาตให้พวกเขาเข้าเมืองได้ แต่พวกเขาก็ไม่ยอม และก่อนหน้านี้ครอบครัวรอดริกถูกปรับคนละ 20,000 บาท เพราะอยู่เกินเวลาที่วีซ่าอนุญาตไปแล้ว ซึ่งพวกเขาก็สามารถจ่ายได้

"ทางเรายังได้เสนอว่าให้เขาไปอยู่ที่ศูนย์กักฯ ของ ตม.บ้างไหม เพราะว่าที่โน่นมีเดย์แคร์ดูแลเด็กเล็กด้วย เขาก็ไม่ยอม เขาแฮปปี้ที่จะอยู่อย่างนี้ อย่าไปดราม่า บางสำนักข่าวไปรายงานเป็นประเด็นดราม่าเศร้าหมอง มันไม่ได้เป็นอย่างนั้นเลย" รองโฆษก สตม.กล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนชุมนุมเรียกร้องให้ประธานาธิบดีโรเบิร์ต มูกาเบ ลาออก ชูป้ายสนับสนุนมนังกากวาที่เพิ่งถูกให้ออกจากตำแหน่งรองประธานาธิบดี ก่อนการยึดอำนาจ

หลังจากจ่ายค่าปรับแล้วพวกเขาก็ไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากสนามบิน และ สตม.ขอให้สายการบินส่งตัวพวกเขากับไปยังซิมบับเว แต่ทางครอบครัวยืนกรานว่าจะไม่กลับไป โดยให้เหตุผลว่า กลัวว่าจะไม่ปลอดภัย หลังการยึดอำนาจในซิมบับเว โดยทหารที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน ที่ผ่านมา

คำกล่าวอ้างของครอบครัวทำให้หลายคนสงสัยเพราะหลังจากที่เอ็มเมอร์สัน มนังกากวาได้เป็นประธานาธิบดีก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นเลย

ด้านสำนักงานใหญ่ของสายการบิน ยูไอเอ ในกรุงเคียฟ ประเทศยูเครน กล่าวกับ บีบีซีไทย ผ่านทางอีเมลว่า เดิมครอบครัวรอดริกประสงค์ จะขึ้นเครื่องจากกรุงเทพไปยังดูไบ โดยใช้เส้นทางกรุงเทพ-เคียฟ-บาร์เซโลน่า-อิสตันบูล-ดูไบ แต่ไม่ได้ซื้อตั๋วตลอดทั้งสาย โดยซื้อไว้แค่บาร์เซโลน่า เท่านั้น และครอบครัวไม่มีเชงเก้นวีซ่าเพื่อเข้าสเปน พวกเขาจึงไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นเครื่อง นอกจากนี้พวกเขาก็ได้อยู่เกินวีซ่าในเมืองไทยแล้ว ดังนั้นทางตำรวจตรวจคนเข้าเมืองของไทยจึงไม่ยอมให้เข้าเมืองและไม่ยอมให้ออกจากสนามบิน

Image copyright AFP/Getty Images

ยูไอเอ กล่าวอีกว่า จากการสอบถามครอบครัวดังกล่าวอีกครั้ง พวกเขาระบุว่าอยากไปยังเมืองโจฮานเนสเบิร์ก ของแอฟริกาใต้ ซึ่งทางสายการบินได้ติดต่อสหประชาชาติและยูเอ็นเอชซีอาร์เพื่อให้เข้าช่วยเหลือเรื่องสถานะผู้ลี้ภัยอีกทางหนึ่ง รวมทั้งช่วยเหลือเปลี่ยนเส้นทางให้ไปโจฮานเนสเบิร์กโดยไม่ผ่านสเปน เพื่อแก้ไขปัญหาเชงเก้นวีซ่า และได้ประสานแจ้งสตม.ดูไบ เพื่อให้ช่วยเหลือผู้โดยสารกลุ่มนี้

แต่เมื่อพวกเขาเดินทางถึงเคียฟ ก็กลับเปลี่ยนใจให้ยกเลิกตั๋วจากดูไบไปโจฮานเนสเบิร์ก ดังนั้นเมื่อพวกเขาไปถึงดูไบ เจ้าหน้าที่ในดูไบจึงสงสัยในเจตนาของพวกเขาและตัดสินใจส่งตัวทั้งหมดกลับเมืองไทย และทำให้ถูกกักอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิอีกครั้งหนึ่ง

ทางด้าน น.ส.วิเวียน ตัน โฆษกสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) ประจำประเทศไทย ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่าทางยูเอ็นเอชซีอาร์ได้รับทราบเรื่องนี้แล้ว ตอนนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้เนื่องจากเป็นความลับ แต่ก็ยังคงมองหาทางออกที่เหมาะสมอยู่

ในขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิก็ชี้แจงว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง เช่น สตม. , สายการบิน และท่าอากาศยานหารือกันแล้ว ได้ตกลงกันว่าทางท่าอากาศยานจะจัดหาพื้นที่อาศัยในระหว่างที่รอขบวนการเพื่อจะไปประเทศที่สาม หรือทางออกอื่น ๆ

"ที่จริงสนามบินนั้นมีห้องกักผู้โดยสารซึ่งประสบปัญหาเข้าเมืองไม่ได้อยู่แล้ว แต่ห้องกักนั้นแยกชาย-หญิ งซึ่งครอบครัวนี้อาจจะไม่สะดวกนัก ทางท่าอากาศยานจึงได้หาห้องให้อยู่กันได้รวมกันทุกคน" เจ้าหน้าที่คนดังกล่าวชี้แจง และเสริมว่า "ทาง สตม.ได้ชี้แจงว่ากรณีนี้เป็นกรณีปกติที่เกิดขึ้นในสนามบินทั่วโลก"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม