ประกันคุณภาพการศึกษาไทย: ตัวช่วยหรือตัวถ่วง อ. มหาวิทยาลัย ?

  • 5 กุมภาพันธ์ 2018
ภายในห้องแล็บของมหาวิทยาลัยขอนแก่น Image copyright AFP/Getty Images

การเปิดเผยรายชื่อ 182 หลักสูตรมหาวิทยาลัยที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ทำให้เกิดการตอบโต้จากมหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นข้อถกเถียงในหมู่อาจารย์

นับตั้งแต่ประกาศใช้เมื่อประมาณ 10 ปีก่อน กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา หรือ "มคอ." เป็นหัวข้อที่อาจารย์หลายคนตั้งคำถามมาตลอดว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่ และเหมาะกับโลกปัจจุบันแค่ไหน

สกอ. ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่า ใจความของระบบประกันคุณภาพการศึกษา คือการดูแลผลประโยชน์ของผู้เรียน เสริมสร้างวัฒนธรรมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และประสิทธิภาพของระบบนั้นจะมีคุณภาพเท่า ๆ กับคุณภาพอาจารย์ในระบบ

มคอ.คืออะไร

ปี 2546 การประกันคุณภาพการศึกษาเป็นโจทย์อันดับหนึ่งของวงการศึกษาไทย โดยเฉพาะในระดับมหาวิทยาลัย ซึ่งมีความเร่งด่วนเพื่อให้ทันกับมหาวิทยาลัยต่างชาติ หลายฝ่ายร่วมกันพัฒนากรอบมาตรฐานการศึกษาเป็นเวลานานกว่า 6 ปี ก่อนจะประกาศใช้จริงในปี 2552

แต่ไม่นานหลังจากนั้น ในปี 2553 อาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวน 400 คนร่วมลงชื่อในจดหมายต่อต้านการบังคับใช้ มคอ. ซึ่งพวกเขาเรียกว่าเป็น "พันธนาการเชิงเทคนิค" ที่สร้าง "มาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization)" และปิดกั้นความเป็นอิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์

"มันเป็นระบบที่มันไม่ได้สะท้อนความเป็นจริง ซึ่งถ้าคนที่ทำส่วนมากไม่ศรัทธา มันก็นำไปสู่งานเพิ่มโดยใช่เหตุ" ผศ.ไพลิน กิตติเสรีชัย อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวกับบีบีซีไทย

ผศ.ไพลิน เป็นหนึ่งในอาจารย์ที่ลงนามในจดหมายคัดค้านครั้งนั้น และทุกวันนี้ยังคงต้องเตรียมเอกสาร มคอ.3 และ มคอ.5 สำหรับวิชาที่รับผิดชอบ

นอกจากนี้ อาจารย์มหาวิทยาลัยหลายคน กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เอกสารเหล่านี้จะเขียนออกมาอย่างไรก็ได้เพื่อให้ตรงกับกรอบมาตรฐาน ทำให้คนที่ได้ประโยชน์จากระบบนี้ คือคนที่เขียนเก่ง ซึ่งบางครั้งอาจไม่ใช่คนที่ทำงานเก่ง และเป็นเรื่องปกติที่อาจารย์อาวุโสบางคนที่ไม่ชำนาญงานเอกสารต้องให้เจ้าหน้าที่หรือนักศึกษาช่วยทำ

อาจารย์หัวหน้าหลักสูตรคนหนึ่งซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม เปรียบเทียบระบบ มคอ. ว่าเป็นเหมือน "สงครามกระดาษ" ที่เพิ่มความกังวลและความเครียด และสังเกตว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา มันทำให้อาจารย์ห่างเหินกับนักศึกษาเพราะต้องใช้เวลาไปกับงานเอกสารที่เพิ่มขึ้น

งานเอกสารมากแค่ไหน?

ในแต่ละวิชาที่สอน อาจารย์แต่ละคนจะต้องทำ มคอ.3 หรือ รายละเอียดของรายวิชา ซึ่งคล้ายกับแผนการสอนแบบละเอียดที่ระบุว่าในแต่ละสัปดาห์จะสอนอะไรบ้างและมีการวัดผลอย่างไร เมื่อนักศึกษาสอบเสร็จ ผู้สอนจะต้องจัดทำ รายงานผลการดําเนินการของรายวิชา (มคอ.5) เพื่อประเมินว่าสอนได้ตรงตามแผนหรือไม่

หากนักศึกษามีการฝึกงานอาจารย์จะต้องจัดทำ รายละเอียดของประสบการณ์ภาคสนาม (มคอ. 4) และ รายงานประสบการณ์ภาคสนาม (มคอ. 6) ซึ่งเอกสารเหล่านี้จะถูกนำไปประมวลเป็น รายงานผลการดําเนินการของหลักสูตร (มคอ.7) เพื่อใช้ปรับปรุงหลักสูตร (มคอ.2) ต่อไป

หลายมหาวิทยาลัยได้สร้างระบบอิเล็กทรอนิกส์ภายใน เพื่อช่วยให้อาจารย์กรอกข้อมูลและรวบรวม มคอ. ได้ง่ายขึ้น ผศ.ไพลิน กล่าวว่าการกรอกแบบฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ใช้เวลามากจนเป็นปัญหา แต่ความสงสัยในประสิทธิภาพของระบบต่างหากที่ทำให้หลายคนคัดค้าน

"ถ้าเสียเวลามากขึ้นแล้วได้อะไร เรายอมนะ ยินดีจะเสียเวลามากกว่านี้ หากเห็นว่าเป็นสิ่งที่มีประโยชน์จริง" ผศ.ไพลิน กล่าว

ผศ.ไพลิน อธิบายว่า "ศาสตร์" คือความหลากหลาย ดังนั้น "คุณภาพ" จึงไม่ควรมีความหมายว่า "ดีเหมือนกันหมด" พร้อมกับ ยกตัวอย่างหนึ่งในคำถามที่ใช้ประเมินหลักสูตร

"ทำงานตรงสายหรือเปล่า มันง่ายกว่าถ้าคุณเป็นหมอ ทนาย หรือวิศวกร ถ้าสอนรัฐศาสตร์ จะให้เด็กเป็นนายกฯ หรือปลัดเหรอ ถ้าสอนปรัชญาเด็กต้องจบไปเป็นนักปรัชญาเหรอ"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นักศึกษารวมกลุ่มกันฝึกซ้อมทีมเชียร์ลีดเดอร์

5 ด้านที่ทุกหลักสูตรต้องมี

หากเปรียบการทำเอกสาร มคอ.2 - มคอ.7 เป็นกระบวนการเรียนรู้และปรับปรุงหลักสูตรภายในมหาวิทยาลัย มคอ.1 หรือ กรอบมาตรฐานคุณวุฒิ ก็เป็นเหมือนจุดตั้งต้นของทุกหลักสูตรในประเทศไทย ซึ่งกำหนดให้ครอบคลุมอย่างน้อย 5 ด้านตั้งแต่ปี 2552 ได้แก่

  1. ด้านคุณธรรม จริยธรรม
  2. ด้านความรู้
  3. ด้านทักษะทางปัญญา
  4. ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ
  5. ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยี สารสนเทศ

สกอ.ให้ข้อมูลกับบีบีซีไทยว่าทั้งหมดนี้เป็นแนวทางให้อาจารย์แต่ละวิชาตีความให้เข้ากับสาขาวิชาได้

นอกจากนี้ ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา กระทรวงศึกษาธิการยังได้ประกาศ มาตรฐานคุณวุฒิเพิ่มเติมสำหรับหลักสูตรในอย่างน้อย 32 สาขาวิชา เพื่อให้สอดคล้องกับสาขานั้น ๆ มากขึ้น

นั่นหมายความว่าจำนวนหน่วยกิตและวิชาแกน สำหรับหลักสูตรสาขาคอมพิวเตอร์ จะใช้มาตรฐานคนละชุดกับหลักสูตรสาขาบัญชี แต่ทั้งคู่ยังครอบคลุม 5 ด้านข้างต้น ขณะที่อีกหลายสาขาวิชาที่ยังไม่มี่กรอบมาตรฐานคุณวุฒิเป็นของตัวเอง

มหาวิทยาลัยทั่วประเทศไทย มีหลักสูตรรวมกันมากกว่า 10,000 หลักสูตร และเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไม่ว่ามากหรือน้อย แต่ละหลักสูตรจะต้องส่ง มคอ.2 มาที่ สกอ. เพื่อรับทราบและบันทึกข้อมูล ในบางปีอาจมีมากกว่า 3,000 หลักสูตร คิดเป็นเอกสารไม่ต่ำกว่า 1 แสนหน้า ซึ่ง สกอ. มีแนวคิดที่จะนำระบบอิเล็กทรอนิกส์มาทดแทนในอนาคต

เมื่อหลักสูตรไม่ผ่านเกณฑ์

เมื่อวันที่ 17 ม.ค. ที่ผ่านมา สกอ. เปิดเผยรายชื่อ 182 หลักสูตรที่ไม่ผ่านเกณฑ์ในปีการศึกษา 2558 และ 2559 ซึ่งส่วนมากเป็นเพราะจำนวนและคุณสมบัติของอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน

มหาวิทยาลัยที่เกี่ยวข้องไม่พอใจเพราะ 59 จาก 182 หลักสูตรนั้นได้ถูกปิดไปแล้ว อาทิเช่น หลักสูตร ป. โท สาขาวิชาการบริหารจัดการกอล์ฟ ของ ม.รามคำแหง และหลักสูตร ป. ตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดีย ของ ม.ราชภัฏยะลา

สกอ. มีหน้าที่กำกับดูแลการประกันคุณภาพภายใน ไม่ใช่บังคับหรือลงโทษมหาวิทยาลัย แต่ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายประกันคุณภาพการศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง แย้งว่าในความเป็นจริงไม่เป็นเช่นนั้น

"เรียนตรง ๆ เลย คือ สกอ. ค่อนข้างสับสนในบทบาทของตนเอง เพราะบทบาทของ การประกันคุณภาพภายในนั้นมีเพื่อการพัฒนาเป็นหลัก" ดร.ธีรเวช กล่าว

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ตั้งอยู่บน ถ.ศรีอยุธยา

ดร.ธีรเวช อธิบายว่างานประกันคุณภาพการศึกษาของไทยมีสองแบบคือ แบบภายนอกที่รับผิดชอบโดย สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ส่วนแบบภายใน สกอ. มีหน้าที่กำกับดูแลให้แน่ใจว่ามีกลไกการประกันคุณภาพ

"สกอ. กำหนดให้มหาวิทยาลัย ทำตามและส่งให้ สกอ. ซึ่งใช้คำว่ารับทราบ ไม่เคยใช้คำว่ารับรอง แต่ตอนประกาศผล มีสิทธิ์ที่จะบอกว่าไม่ผ่าน ผมว่ามันแปลก ๆ " ดร.ธีรเวช กล่าว

ดร.ธีรเวช เล่าว่า การตั้งมาตรฐานของ สกอ. ซึ่งใช้กันมาเป็นเวลาเกือบ 10 ปี เป็นสิ่งที่พูดคุยกันมากในแวดวงการศึกษา โดยเขามองว่ายังมีส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลและไม่คำนึงถึงความแตกต่างของแต่ละที่

"เกณฑ์ของ สกอ. เป็นแบบ 'one size fits all' (ขนาดเดียว) ไม่สนว่ามหาวิทยาลัยเล็กใหญ่ ใช้เกณฑ์เดียวกันหมด แต่ละมหาวิทยาลัยมีบริบทที่แตกต่างกัน อย่างหลักสูตรวิศวกรรมและคหกรรมก็ไม่ควรใช้เกณฑ์เดียวกัน" ดร.ธีรเวช กล่าว

เขาเชื่อว่ามาตรฐานของแต่ละมหาวิทยาลัยควรจะวัดจากคำสัญญาที่แต่ละมหาวิทยาลัยบอกกับสังคม

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

นอกจากนี้ ดร.ธีรเวช ยังอธิบายว่ากฎเกณฑ์บางอย่างทำให้การจ้างอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นไปได้ยาก เพราะกำหนดให้เชิญบุคคลภายนอกมาสอนได้ไม่เกิน 50% โดยเฉพาะเมื่อต้องการเปิดหลักสูตรใหม่ที่มีการบูรณาการข้ามสาขา

"ถ้าเราเจอคนเก่งที่สุดในอุตสาหกรรม เราไม่สามารถเชิญท่านมาสอนทั้งคอร์สได้ … ศาสตร์วิชาใหม่ ๆ ที่ไม่เคยมีมาก่อน สกอ. บอกว่าต้องมีวุฒิตรงหรือสัมพันธ์เท่านั้น ให้มหาวิทยาลัยดุลพินิจ แต่พอเสร็จส่งไป สกอ. บอกว่าไม่สัมพันธ์ อย่าง วิศวกรรมชีวการแพทย์ ถ้าเอาคนจบด้านนี้โดยตรงเป๊ะ มันก็ไม่มี หรือหลักสูตรป.โท นาฏศิลป์ไทย หาคนจบ ป.เอก นาฏศิลป์ไทย ก็ไม่สามารถหาได้"

ทั้งนี้ สกอ. ชี้แจงกับบีบีซีไทยว่า ผลงานทางวิชาการและการทำงานสามารถใช้พิจารณาเป็นคุณวุฒิของอาจารย์ได้ แต่มหาวิทยาลัยควรเปิดหลักสูตรก็ต่อเมื่อมีความพร้อมทางด้านบุคลากร เพื่อประโยชน์ของนักศึกษา และย้ำว่าการเปิดหลักสูตรใหม่เป็นอำนาจตัดสินใจและความรับผิดชอบของแต่ละมหาวิทยาลัย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักศึกษาวิชาแพทย์ทำความเคารพ "อาจารย์ใหญ่" ผู้บริจาคร่างกายให้พวกเขาใช้ศึกษา

อนาคตมหาวิทยาลัยไทย

ประเทศไทยกำลังกลายเป็นสังคมสูงวัย ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากอัตราเกิดที่ลดลงในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา และหมายถึงจำนวนนักศึกษาทั่วประเทศที่ลดลงอย่างมากในปัจจุบัน

นั่นทำให้การแข่งขันเพื่อแย่งนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยเข้มข้นขึ้น ขณะที่กำไรมีแนวโน้มลดลง นอกจากนี้รัฐบาลยังมีแนวคิดที่จะจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา แยกออกจากกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเพิ่มความคล่องตัวให้มหาวิทยาลัยไทยในการแข่งขันกับต่างชาติ

แต่นั่นอาจไม่พอที่จะแก้ไขปัญหาพื้นฐานของมหาวิทยาลัยไทย ตามความเห็นของ ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบัน ทีดีอาร์ไอ

"มหาวิทยาลัย มีองค์ประกอบแตกต่างกัน หลากหลายเหลือเกิน แต่ว่าทุกวันนี้ถูกรวมมาเป็นก้อนเดียวกัน ถูกปฏิบัติเหมือนกันหมด ไม่มีแรงจูงใจในการพัฒนา และยังไม่มีอิสระเท่าที่ควร" ดร.สมเกียรติ กล่าวในรายการ ในรายการ ที่นี่ ThaiPBS

การศึกษาของ ทีดีอาร์ไอ ยังระบุด้วยว่ามหาวิทยาลัยที่แตกต่างกันควรมีตัวชี้วัดที่ต่างกันไป เช่น มหาวิทยาลัยวิจัย ที่มีเป้าหมายศึกษาวิจัย ควรใช้อันดับทางวิชาการและงานวิจัยเป็นตัวชี้วัด ขณะที่มหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งมีหน้าที่สร้างโอกาสทางการศึกษา ควรจะวัดผลจากโอกาสที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังแนะนำให้หรือลดการกำกับดูแลลง เพื่อให้มหาวิทยาลัยมีอิสระมากขึ้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม