รัฐบาลไทยฝันเป็นศูนย์กลางผลไม้โลก นักวิชาการแนะแก้ปัญหา "ล้งจีน" ให้ได้ก่อน

  • 5 กุมภาพันธ์ 2018
มังคุด Image copyright AFP

การประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ในวันนี้ (6) รัฐบาลจะพิจารณาอนุมัติแผนพัฒนาไทยให้เป็นชาติมหาอำนาจด้านการค้าผลไม้เมืองร้อนโลก ดันจันทบุรีให้เป็น "มหานครผลไม้โลก" ในขณะที่นักวิชาการและภาคส่วนต่าง ๆ เรียกร้องให้จัดระเบียบบริษัทซื้อผลไม้ต่างชาติที่เข้ามาผูกขาดตลาดมากขึ้นในระยะหลัง รวมทั้งสนับสนุนองค์กรเกษตรท้องถิ่นให้แข็งแกร่ง

ก่อนหน้านี้ พล.ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยแผนผลักดันให้ไทยเป็นชาติมหาอำนาจด้านการค้าผลไม้เมืองร้อนของโลก โดยการประชุม คณะรัฐมนตรีนอกสถานที่ครั้งแรกของปีนี้ในจังหวัดจันทุบรีและตราดจะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือด้านมาตรฐานคุณภาพผลไม้ไทย และรวมทั้งบันทึกข้อตกลงเชื่อมโยงตลาดผลไม้ แหล่งผลิต และตลาดรองรับสำคัญระหว่างหอการค้าจังหวัดต่าง ๆ กับหอการค้า จ.ไพลินของกัมพูชาอีกด้วย

"ผลไม้ของไทยมีความหลากหลาย มีรสชาติโดดเด่น เป็นที่ต้องการของตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะมังคุดและลำไย โดยจ.จันทบุรี เป็นจังหวัดที่มีชื่อเสียงด้านผลไม้ และมีเป้าหมายเป็น "มหานครผลไม้โลก" แต่ยังมีข้อจำกัดด้านการผลิตและการตลาด ซึ่งรัฐบาลจะได้รับฟังปัญหาและร่วมกันแก้ไขภายใต้ยุทธศาสตร์การค้าผลไม้ครบวงจร" พล.ท. สรรเสริญกล่าว

Image copyright AFP

การส่งออกผลไม้ไทย

รศ. ดร. อัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะวิจัยเรื่อง "โครงการเชื่อมโยงสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์สู่ชายแดนประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศเพื่อนบ้าน:กิจกรรมศึกษาผลกระทบกรณีผู้ประกอบการรับซื้อผลไม้ชาวต่างด้าว(ล้งชาวต่างประเทศ)เข้ามาประกอบธุรกิจในแหล่งผลิตผลไม้ของไทย" กล่าวว่าไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะพัฒนาไปตามที่รัฐบาลประกาศออกมา ผลไม้ของไทยเป็นที่นิยมในตลาดต่างประเทศ "เนื่องจากมีรสชาติที่ดีกว่าคู่แข่ง ที่เห็นได้ชัดก็คือทุเรียน ที่คู่แข่งของเราคือมาเลเซีย แต่รสชาติของทุเรียนไทยก็ดีกว่าได้รับการยอมรับจากตลาดต่างประเทศมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด"

อย่างไรก็ตามเขาก็ชี้ว่ายังมีปัญหาภายในหลายประการที่ควรต้องแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การจัดระเบียบผู้ค้าต่างชาติที่เข้ามาประกอบการจัดซื้อผลไม้ในไทย เพื่อมิให้ทำลายกลไกตลาดภายใน

จากข้อมูลของกระทรวงพาณิชย์ชี้ว่าการส่งออกผลไม้สด แช่เย็น แช่แข็งและแห้งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นมาตลอด ในปี 2557 นั้นมีมูลค่าส่งออกอยู่ที่ 4 หมื่นกว่าล้านบาท ในปี 2560 พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 7.6 หมื่นล้านบาท โดยตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดตามตัวเลขนั้นก็คือ ประเทศเวียดนาม โดยปีที่แล้วไทยส่งผลไม้ไปยังเวียดนามเท่ากับ 3.4 หมื่นล้านหรือเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าส่งออกรวม

ส่วนจีนมาเป็นอันดับสอง ในขณะที่ฮ่องกง อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา ตามมาในอันดับที่สาม สี่ และ ห้า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศจีนต่างหากที่เป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของไทย รศ. ดร.อัทธ์ อธิบายกับบีบีซีไทยว่า ผลไม้ที่ส่งออกไปเวียดนามนั้นบริโภคภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 ที่เหลือนำไปแปรรูปหรือติดฉลากว่า เมด อิน เวียดนาม ส่งไปขายในจีน อาศัยความได้เปรียบทางด้านภาษี เพราะหากส่งผลไม้จากเวียดนามไปขายในจีนจะเสียภาษีเพียงแค่ร้อยละ 5 ในขณะที่ไทยต้องเสียภาษีในอัตราร้อยละ 13

การผูกขาดโดยล้งจีน

ความนิยมผลไม้ไทยในจีน ทำให้บริษัทนำเข้าชาวจีนเข้ามาตั้งโรงคัดบรรจุผลไม้จากเกษตรกรโดยตรง หรือที่ศัพท์ในวงการซื้อขายเรียกกันว่า "ล้ง" รศ. ดร.อัทธ์กล่าวว่าเหตุผลก็คือ รัฐบาลจีนส่งเสริมให้ธุรกิจของตนออกไปลงทุนประกอบการในต่างประเทศมากขึ้น ความต้องการเข้ามาติดต่อซื้อผลไม้ราคาถูกโดยตรง รวมทั้งการเปิดเสรีทางด้านสินค้าเกษตรของไทย ทำให้ล้งต่างชาติเข้ามาตั้งและกว้านซื้อผลไม้โดยเปิดเผย

กระแสของล้งจีนเริ่มมาแรงเมื่อ 5 ปีก่อน และเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ อย่างรวดเร็ว รายงานของศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศระบุว่า ปัจจุบันผู้ประกอบการล้งจีนในไทยมีจำนวน 1,090 ราย แบ่งเป็นผู้ค้าลำไย 473 ราย ทุเรียน 556 ราย และมังคุด 65 ราย ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออก เช่น ระยอง จันทบุรี (จำนวน 400 ราย) และตราด

Image copyright AFP

รายงานการศึกษาโดยคณะกรรมาธิการพานิชย์ การอุตสาหกรรม และการแรงงาน สภานิติบัญญัติแห่งชาติระบุว่ามีผู้ประกอบการชาวจีนหลายกลุ่มรับซื้อผลไม้และตั้งโรงคัดบรรจุหรือล้ง ผู้ประกอบการชาวจีนมีเงินทุนมากกว่าสามารถแข่งขันซื้อผลไม้กับล้งไทยในท้องถิ่นได้ดีกว่า ในที่สุดก็สามารถครอบงำตลาดการค้าผลไม้ของไทยได้ "จนเป็นที่หวาดหวั่นว่าล้งจีนจะสามารถผูกขาดการซื้อขายและเป็นผู้กำหนดราคาผลไม้ไทยในอนาคต" และอาจทำให้ธุรกิจค้าผลไม้ไทยประสบปัญหาวิกฤต

บทเรียนหนึ่งที่รายงานชี้ก็คือ กรณีลำไยในภาคเหนือ เมื่อเกิดราคาลำไยตกต่ำเมื่อปีที่แล้ว ภาครัฐออกมาตรการดึงราคาโดยกำหนดราคารับซื้อให้สูงขึ้น แต่ไม่สามารถช่วยเหลือได้เพราะผู้รับซื้อที่เป็นพ่อค้าจีนถึงร้อยละ 80 ได้รวมตัวกันหยุดรับซื้อลำไยทันที ดังนั้นจึงควรป้องกันมิให้สถานการณ์เดียวกันนี้เกิดขึ้นกับจันทบุรีอีก

ผอ.ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ ยังกล่าวด้วยว่าปัญหาที่ตามมาก็คือ "ล้งเจมส์ บอนด์" ที่มีตัวแทนถือกระเป๋าเข้ามาติดต่อชาวสวนให้ทำสัญญาด้วย แต่ไม่ทราบประวัติทางการเงินหรือความเป็นมา ซึ่งผลที่ตามมาก็คือมีคดีฟ้องร้องระหว่างชาวสวนผลไม้กับล้งต่างชาติสูงถึง 200 กว่าคดีแล้ว

Image copyright AFP

การแก้ไขปัญหา

รศ. ดร. อัทธ์เห็นว่าล้งต่างชาติก็มีประโยชน์ในแง่ดึงราคาผลไม้ขึ้น เพราะมีการแข่งขันกันซื้อ ทำให้เกษตรกรได้ราคาที่สูงขึ้น แต่หากปล่อยให้ล้งต่างชาติควบคุมตลาดได้ ในอนาคตย่อมสามารถกำหนดราคาได้ตามที่ต้องการ จะส่งผลต่อธุรกิจผลไม้ไทยทั้งระบบไม่ว่าจะเป็น เกษตรกรและกลุ่มเกษตรกร ผู้รวบรวมผลไม้ ธุรกิจโลจิสติกส์ไทย และผู้บริโภคชาวไทย

อย่างไรก็ตามเขาก็แนะว่าการแก้ไขปัญหาควรใช้วิธีได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย และ "องค์กรทางด้านเกษตรไทยต้องลุกมาทำเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหกรณ์การเกษตรของไทยต้องปรับตัวให้เข้าสู่ยุคใหม่ จะต้องมีองค์ความรู้ทางด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรอบรู้ในเรื่องตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ผู้ประกอบการรายใหญ่ก็ต้องเข้ามาช่วยด้วย ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ผู้ส่งออกรายใหญ่ ต้องเข้ามาแนะนำให้กับเกษตรกรและองค์กรการเกษตรต่าง ๆ " เขาแนะนำและเสริมว่าการปรับปรุงมาตรฐานกลางอย่างที่รัฐบาลกำลังจะทำเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อกำหนดมาตรฐานในการซื้อขาย และรัฐก็ควรลงมาช่วยจัดระเบียบ ควบคุมและดูแลการดำเนินงานของล้งต่างชาติให้เข้มงวด

นอกจากนี้นักวิชาการรายนี้ก็ยังเตือนด้วยว่า "ตัวเกษตรกรไทยเองอย่าผูกติดกับตลาดหนึ่งตลาดใด อย่าผูกติดกับล้งชาติใดชาติหนึ่งเท่านั้น และควรจะมีองค์ความรู้เรื่องตลาดต่างประเทศ อย่างเช่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ก็สนใจผลไม้ของไทยอยู่มาก"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม