กลุ่ม “คนอยากเลือกตั้ง” เข้ารับทราบข้อหา

  • 8 กุมภาพันธ์ 2018
กลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง"เข้ารับทราบข้อหา Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กิจกรรมการชุมนุมเมื่อ 27 ม.ค. ที่นำมาสู่การตั้งข้อหาประชาชน 39 คน จัดขึ้นที่สกายวอล์ค บริเวณลานหน้าห้างสรรพสินค้ามาบุญครอง (MBK) ทำให้ผู้ต้องหาเรียกตัวเองว่ากลุ่ม "MBK39"

ศาลอาญากรุงเทพใต้ และศาลแขวงปทุมวัน สั่งปล่อยตัวกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" ภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหาตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ของพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ด้าน "จ่านิว" พลิกเกมจัด "แฟลชม็อบ" แทนปราศรัยใหญ่ นัด "แต่งดำ" เต็มถนนราชดำเนิน และจุดสำคัญของต่างจังหวัดเพื่อแสดงพลังต้าน คสช. 10 ก.พ.นี้

นักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชน 34 จาก 39 คน ที่เรียกตัวเองว่ากลุ่ม "MBK39" หลังตกเป็นผู้ต้องหาคดีฝ่าฝืนมาตรา 7 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. 2558 กรณีร่วมกันชุมนุมสาธารณะในรัศมี 150 เมตร จากวังของพระรัชทายาท หรือของพระบรมวงศ์ตั้งแต่สมเด็จเจ้าฟ้าขึ้นไป เข้ารับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกครั้งที่ 2 ของพนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา จากกรณีร่วมกิจกรรม "นัดรวมพลประชาชนอยากเลือกตั้ง แสดงพลังต้านสืบทอดอำนาจ คสช." เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่บริเวณสกายวอล์ค แยกปทุมวัน

ที่น่าสนใจคือ มีการแจ้งข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมหรือมั่วสุมการเมืองเกินกว่า 5 คนขึ้นไป เพิ่มกับประชาชนกลุ่มนี้อีก 1 ข้อหา ทั้งที่ในหมายเรียกครั้งแรกไม่ปรากฏข้อหาดังกล่าว ทำให้วงเงินหลักทรัพย์ที่เตรียมไว้ยื่นขอประกันตัว เพิ่มจาก 2 หมื่นบาท เป็น 6 หมื่นบาทต่อราย ซึ่ง น.ส.ภาวินี ชุมศรี ทนายความ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ได้ระดมเงินทุนมา จนมีหลักทรัพย์เพียงพอในการยื่นประกันตัวประชาชนทุกคน

ผู้ต้องหาหลายคนระบุตรงกันว่าเหตุที่ถูกแจ้งข้อหาเพิ่ม เพราะรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กังวลว่าประชาชนจะเข้าร่วมชุมนุมในวันที่ 10 ก.พ. จำนวนมาก พร้อมตั้งคำถามว่าหากมีประชาชนไปชุมนุม 500 คน ตำรวจจะกล้าตั้งข้อหา หรือจับทุกคนเลยหรือ

"การชุมนุมวันที่ 10 ก.พ. เป็นการสนับสนุนคำพูดของนายกฯ ที่ประกาศว่าจะมีเลือกตั้งเดือน พ.ย. 2561 เป็นการทวงคำสัญญานี้ ขอถามว่าคนที่แสดงออกในทางสนับสนุนคำพูดนายกฯ สนับสนุนให้มีการเลือกตั้ง มันไปกระทบต่อความมั่นคงของชาติตรงไหน" นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้กล่าว

Image copyright Wasawat Lukhrang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ตกเป็นผู้ต้องหาในคดีนี้ เพราะมาสังเกตการณ์แล้วโพสต์เฟซบุ๊กกิจกรรมชุมนุมเมื่อวันที่ 27 ม.ค.

เช่นเดียวกับนายเดชรัต สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ผู้ต้องหาอีกคน ที่เห็นว่าการเพิ่มข้อหาให้ MBK39 เพื่อ "เติมเงื่อนไข" และทำให้เกิดความต่างจากกลุ่มชุมนุมสนับสนุน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ที่พอเข้ารับทราบข้อหาผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ ก็ได้รับการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ด้วยการวางหลักทรัพย์เพียง 3 พันบาท

ภายหลังเข้ารับทราบข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนแจ้งผู้ต้องหาทุกคนให้ไปพบที่ศาลเวลา 14.00 น. เพื่อขอฝากขังและผัดฟ้องต่อศาล โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ประชาชน 29 คน เดินทางไปที่ศาลแขวงปทุมวันเพื่อขอผัดฟ้อง โดยผู้ต้องหาได้เตรียมหลักทรัพย์ไว้รายละ 6 หมื่นบาทตามเกณฑ์ขั้นสูงสุด เพื่อยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวต่อศาล รวมเป็นเงิน 1.74 ล้านบาท (เฉพาะในส่วนแนวร่วมชุมนุม) แม้ก่อนหน้านี้ 2 วัน (5 ก.พ.) นายนพเกล้า คงสุวรรณ ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ข่าวสด หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนี้ ได้นำร่องเข้ารับทราบข้อกล่าวหา และถูกนำตัวไปขอฝากขังผัดฟ้องที่ศาลแขวงปทุมวัน ก่อนใช้หลักทรัพย์ 30,000 บาทประกันตัวออกมา

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนนักวิชาการเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสิทธิพลเมือง (คนส.) อ่านแถลงการณ์เรียกร้องให้ คสช. หยุดดำเนินคดีกับนักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชน 39 คน บริเวณหน้า สน.ปทุมวัน พร้อมระบุว่ามีนักวิชาการ 60 คนจาก 15 มหาวิทยาลัย พร้อมใช้ตำแหน่งทางราชการเป็น "นายประกัน" ให้ผู้ต้องหาคดีนี้

ต่อมาเวลา 15.45 น. ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลแขวงปทุมวันมีคำสั่งผัดฟ้องผู้ต้องหา 28 คน แล้วจะเรียกตัวอีกครั้งในภายหลัง ยกเว้นนายนพพร นามเชียงใต้ ที่ให้การรับสารภาพ ศาลนัดฟังคำพิพากษาวันที่ 8 มี.ค. ขณะนี้ทั้ง 29 คนได้รับการปล่อยตัวแล้วโดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ

อีกกลุ่มคือ บุคคลที่ถูกระบุว่าเป็นแกนนำ 5 จาก 9 คน ต้องเดินทางไปที่ศาลอาญากรุงเทพใต้เพื่อขอฝากขังและผัดฟ้อง เนื่องจากถูกตั้ง 3 ข้อหาคือ ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ, ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 และกระทำการยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ทั้งนี้พนักงานสอบสวนได้คัดค้านการประกันตัว ด้วยเหตุผลว่ามีการนัดชุมนุมในวันที่ 10 ก.พ. อาจก่อเหตุอันตรายประการอื่นขึ้นมาอีก ขณะที่ทนายความของทั้ง 5 คนขอให้ศาลไต่สวนคัดค้านคำร้องขอฝากขังของตำรวจ และได้เตรียมหลักทรัพย์ยื่นขอประกันตัวรายละ 2 แสนบาท

ต่อมาเวลา 19.10 น. ศูนย์ทนายเพื่อสิทธิมนุษยชนรายงานว่า ศาลได้ยกคำร้องขอฝากขังของพนักงานสอบสวน ให้ปล่อยตัวผู้ต้องหาทั้ง 5 คน เพราะมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่มีพฤติการหลบหนี และเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาด้วยตนเอง ส่วนที่พนักงานสอบสวนอ้างว่าจะไปร่วมชุมนุมแล้วก่ออันตราย เป็นการคาดเดาของพนักงานสอบสวนเท่านั้น

สำหรับกลุ่มแกนนำ 5 คน ที่เดินทางมารับทราบข้อหาวันนี้ ประกอบด้วย นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล, น.ส.ณัฏฐา มหัทนา, นายสุกฤษดิ์ เพียรสุวรรณ, นายวีระ สมความคิด และนายสมบัติ บุญงามอนงค์ โดย 2 คนหลังนี้ เพิ่งถูกตั้งข้อหาคดี 116 เพิ่มเติม หลัง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เดินทางมาตรวจสำนวนคดีนี้ด้วยตนเองเมื่อ 2 ก.พ. ที่ผ่านมา

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

นายเนติวิทย์ซึ่งสวมชุดนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาที่ สน.ปทุมวัน กล่าวว่า การถูกดำเนินคดีในครั้งนี้กระทบต่อการเรียน ทำให้ต้องแจ้งอาจารย์ขอเลื่อนสอบย่อยในช่วงบ่ายวันนี้ อย่างไรก็ตามโชคดีที่ทางมหาวิทยาลัย และอาจารย์ที่คณะรัฐศาสตร์เข้าช่วยเหลือทางคดี หรือแม้แต่คนที่เคยเห็นต่างกันอย่างสุดขั้ว ก็ยังเห็นด้วยกับการใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะถ้าตัวเขาโดนคดีทั้งที่ไม่ได้เป็นแกนนำการชุมนุม แต่เป็นผู้ไปสังเกตการณ์ วันหน้าประชาชนคนอื่น ๆ ก็โดนคดีได้เช่นกัน

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายเนติวิทย์ โชติภัทร์ไพศาล ยอมรับว่า "ตกใจ" ที่ถูกแจ้งข้อหาคดี 116 เพราะไม่ได้เปิดปราศรัยปลุกระดมประชาชนแต่อย่างใด

"ผมยินดีร่วมชะตากรรมกับเพื่อนอีก 8 คน ถือเป็นเกียรติของคน ๆ หนึ่งที่ได้ยืนยันและปกป้องการใช้สิทธิเสรีภาพของคนไทย" นายเนติวิทย์กล่าวและว่า เราเป็นคนเลี้ยงดูรัฐบาล รัฐบาลไม่มีสิทธิมาจับประชาชน เพียงเพราะเห็นต่าง หรือตั้งคำถามกับรัฐบาล

ขณะที่นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือจ่านิว แกนนำกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า START UP PEOPLE และประชาธิปไตยศึกษา แกนนำจัดการชุมนุม ไม่ได้เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ปทุมวัน แต่อย่างใด โดยอ้างว่าติดธุระด่วน อีกทั้งยังไม่เคยได้รับหมายเรียกทั้งครั้งที่ 1 และ 2

เขาระบุผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์นาน 36 นาที ช่วงค่ำวานนี้ (7 ก.พ.) ว่า "รู้สึกผิดนิดหน่อยที่ทำให้พี่น้องประชาชนที่ต่อสู้ร่วมกันมาต้องเดือดร้อน" และตั้งข้อสังเกตว่าการที่ตำรวจนำตัวประชาชนไปฝากขังผัดฟ้องที่ศาล เพราะต้องการสร้างความหวาดกลัวก่อนถึงวันที่ 10 ก.พ. หรือไม่

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ "จ่านิว"

อย่างไรก็ตามนายสิรวิชญ์ยืนยันเดินหน้าจัดกิจกรรมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล คสช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 10 ก.พ. ต่อไป โดยนัดหมายประชาชน "แต่งชุดดำ" เพื่อแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ว่าไม่พอใจ คสช. และเรียกร้องให้มีการเลือกตั้งภายในปีนี้ ส่วนในต่างจังหวัด ให้แต่งดำไปแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ตามสถานที่สำคัญและสวนสาธารณะ ซึ่งจะกำหนดสถานที่แล้วประกาศให้ทราบต่อไป

"รูปแบบจะเป็นแฟลชม็อบ ไม่ต้องมาชุมนุมหน้าเวที เพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน แต่เราจะสื่อสารกันผ่านโซเชียลมีเดีย เราจะเห็นภาพประชาชนยืนแต่งดำเต็มถนนราชดำเนิน โดยที่ตำรวจและทหารมาจับเราไม่ได้" นายสิรวิชญ์ระบุผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์

นายรังสิมันต์ โรม นักศึกษาปริญญาโท คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ และสมาชิกกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ากลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย (DRG) และนายอานนท์ นำภา ทนายความ ได้ส่งหนังสือขอเลื่อนเข้ารับทราบข้อกล่าวหาเป็นวันที่ 16 ก.พ. ส่วนนายเอกชัย หงส์กังวาน ไม่ได้ทำหนังสือขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

ด้าน พล.ต.อ.ศรีวราห์เดินทางมาที่ สน.ปทุมวัน เมื่อเวลา 11.53 น. ก่อนเปิดเผยว่า พนักงานสอบสวนพร้อมพิจารณาเหตุผลของบุคคลที่ทำหนังสือขอเลื่อนนัดเข้ารับทราบข้อกล่าวหาในวันนี้ แต่ถ้าใครไม่สมเหตุสมผล ก็ต้องออกหมายจับ พร้อมยืนยันในการดำเนินคดีกับทุกฝ่าย ยึดตัวบทกฎหมาย ไม่มีเกลียด รัก หรือโกรธใคร

ส่วนที่แกนนำจัดการชุมนุมนัดประชาชนแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ด้วยการแต่งชุดดำ แทนตั้งเวทีปราศรัย จะเข้าข่ายผิดกฎหมายหรือไม่นั้น พล.ต.อ.ศรีวราห์กล่าวว่า "ต้องไปเปิดพจนานุกรมดูว่าการชุมนุมคืออะไร แบบไหนคือเข้าเกณฑ์ ใครผิดก็ต้องรบผิดชอบ ศรีธนญชัยต้องมีเหตุมีผล"

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายรังสิมันต์ โรม ขณะเปิดปราศรัยที่สกายวอล์ค เมื่อ 27 ม.ค. โดยยื่น 4 เงื่อนไขถึงรัฐบาล คสช. ในจำนวนนี้คือจัดการเลือกตั้งภายในปี 2561

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม