รัฐยะไข่: ประชาชนทั้งเคืองแค้นและยากจน

  • 8 กุมภาพันธ์ 2018
มรัคอู ยามเย็น Image copyright Kidanan Suchinai Ngamdeevilaisak
คำบรรยายภาพ มรัคอู ยามเย็น

มรัคอู (หรือเมียวอู) เป็นเมืองเล็กๆ ริมแม่น้ำในรัฐยะไข่ของเมียนมา หากมองจากเนินเขาลงมา จะเห็นทิวทัศน์เสมือนดินแดนในฝันที่มีเจดีย์อายุเก่าแก่นับศตวรรษท่ามกลางหมอกสลับกับชุมชนเกษตร

ภาพความสวยงามเช่นนี้ หากเป็นที่อื่น ๆ ก็อาจเต็มไปด้วยนักท่องเที่ยว แต่ที่เมืองมรัคอู มีนักท่องเที่ยวเพียงหยิบมืออยู่ท่ามกลางวัดพุทธจำนวนมากให้ได้เยี่ยมชม

รัฐยะไข่ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของเมียนมาเป็นภูมิภาคที่อยู่ห่างไกลจากเมืองใหญ่ โครงสร้างพื้นฐานยังไม่ดี และในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีแต่พาดหัวข่าวเรื่องร้ายแรง แต่ประวัติศาสตร์ของเมืองนี้ สามารถช่วยอธิบายได้ว่าเหตุใด ที่ผ่านมารัฐยะไข่จึงประสบแต่ความรุนแรงทางศาสนา ซึ่งนำไปสู่การขับไล่ชนเชื้อสายโรฮิงญา และการทำลายล้างหมู่บ้านนับร้อยแห่งของคนเหล่านั้น

ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม

มัคคุเทศก์ชื่อนายตุน เน วิน เป็นคนรุ่นใหม่ที่หัวไวและเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง

คำบรรยายภาพ นายตุน เน วิน กล่าวว่าชาวรัฐยะไข่รู้สึกว่าไม่มีเสรีภาพ

เขาเป็นเลขาธิการประจำท้องถิ่นของพรรคแห่งชาติอาระกัน (เอเอ็นพี) ซึ่งอาศัยทั้งความขุ่นเคืองและความภาคภูมิใจของชาวรัฐยะไข่ที่นับถือศาสนาพุทธ เพื่อก้าวขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่

"รู้สึกเหมือนเรายังอยู่ภายใต้การปกครองแบบอาณานิคม" นายตุน เน วิน กล่าว "เพราะเราไม่มีอำนาจในการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง เราไม่รู้สึกว่ามีเสรีภาพ เพราะทุกอย่างขึ้นอยู่กับรัฐบาลที่รวบอำนาจ"

เมื่อปี 1784 ดินแดนที่เคยรู้จักกันในชื่ออาระกัน ถูกกองทัพของพระเจ้าปดุงหรือโบดอพญาเข้ายึดครอง มีชาวยะไข่จำนวนมากถูกจับเป็นทาส และบางส่วนหนีข้ามชายแดนเข้าไปยังฝั่งเบงกอลที่อยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ

คำบรรยายภาพ ในศตวรรษที่ 17 เมืองมรัคอู เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าที่สำคัญของเอเชีย

ดินแดนอาระกันตกอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษเป็นเวลา 42 ปี ก่อนที่อังกฤษจะรวบอำนาจการปกครองแบบอาณานิคมในพม่าได้ทั้งหมด ซึ่งในช่วงนั้นได้มีผู้อพยพจำนวนมากจากฝั่งเบงกอล เดินทางเข้ามาทำงานในอาระกัน ทำให้จำนวนประชากรชาวมุสลิมเพิ่มขึ้นและกลายเป็นรากฐานของความกลัวในหมู่ชาวยะไข่ ซึ่งผลักดันให้เกิดความขัดแย้งทางเชื้อชาติอย่างในทุกวันนี้

"เรารู้สึกว่ามันยากมากสำหรับชาวยะไข่ ที่ต้องตกอยู่ตรงกลางระหว่างสังคมที่จะหันไปนับถืออิสลามหรือนับถือพุทธ" นายตุน กล่าว "เราไม่มีอำนาจ เรายากจน เราแค่พยายามพัฒนาประชากรและรัฐ มันยากต่อการปกป้องอัตลักษณ์ของเรา บางทีอีก 50 หรือ 100 ปีข้างหน้า ยะไข่ ซึ่งเป็นชาติหนึ่งในประเทศนี้อาจจะหายไป"

ชุมชนที่ไม่มีตัวตน

เท่าที่ผ่านมา พรรคเอเอ็นพีของนายตุน ถูกกลุ่มสิทธิมนุษยชนกล่าวหาว่า เป็นชนวนเหตุของสถานการณ์ตึงเครียดเมื่อปี 2012 ซึ่งเป็นการปะทะระหว่างกลุ่มศาสนากับชาวโรฮิงญาที่นับถือศาสนาอิสลาม

ทั้งสองฝ่ายใช้ความรุนแรง แต่ประชากรชาวมุสลิมตกอยู่ในสถานะที่แย่กว่า โดยขณะนี้ถูกกองกำลังความมั่นคงจำกัดบริเวณให้อยู่ภายในหมู่บ้าน หรือแออัดกันอยู่ในค่ายพักพิงในสภาพแร้นแค้น

มรัคอู เป็นหนึ่งในเมืองที่เกิดการปะทะรุนแรง รวมถึงในหมู่บ้านยานเทียน ซึ่งนักวิจัยด้านสิทธิมนุษยชนระบุว่า มีชาวโรฮิงญา 70 คนรวมถึงเด็กถูกสังหาร

สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไปยังเมืองมรัคอู จะไม่ได้พบเห็นชาวมุสลิมเลย และป้ายที่สนามบินชิตตเว มีคำเตือนชาวต่างชาติว่าห้ามเข้าไปยังชุมชนเหล่านั้นโดยไม่ได้รับอนุญาต

ทีมผู้สื่อข่าวได้นั่งรถผ่านบริเวณที่มองจากถนนไปเห็นชาวมุสลิม แต่เนื่องจากมีตำรวจพิเศษสองนายคอยติดตามอยู่ตลอด จึงไม่สามารถเสี่ยงหยุดรถเพื่อลงไปพูดคุยได้

รัฐบาลเมียนมาให้เหตุผลของการแบ่งแยกสองชุมชนออกจากกัน โดยอ้างความเป็นศัตรูที่ชาวยะไข่รู้สึกกับเพื่อนบ้านชาวมุสลิม แต่การแบ่งแยกนี้เป็นเพียงข้อบังคับที่ใช้กับฝ่ายเดียว คือกับชาวโรฮิงญาและชาวมุสลิมที่เกี่ยวข้องกับความรุนแรง

คำบรรยายภาพ เมียนมามีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่จำนวนมาก รวมถึงชาวพุทธในรัฐยะไข่

อย่างไรก็ตาม ชาวรัฐยะไข่ยังคงรู้สึกว่ารัฐบาลไม่ได้เข้าข้างตนเอง โดยจากการพูดคุยกับชาวบ้านที่ชุมชนนอกเมืองมรัคอู มีเสียงวิจารณ์รัฐบาลอย่างรุนแรงที่ปล่อยให้รัฐยะไข่อยู่ในสภาพยากจน ถูกหาประโยชน์จากทรัพยากรของรัฐ รวมถึงกรณีเมื่อไม่นานนี้ ที่ชายเจ็ดคนถูกตำรวจยิงเสียชีวิตจากการประท้วงคำสั่งห้ามจัดพิธีรำลึกชัยชนะเมื่อปี 1784

หญิงรายหนึ่งกล่าวว่า "เราเกลียดตำรวจมากกว่าชาวเบงกาลี" ซึ่งคำว่า เบงกาลี เป็นชื่อเรียกชาวมุสลิมโรฮิงญาที่รัฐบาลเมียนมาเลือกใช้

ความยากจนกำลังผลักดันใช้ชาวรัฐยะไข่รุ่นใหม่จำนวนมากหันไปหางานทำที่อื่น จนกลายเป็นปัจจัยที่ย้ำถึงความกลัวว่าจะถูกประชากรชาวมุสลิมเข้ามาแทนที่

หญิงอีกรายหนึ่งกล่าวว่า ทั้งสองชุมชนเคยอยู่ร่วมกันเหมือนพี่น้องจนกระทั่งปี 2012 แม้จะไม่มั่นใจว่าแท้จริงแล้วการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นคืออะไร แต่ชาวบ้านเชื่อว่ารัฐบาลกลางมีส่วนเกี่ยวข้องในความล้มเหลว โดยในจำนวนข้อกล่าวหาเรื่องความโหดร้ายของชาวมุสลิม พวกเขาเชื่อว่าอาจจะมีทั้งส่วนที่เกิดขึ้นจริงและส่วนที่เป็นข่าวลือ

คำบรรยายภาพ คนรุ่นใหม่ย้ายออกจากรัฐยะไข่ไปหางานทำ

ปัญหาการใช้ยาเสพติดและแอลกอฮอล์ กำลังเป็นอีกปัจจัยที่ก่อให้เกิดผลเสีย โดยรัฐยะไข่ได้กลายเป็นเส้นทางที่สำคัญ ของการขนส่งยาเสพติดประเภทเมทแอมเฟตามีน จากทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมียนมา ผ่านบังกลาเทศไปยังอินเดียและตะวันออกกลาง

ความไม่พอใจของชาวรัฐยะไข่ต่อรัฐบาลพม่า ซึ่งมีมายาวนานในประวัติศาสตร์ ทำให้ความขัดแย้งทวีความซับซ้อนเป็นการต่อสู้จากสามด้าน

แม้ว่ากองทัพปลดปล่อยโรฮิงญาแห่งอาระกัน หรืออาร์ซา (ARSA) จะเป็นกลุ่มที่ได้รับความสนใจจากนานาชาติ แต่ในพื้นที่เดียวกันยังมีอีกกลุ่มติดอาวุธที่เรียกตัวเองว่ากองทัพอาระกัน (AA) ซึ่งอ้างว่ากำลังต่อสู้เพื่อสิทธิของชาวยะไข่เช่นกัน

ในช่วงสองปีที่ผ่านมากองทัพอาระกันได้สังหารทหารเมียนมาไปมากกว่าอาร์ซา ซึ่งชาวเมืองมรัคอู แสดงออกชัดเจนถึงความเห็นอกเห็นใจต่อกลุ่มติดอาวุธนี้ รวมถึงเล่าว่ามีชายวัยรุ่นจำนวนหนึ่งเพิ่งไปเข้าร่วมกับทางกลุ่มด้วย

คำบรรยายภาพ ชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ คิดเป็นประมาณร้อยละ 40 ของประชากรเมียนมา

คำถามเรื่องอัตลักษณ์

รัฐบาลเมียนมาให้สัญญาว่าจะปฏิบัติตามข้อเสนอแนะจากคณะกรรมการที่นำโดยนายโคฟี อันนัน อดีตเลขาธิการยูเอ็น เพื่อแก้ปัญหาในรัฐยะไข่

คณะกรรมการดังกล่างอ้างว่า การพัฒนาเศรษฐกิจเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยแก้ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชุมชนได้ แต่เน้นย้ำว่าต้องโน้มน้าวทั้งชุมชนชาวมุสลิมและชาวยะไข่ด้วยว่า ทั้งสองจะได้รับประโยชน์จากการพัฒนา

นอกจากนี้ คณะกรรมการโต้แย้งว่าจะต้องเลิกการกดขี่ชาวมุสลิมและต้องให้การรับรองสัญชาติกับคนเหล่านี้ ซึ่งนี่เป็นข้อเรียกร้องเดียวกับที่ผู้ลี้ภัยในบังกลาเทศเสนอในการย้ายกลับ

อย่างไรก็ตาม ทีมของผู้สื่อข่าวไม่พบชาวยะไข่ในเมืองมรัคอูสักคนเดียว ที่ยอมรับข้อเรียกร้องดังกล่าว โดยพวกเขาเชื่อมั่นว่าจำนวนประชากรชาวมุสลิมที่เพิ่มขึ้น เป็นผลมาจากการอพยพเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายจากบังกลาเทศ และจากการที่ชาวมุสลิมมีครอบครัวใหญ่

คำบรรยายภาพ ชาวมุสลิมโรฮิงญา เป็นประชากรผู้นับถือศาสนาอิสลามกลุ่มใหญ่ที่สุดในเมียนมา

นี่เป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขาคัดค้านคำว่า โรฮิงญา โดยคิดว่าการใช้คำนี้เป็นกลยุทธของชาวมุสลิมในรัฐยะไข่ เพื่อเรียกร้องการรับรองสถานะชนกลุ่มน้อย เพื่อให้ได้ตั้งรัฐโรฮิงญาแยกต่างหากขึ้นบริเวณชายแดนที่ติดกับบังกลาเทศ ซึ่งชาวพุทธในรัฐยะไข่เชื่อว่าจะนำไปสู่การสิ้นสุดของอัตลักษณ์ของตนในที่สุด

ด้านรัฐบาลเมียนมา มีความพยายามเพียงน้อยนิด ที่จะเปลี่ยนทัศนคติดังกล่าว ซึ่งกำลังกลายเป็นมุมมองของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

นอกจากนี้ ชาวยะไข่ยังกลัวว่า ชาวโรฮิงญาที่ถูกขับไล่ออกจากพื้นที่จะกลายเป็นกลุ่มติดอาวุธที่มีเจตนากลับมาล้างแค้น

ในขณะนี้ การส่งกลับผู้ลี้ภัยดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ แต่หากเกิดขึ้นจริง ก็นับเป็นเรื่องยากที่จะโน้มน้าวให้ชาวยะไข่เชื่อได้ว่านี่ไม่ได้เป็นแผนของรัฐบาลกลางเมียนมาเพื่อต่อต้านพวกเขา

อย่างไรก็ตาม ทีมผู้สื่อข่าวได้พบกับชาวโรฮิงญาโดยบังเอิญหลังจากที่ผละออกจากตำรวจติดตามได้ โดยคนกลุ่มนี้กำลังเก็บพืชผลทางการเกษตรอยู่ใกล้กับถนนใหญ่

ชาวโรฮิงญากลุ่มนี้เป็นครอบครัวค่อนข้างมีฐานะ มีไร่และปศุสัตว์เป็นของตัวเอง พวกเขาเล่าว่ารู้สึกกลัวตำรวจและชาวพุทธอยู่ตลอดเวลา แต่ไม่ได้อพยพไปยังบังกลาเทศ ส่วนหนึ่งเพราะอยู่ไกลจากชายแดนและไม่มั่นใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นในระหว่างการเดินทาง แต่พวกเขาเชื่อว่าในที่สุดแล้วก็อาจจะต้องทิ้งบ้านไป

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม