คราฟท์เบียร์ไทย แค่คิดก็ผิดแล้ว?

  • นันท์ชนก วงษ์สมุทร์
  • ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย
จินตนาถ่ายรูปคู่กับเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิต

ที่มาของภาพ, OUTLAW BREWING

คำบรรยายภาพ,

"เอาท์ลอว์" ถูกปรับจากกรมสรรสามิตในข้อหาครอบครองสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ในขณะที่ผู้ผลิตเบียร์รายย่อยดังกล่าวให้เหตุผลว่า เบียร์ที่ผลิตนั้นเพื่อคิดค้นสูตรเบียร์ในไทย ก่อนที่จะนำไปผลิตอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศ

ในรอบ 2 ปีที่ผ่านมา มีเบียร์สัญชาติไทยประมาณ 30 รายย้ายฐานไปผลิตในต่างประเทศ เพราะกฎหมายไทยไม่เอื้อให้ผู้ผลิตเบียร์รายย่อยทำเช่นนั้นในประเทศได้ แต่ถึงอย่างนั้นการดำเนินคดีกับนักปรุง นักทดลองและผู้ผลิตรายย่อยเหล่านั้นยังเกิดอยู่ โดย "เอาท์ลอว์" เป็นเบียร์ไทยรายล่าสุดที่ถูกปรับเพราะทดลองคิดค้นสูตรเบียร์ในเมืองไทย แม้จะนำสูตรที่ได้ไปผลิตอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศก็ตาม

เบียร์ที่ถูกต้มอยู่ในถังแสตนเลส ถูกนำไปใส่ในถังหมักที่ดัดแปลงจากถังพลาสติก ขนาด 20 ลิตร 4 ถัง เพื่อทิ้งไว้เป็นเวลา 3 อาทิตย์ ก่อนที่จะลิ้มลองรสชาติ

ไมเคิล โรเบิร์ตส์ วางแผนไว้ว่าในอีก 2 เดือนเขาจะบินไปกัมพูชา ที่ ๆ เขาผลิตเบียร์อยู่แล้ว 3 รสภายใต้ยี่ห้อเอาท์ลอว์ เพื่อผลิตเบียร์ตัวใหม่ที่เขากำลังทดลองที่ร้านในไทยอยู่ตอนนี้ ก่อนจะส่งกลับมาขายในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

แต่แล้วเมื่อวันที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่จากกรมสรรพสามิตได้เข้าตรวจค้นบาร์ของเขาซึ่งตั้งอยู่ในตึกแถว 4 ชั้น ซึ่งต่อมาได้ดำเนินคดีฐานครอบครองสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต และถูกปรับเป็นเงิน 5,000 บาท

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เอาท์ลอว์ เบียร์สัญชาติไทย ซึ่งมีสำนักงานอยู่ใน อ.เมือง จ.เลย ถูกดำเนินคดีในระหว่างที่ทดลองค้นสูตรเบียร์ที่เหมาะสม ก่อนการนำสูตรดังกล่าวไปผลิตอย่างถูกกฎหมายในต่างประเทศ

ก่อนหน้านั้นเมื่อเดือน ต.ค. ปีที่แล้ว เจ้าหน้าที่จากกรมสรรพสามิตกว่า 10 คน พร้อมหมายศาล ได้เข้าตรวจค้นร้าน ก่อนที่จะปรับเป็นเงิน 50,000 บาท ในข้อหาขายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ถือว่าเป็นผู้ผลิตเบียร์เจ้าแรกที่ถูกปรับภายใต้กฎหมายใหม่ ที่มีการขึ้นค่าปรับสูงสุดจาก 5,000 บาทเป็น 50,000 บาท

"ไม่มีใครในวงการคราฟท์เบียร์เข้าใจเลยว่าเพราะอะไรพวกเราที่ จ.เลย ถึงถูกปรับ" ไมเคิลกล่าว

ที่มาของภาพ, OUTLAW BREWING

คำบรรยายภาพ,

จินตนา สีวัดทานัง กำลังจ่ายค่าปรับที่สำนักงานสรรพสามิต จ.เลย

หลังการเป็นข่าวดังของ เท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร หนุ่มเจ้าของวลี #ผมชอบเบียร์ ที่ถูกจับเพราะต้มเบียร์ในบ้าน เมื่อเดือน ม.ค. ปีที่แล้ว กระแสคราฟท์เบียร์ไทยนอกกฎหมายเริ่มซาลง หลายยี่ห้อย้ายไปต้มและหมักกันนอกประเทศ และส่งกลับเข้ามาโดยมีอากรแสตมป์อย่างถูกกฎหมาย ยอมจ่ายภาษีที่แพงกว่าเพื่อให้ได้สถานะคราฟท์เบียร์ต่างประเทศ แทนที่จะต้องต้มเบียร์ในบ้าน(home brewing) และนำไปแอบขายอย่างผิดกฎหมาย

พูดได้เต็มปากกว่า คราฟท์เบียร์ไทยเข้าสู่ยุคเฟื่องฟูอย่างแท้จริง เพราะยี่ห้อที่ถูกกฎหมายมีการวางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือร้านอาหาร แต่ในอีกด้านหนึ่ง ซึ่งน้อยคนจะรู้คือ เจ้าของเบียร์ถูกกฎหมายเหล่านั้น ยังเผชิญความยากลำบากจากกฎหมายสุราที่ไม่เอื้อให้พวกเขาพัฒนาตัวเองได้อย่างแท้จริง

ไปต่างประเทศ

เอาท์ลอว์ (Outlaw) ซึ่งแปลตรงตัวว่า "นอกกฎหมาย" ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน ต.ค. 2558 โดยไมเคิลและภรรยา จินตนา สีวัดทานัง โดยในช่วงแรกเป็นการต้มและหมักเบียร์แบบ "ใต้ดิน" ในร้านที่พวกเขาเปิดเป็นร้านขายไอศครีม โดยขายให้ลูกค้าที่คุ้นเคยกันในราคาขวดละ 100 บาท

"ตอนนั้นผมยังไม่รู้เลยว่าจะขายออกสักขวดไหม" ไมเคิล วัย 45 ปี กล่าว

ที่มาของภาพ, OUTLAW BREWING

ไมเคิลเป็นชายสัญชาติแคนาดาที่มาอาศัยอยู่ที่ จ.เลยเมื่อ 7 ปีที่แล้ว ก่อนหน้านั้นเขาเรียนจบปริญญาตรีด้านชีวเคมีจากมหาวิทยาลัยวิคตอเรียที่บ้านเกิด เคยทำงานวิจัยเกี่ยวกับการป้องกันการนำเชื้อแบคทีเรียไปใช้ในการผลิตอาวุธชีวภาพ

เอาท์ลอว์เริ่มผลิตอย่างถูกตั้งตามกฎหมายครั้งแรกเมื่อเดือน เม.ย. ปีที่แล้ว ที่โรงเบียร์ Kingdom Breweries ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่เบียร์ไทยหลายยี่ห้อเริ่มหันไปพึ่งโรงเบียร์ต่างประเทศในการผลิต

ในปี 2559 มีผู้ประกอบการรายย่อยไปผลิตเบียร์ในต่างประเทศ 8 ราย และปัจจุบันได้เพิ่มขึ้นกลายเป็นประมาณ 30 ราย

แม้ว่ากรมสรรพสามิตจะไม่มีข้อมูลตัวเลขว่าภาษีที่รัฐบาลได้จากการนำเข้าเบียร์ดังกล่าวคิดเป็นจำนวนเงินเท่าใด แต่ผู้ประกอบการหลายรายต่างประเมินว่าน่าจะอยู่ในเกณฑ์หลายร้อยล้านบาทต่อปี

เอาท์ลอว์เองคาดการณ์ว่าในปีหน้าจะต้องจ่ายภาษีค่านำเข้าเบียร์เพื่อขายในประเทศไทยประมาณ 5-10 ล้านบาท

ที่มาของภาพ, OUTLAW BREWING

คำบรรยายภาพ,

โรงเบียร์ Kingdom Breweries ที่กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา

ณัฐกร อุเทนสุต โฆษกกรมสรรพสามิต กล่าวกับบีบีซีไทยว่า กรมฯ อนุญาตให้มีการผลิตเบียร์ได้ในสองกรณี คือ ในโรงเบียร์ขนาดใหญ่ ภายใต้กำลังการผลิตอย่างน้อย 10 ล้านลิตรต่อปี และทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท หรือผับที่ขายเบียร์ซึ่งผลิตที่ร้าน (brew pub) เช่น โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง ที่มีกำลังผลิตอย่างน้อย 100,000 ลิตรต่อปี และมีทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท

"ส่วนคราฟท์เบียร์ เราไม่อนุญาตให้ผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นเบียร์สำเร็จรูป เพราะฉะนั้นการผลิตในประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นผิดกฎหมาย แม้ว่าจะเป็นการทดลองสูตรก็ตาม" เขากล่าว "แต่ในอนาคตเรามีแนวคิดว่าอาจจะเปิดให้เป็น brew pub คือ ให้หลาย ๆ เจ้าร่วมกันผลิตในสถานที่นั้น ในขณะเดียวกันเอาไปขายตามสาขาตัวเองได้ แต่ไม่ได้บรรจุขวด"

การหมักเบียร์เองในบ้าน (home brew) ตามพระราชบัญญัติสุรา พ.ศ. 2493 ได้ระบุโทษปรับ 200 บาท และปรับ 5,000 บาทสำหรับขายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่กฎหมายใหม่ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือน ก.ย. ปีที่แล้ว ได้เพิ่มค่าปรับสำหรับการผลิตโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็น 100,000 บาท หรือจำคุก 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนค่าปรับสำหรับการขายสุราโดยไม่ได้รับอนุญาตได้เพิ่มขึ้นเป็น 50,000 บาท ส่วนการครอบครองสุราโดยไม่ได้รับอนุญาต ได้มีการเพิ่มค่าปรับจาก 1,000 บาทเป็น 10,000 บาท

บีบีซีไทยได้สอบถามกรมสรรพสามิตถึงตัวเลขผู้ที่ถูกปรับเพราะหมักเบียร์ที่บ้าน แต่กรมฯ แจ้งว่าไม่มีตัวเลขเฉพาะเจาะจงดังกล่าว

ผู้ประกอบการคราฟท์เบียร์สัญชาติไทยหลายรายที่ผลิตในต่างประเทศ บอกกับบีบีซีไทยว่า ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์บางรายแม้จะมียี่ห้อและเสียภาษีอย่างถูกกฎหมายแต่ยังคงผลิตเบียร์เถื่อนออกมาขายควบคู่กันไปเพราะทำกำไรได้มากกว่า ซึ่งเอาท์ลอว์ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเกี่ยวกับผู้ประกอบการรายอื่น แต่กล่าวว่า ตนเลือกที่จะต้มแบบถูกกฎหมาย เพราะใช้แรงงานน้อยกว่า ปลอดภัยกว่า ได้คุณภาพกว่า และสามารถต้มเบียร์ในปริมาณที่เพียงพอที่จะขายในบาร์และซุเปอร์มาร์เก็ต

ทดลองเบียร์

ที่มาของภาพ, OUTLAW BREWING

คำบรรยายภาพ,

ไมเคิลกำลังใส่ส่วนผสมของฮอปส์ ซึ่งเป็นวัตถุดิบชนิดหนึ่งในการทำเบียร์

ในการต้มและหมักเบียร์เพื่อผลิตขายในแต่ละครั้ง ไมเคิลต้องเดินทางไปที่โรงเบียร์ที่กรุงพนมเปญทั้งหมด 3 รอบ โดยครั้งสุดท้ายจะเป็นขั้นตอนการบรรจุขวด ก่อนที่จะส่งกลับมาขายในไทย

เขากล่าวว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำเบียร์ตัวใหม่ ๆ ออกมาได้โดยที่ไม่มีการทดลองก่อน เขาเองจะไม่จ้างให้บริษัทผลิตเบียร์ให้เขาจนกว่าจะคิดค้นจนได้สูตรที่พอใจ 100% ขั้นตอนที่เขาทำคือ ไมเคิลจะคิดค้นสูตรเพื่อให้ brewmaster ซึ่งเปรียบเสมือนหัวหน้าเชฟของโรงเบียร์ เป็นคนต้ม โดยมีไมเคิลเป็นผู้ควบคุมการผลิต

ไมเคิลอธิบายว่า สาเหตุที่มีตัวทดลองออกมาจำนวนมาก เพราะว่าในการต้มทดลองครั้งหนึ่งต้องต้มในปริมาณค่อนข้างมาก เพื่อจะได้คำนวนสูตรออกมาให้ได้ชัดมากที่สุด เพราะโรงงานที่ต้มจริงมีขนาดใหญ่

"ถ้าไม่สามารถที่จะทดลองสูตร ก็คงเสี่ยงที่บริษัทจะลงทุนเงินเป็นล้านบาทเพื่อที่จะจ้างต้มเบียร์ 10,000 ลิตรโดยไม่รู้ว่ารสชาติเบียร์จะออกมาเป็นอย่างไร" เขากล่าว "ปัจจุบันการต้มเบียร์เพื่อทดลองมีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตคราฟท์เบียร์จะต้องผลิตเบียร์รสชาติใหม่ ๆ อยู่ตลอดเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการความแปลกใหม่อยู่เรื่อย ๆ"

ปัจจุบันเอาท์ลอว์ผลิตเบียร์อยู่ 3 ตัว ด้วยกำลังการผลิตประมาณ 10,000 ลิตรต่อครั้ง โดยสินค้ามีการวางขายที่บาร์กว่า 100 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่ง

แม้ว่าเอาท์ลอว์จะถูกปรับถึงสองครั้งในเวลาไม่ห่างกันมากนัก แต่ไมเคิลก็ไม่เกรงกลัวที่จะทดลองสูตรเบียร์ต่อไป เนื่องจากยอมเสี่ยงที่จะจ่ายค่าปรับมากกว่าที่จะเสียเงินเป็นหลักล้านกับการลงทุนผลิตที่ต่างประเทศที่ไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร

แต่ถึงกระนั้นเขาก็มีทางออกสำรองเตรียมไว้แล้ว โดยได้รับการแนะนำจากต้นกล้า นิยมตรุษะ จาก "โจ๋เบียร์" ที่ในอดีตก็เคยถูกปรับเพราะต้มเบียร์ที่ร้านถึง 4 ครั้งด้วยกัน ทำให้ปัจจุบันเอาท์ลอว์มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏเลยที่จะสอนคอร์สต้มเบียร์ภายใต้หลักสูตรวิทยาศาสตร์การอาหาร ซึ่งจะทำให้เอาท์ลอว์ได้มีโอกาสทดลองต้มเบียร์ที่นั่น คาดว่าจะเริ่มได้อย่างเร็วที่สุดในเดือน พ.ค.

เช่นเดียวกับ Triple Pearl Brewing ที่ปัจจุบันได้หาทางออกสำหรับการทดสอบเบียร์ โดยในเดือนหน้าจะสอนหลักสูตรต้มเบียร์ที่ภาควิชาวิทยาศาสตร์การอาหาร คณะวิทยาศาสตร์ มหาลัยบูรพา

เจษฎา ชื่นศิริกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Triple Pearl Brewing กล่าวว่า กฎหมายรองรับให้สามารถทดลองต้มเบียร์ได้ในสถานศึกษา เพื่อเป็นการศึกษาวิจัย ทั้งนี้ ตนคิดว่าการศึกษาดังกล่าวจะเป็นการเปิดช่องทางให้คนได้ทดลองทำเบียร์ในต่างประเทศได้

ที่มาของภาพ, TRIPLE PEARL

คำบรรยายภาพ,

เจษฎา ชื่นศิริกุล ผู้ร่วมก่อตั้ง Triple Pearl Brewing

"ตอนที่เราลงมือทดลอง มันจะได้ชิม ได้กลิ่น เรื่องของรส สัมผัสที่ชัดเจน และตรงตามที่เราทำได้หรือเปล่า และต้องทำด้วย เพราะถ้าไม่ทดลองขนาดเล็กก่อน ถ้าทำออกมาแล้วไม่ได้ตรงตามที่ใจต้องการหรือผิดเพี้ยนไป ก็เป็นมูลค่า" เขากล่าว

ปัจจุบัน Triple Pearl ผลิตเบียร์อยู่สองรสชาติที่โรงเบียร์ Stone Head ที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ด้วยกำลังการผลิต 40,000 ลิตรต่อปี โดยเปิดตัวครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อเดือน ก.พ. ปีที่แล้ว หลังจากที่ต้มเบียร์มาเป็นเวลา 3 ปีที่ จ.ชลบุรี

บูมในเอเชีย (ยกเว้นไทย)

แม้ว่าผู้ผลิตคราฟท์เบียร์ไทยหลายรายมองว่ากฎหมายไทยเอื้อต่อโรงเบียร์รายใหญ่ในประเทศ แต่อีกสิ่งหนึ่งที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือ โรงเบียร์ต่างประเทศรายใหญ่ที่กำลังมองเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นตลาดสำคัญในอนาคต

ยกตัวอย่างเช่น BrewDog ผู้ผลิตคราฟท์เบียร์สัญชาติสกอตแลนด์ที่เพิ่งประกาศแผนที่จะเปิดโรงเบียร์ในประเทศออสเตรเลีย

ที่มาของภาพ, WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ไบรอัน บาทัช ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เบียร์วานา (ไทยแลนด์) จำกัด ตัวแทนจำหน่ายคราฟท์เบียร์ กล่าวว่า มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตจะไปตั้งโรงเบียร์ที่ประเทศใดประเทศหนึ่งที่ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี หรือ เอฟทีเอ กับอีกประเทศ แล้วส่งออกเบียร์ไปยังประเทศนั้น ๆ เพื่อไม่ต้องเสียภาษี

"คราฟท์เบียร์กำลังบูมในภูมิภาค ยกเว้นที่ไทย" ไบรอัน กล่าว "ลองคิดดูว่า ประเทศไทยจะสูญเสียโอกาสอะไรบ้างท่ามกลางสภาวะที่ต่างประเทศหลาย ๆ ประเทศอนุญาตให้ชาวต่างชาติลงทุน [ในโรงเบียร์]"

ไบรอันกล่าวว่า มีโรงเบียร์หลายแห่งที่ลงทุนในเวียดนามและกัมพูชา เนื่องจากกฎหมายเอื้อต่อการเปิดโรงเบียร์ในประเทศ โดยในเวียดนามเองมีโรงเบียร์อย่างน้อย 20 แห่งที่ก่อตั้งขึ้นในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยส่วนมากมีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ

ที่มาของภาพ, BRIAN BARTUSCH

คำบรรยายภาพ,

ไบรอัน บาทัช ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท เบียร์วานา (ไทยแลนด์) จำกัด

ในอีกด้านหนึ่ง นักต้มเบียร์รายย่อยต้องเผชิญกับอุปสรรคหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้อจำกัดทางด้านกฎหมาย และการต้มเบียร์ในจำนวนที่น้อยเมื่อเทียบกับโรงเบียร์เจ้าใหญ่ ๆ ทำให้ต้นทุนในการผลิตมีมากกว่า

"ดังนั้นถึงแม้ว่าเราเป็นบริษัทไทย แต่เราไม่มีข้อได้เปรียบเมื่อแข่งขันภายในประเทศ" ไมเคิล เจ้าของเอาท์ลอว์ กล่าว "สิ่งที่อาจจะเห็นหากกฎหมายไม่มีการเปลี่ยนแปลง คือ ตลาดคราฟท์เบียร์ไทยถูกครอบงำโดยแบรนด์ต่างชาติ ในขณะที่อุตสาหกรรมคราฟท์เบียร์ในประเทศต้องดิ้นรน"