นักประวัติศาสตร์ติงชุดชาวต่างชาติในละครบุพเพสันนิวาสผิดยุคไปเกือบ 200 ปี

  • 8 มีนาคม 2018
ตัวละครในเรื่อง บุพเพสันนิวาส Image copyright Broadcast Thai Television/ ช่อง 3

นักประวัติศาสตร์ด้านเครื่องแต่งกายชี้ "บุพเพสันนิวาส" ละครย้อนยุคที่กำลังได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้ จัดเสื้อผ้าตัวละครชาวต่างชาติผิดยุคสมัยไปเกือบ 200 ปี ด้านผู้จัดยอมรับข้อบกพร่อง แม้นพยายามค้นคว้าข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ ตามหลักฐานที่มีอยู่แล้ว

"เครื่องนุ่งห่มในเรื่องนี้ ในส่วนของชาวสยามมีการวิจัยและจัดทำได้สวยงามเหมาะสม แม้ว่าจะมีการใช้ผ้านุ่งจากประเทศราช และหัวเมืองทางเหนือมาใช้ร่วมด้วย เป็นการสื่อสารได้อย่างดีถึงความสัมพันธ์ของผู้คนและชาติพันธุ์ในสมัยนั้น ทว่าตัวละครที่ไม่ใช่คนสยามนั้นกลับพบว่ามีข้อบกพร่อง เรื่องการออกแบบ การตัดเย็บและการใช้ผ้าที่ถูกลักษณะ" ลุพธ์ อุตมะ นักออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้เคยเข้าชิงรางวัล Emmy Award เมื่อปี 2009 กับภาพยนตร์เรื่อง "The House of Saddam" บอกกับบีบีซีไทย

ลุพธ์เล่าว่าติดตามละครเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ตอนแรก และได้ตั้งข้อสังเกตเรื่องการออกแบบเครื่องแต่งกายของตัวละคร เพราะเป็นความสนใจส่วนตัว เนื่องจากเขาก็เคยมีประสบการณ์ทำงานในตำแหน่ง "ผู้ดูแลเสื้อผ้าและถ่ายทำ" ของกองถ่ายภาพยนตร์ตะวันตกชื่อดังหลายเรื่อง เช่น The Duchess (2008) ของบีบีซี และล่าสุดก็คือภาพยนตร์เรื่อง "Aladdin" ของค่ายวอลท์ ดิสนีย์ ที่คาดว่าจะออกฉายในปี 2019

สิ่งที่นักวิชาการและนักออกแบบผู้คร่ำหวอดในวงการบันเทิงต่างประเทศผู้นี้สะท้อนให้เห็นจากละคร บุพเพสันนิวาส ก็คือ ยังมีข้อบกพร่องด้านออกแบบเครื่องแต่งกายตัวละครที่เป็นชาวต่างชาติในสมัยนั้น อย่างเช่น คอนสแตนติน ฟอลคอน (Constantine Phaulkon) และมาเรีย กีมาร์ (Maria Guyomar de Pinha) เนื่องจากรูปแบบหรือ แพทเทิร์นเป็นแบบสมัยใหม่และผิดสัดส่วนเป็นอย่างมาก

Image copyright Broadcast Thai Television/ช่อง 3
คำบรรยายภาพ ชุดแต่งกายของ คอนสแตนติน ฟอลคอน ซึ่งรับบทโดย หลุยส์ สก๊อต ในละครเรื่องนี้ถูกมองว่ามีการออกแบบตัดเย็บรวมทั้งทรงผมคล้าย ๆ สมัยวิคตอเรียตอนต้น

"สำหรับตัวละครทั้งสอง โครงร่างเงาทั้งเสื้อผ้าและทรงผม อาจจะคล้าย ๆ สมัยวิคตอเรียตอนต้นราว ค.ศ.1830-40 ซึ่งผิดยุคไปเกือบ 200 ปี และคาดว่าอาจจะเป็นปัญหาเรื่องโครงสร้างและความเข้าใจประวัติศาสตร์เครื่องแต่งกายของยุโรป เนื่องจากวิชาประวัติศาสตร์แฟชั่นยุโรปในประเทศไทยมีการเรียนการสอนไม่กี่แห่ง" ลุพธ์อธิบายเพิ่มเติม

มีข้อจำกัดนะออเจ้า

ขณะที่ "กิจจา ลาโพธิ์" หัวหน้าฝ่ายออกแบบเครื่องแต่งกายในละครบุพเพสันนิวาส กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เสื้อผ้าชาวต่างชาติในละครเป็นเรื่องที่ยากที่สุดเรื่องหนึ่ง การออกแบบพัฒนาขึ้นจากข้อมูลที่ค้นคว้า และพยายามที่จะทำให้ใกล้เคียงกับความเป็นข้อเท็จจริงมากที่สุด แต่ก็ได้เพิ่มรายละเอียดเพื่อความสวยงามและให้เหมาะสมกับตัวนักแสดง

Image copyright Broadcast Thai Television/ช่อง 3
คำบรรยายภาพ บริบทในละครล้วนเกิดจากการศึกษาจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ โดยเกิดขึ้นในรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช (ค.ศ. 1656-1688 หรือ พ.ศ. 2199-2231)

ข้อจำกัดประการหนึ่งคือ เหตุการณ์ในละครเกิดขึ้นในสมัยอยุธยา รัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ซึ่งไม่มีภาพถ่าย เหมือนในช่วงหลังรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ของสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

"ดังนั้นข้อมูลที่ได้ส่วนใหญ่ ก็จะมาจากบันทึกต่างๆ เช่น "จดหมายเหตุ ลา ลูแบร์ ราชอาณาจักรสยาม" พงศาวดาร จากภาพเขียนจิตรกรรมต่างๆ สมุดข่อยสมุดไทย ภาพจิตรกรรมฝาผนัง ตู้พระธรรมเขียนลายทองเก็บหนังสือใบลาน" กิจจาระบุ ในส่วนที่มีนักวิชาการติติงมาส่วนนี้ยังไม่ทราบ

Image copyright Broadcast Thai Television / ช่อง 3
คำบรรยายภาพ "คุณไม่สังเกตหรือว่า ทำไมตัวละครนำในเรื่องนี้ฟันไม่ดำ ทั้งๆ ที่ข้าทาสบริวารแต่ละคนต่างฟันดำเพราะกินหมากกัน..." กิจจาเล่า

สิ่งหนึ่งที่เหนือการควบคุมของฝ่ายเครื่องแต่งกายคือ ข้อจำกัดหรือความต้องการส่วนตัวของนักแสดงแต่ละคน รวมไปถึงนโยบายของสถานีที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ของตัวละครเอกให้ดูแตกต่างจากตัวละครตัวอื่นๆ

"คุณไม่สังเกตหรือว่า ทำไมตัวละครนำในเรื่องนี้ฟันไม่ดำ ทั้งๆ ที่ข้าทาสบริวารแต่ละคนต่างฟันดำเพราะกินหมากกัน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสมัยนั้น" กิจจาเล่า

อย่างไรก็ตาม จากกระแสที่เกิดขึ้นก็ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านเครื่องแต่งกายสำหรับละครย้อนยุค ที่การันตีฝีมือด้วยรางวัลนาฎราชจากละครหลายเรื่อง อาทิ ขุนศึก ลูกทาส และข้าบดินทร์ยอมรับว่า ช่วงหลังมีนักวิชาการที่รู้จริงจับจ้อง แม้จะรู้สึกกลัวว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ แต่นึกเสมอว่านี่คือครูที่มาติชมและช่วยปรับปรุงแก้ไขในอนาคต

"ความถูกต้อง"ก็มีผลต่อภาพจำของคนดู

พิพัฒน์ กระแจะจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นว่า เท่าที่ติดตามละคร พบเพียงข้อผิดพลาดในรายละเอียดเท่านั้น ยกตัวอย่าง ฉากที่การะเกด นางเอกของเรื่องเห็นป้อมเพชร ที่ยังคงมีสภาพสวยงาม แต่หากพิจารณาในช่วงเวลาในบทประพันธ์ และดูหลักฐานชั้นต้นทางประวัติศาสตร์ สภาพของป้อมน่าจะทรุดโทรมมาก หรือไม่ก็ กำลังได้รับการปรับปรุงโดยนายช่างฝรั่งเศสชื่อ "เดอ ลามาร์"

Image copyright Pipad Krajaejun
คำบรรยายภาพ พิพัฒน์ กระแจะจันทร์: หากจะทำละครย้อนยุค ควรมองอย่างครบวงจร คิดเป็นแพกเกจ เช่น หากมีประเด็นข้อสงสัยใด เกี่ยวกับเนื้อเรื่องผู้จัดละครก็ควรจะมีการจัดการเสวนา เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้ให้คนในสังคม

"สิ่งเหล่านี้อาจจะทำให้เกิดภาพจำอีกแบบสำหรับผู้ชม ที่อาจจะทำให้รับรู้ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง" นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์รายนี้กล่าว

พิพัฒน์จึงเสนอแนะเพิ่มเติมว่า หากจะทำละครย้อนยุค ควรมองอย่างครบวงจร คิดเป็นแพกเกจ เช่น หากมีประเด็นข้อสงสัยใด เกี่ยวกับเนื้อเรื่องผู้จัดละครก็ควรจะมีการจัดการเสวนา เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้ให้คนในสังคม หรือไม่ก็ควรทำคู่มือทั้งออนไลน์และแบบฉบับเผยแพร่อีกครั้ง

นอกจากนี้โลกออนไลน์ยังได้พูดถึง "บุพเพสันนิวาส" ในอีกหลากหลายแง่มุม โดยเฉพาะเรื่องภาษา คำว่า "ออเจ้า" ถูกนำไปใช้อย่างแพร่หลาย คำอื่น ๆ ก็ทำให้เกิดการอธิบายความในเพจต่าง ๆ เช่น เพจของสาขาวิชาภาษาเอเชียใต้ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายคำว่า "เว็จ" ซึ่งในละครใช้หมายถึง ส้วม แต่ผู้เชี่ยวชาญได้อธิบายรากเหง้าของคำที่มาจากภาษาบาลีเอาไว้ว่าที่จริงหมายถึง อุจจาระ ต่างหาก

ชี้คนไทยโหยหาอดีตดันละครให้ดัง

พิพัฒน์ ยังวิเคราะห์สาเหตุว่าทำไม ละครเรื่องนี้ถึงได้รับความนิยมจากผู้ชมคนไทยเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ คาดว่ามาจากกระแสความโหยหาอดีต เพราะสถานการณ์ทางสังคมในปัจจุบัน จึงต้องการหลีกหนีไปยังอดีตที่ดู ที่นิ่งและรุ่งโรจน์กว่าปัจจุบัน เพื่อไปหาค้นหาความสุข ด้วยการมองไปยังอดีต

ปรากฎการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากที่ปัจจุบันมีคนไทยจำนวนมากนิยม แต่งชุดไทยไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ เช่น "งานอุ่นไอรัก คลายความหนาว" ณ พระราชวังดุสิต และสนามเสือป่า ซึ่งจัดขึ้นมาตั้งแต่วันที่ 8 ก.พ. ถึง 11 มี.ค.นี้ โดยได้กลายเป็นปรากฎการณ์แห่งชาติ ที่ทำให้คนไทยหันมานิยมแต่งชุดไทยย้อนยุค

ก่อนจะมาเป็น "บุพเพสันนิวาส" ร่างที่ 7

แม้จะมีข้อติติงอยู่บ้าง แต่ละครบุพเพสันนิวาสก็สามารถสร้างกระแสความนิยมได้อย่างโดดเด่น ในเวลาช่วงไพรมไทม์จะมีการแข่งขันที่สูงมากก็ตาม ส่วนหนึ่งก็คือความพิถีพิถันในการใช้เวลาในการเขียนแปลงบทประพันธ์มาเป็นบทละครอย่างละเมียดละไม เข้าถึงความเป็นตัวละคร โดยฝีมือของนักเขียนบทละครโทรทัศน์ชั้นครูอย่าง "ศัลยา สุขะนิวัตติ์"

จึงเป็นเรื่องที่ไม่น่าแปลกใจ หลังจากออกอากาศไปเพียง 4 ตอน เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1 มี.ค. เรตติ้งทั่วประเทศแตะที่ระดับ 8.2 ส่วนในกรุงเทพมหานคร ซึ่งถือเป็นฐานคนดูสำคัญของทางช่อง 3 สูงถึงระดับ 13 (ข้อมูลอ้างอิงจาก บ. นีลเส็น ประเทศไทย)

อย่างไรก็ตาม ศัลยา ยอมรับกับบีบีซีไทยว่า อาจเกิดความผิดพลาดขึ้นบ้าง เพราะสิ่งที่เขียนออกมาก็มาจากข้อมูลที่หามาได้ในขณะนั้น

"ความไม่สมบูรณ์ในตัว เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องยอมรับ ไม่การโต้แย้งใดๆ เมื่อมีผู้วิจารณ์เราอย่างเต็มใจ" นักเขียนบทละครที่คร่ำหวอดในวงการบันเทิงกว่า 30 ปี ฝากผลงานได้อย่างมากมาย เช่น คู่กรรม ทรายสีเพลิง สายโลหิต แผลเก่า นางทาส

เธอเล่าให้ฟังว่า กว่าจะมาเป็น บุพเพสันนิวาส ในวันนี้ต้องใช้เวลาในการเขียนบทละครมากกว่า 1 ปี อ่านหนังสือประวัติศาสตร์เพื่อนำมาอ้างอิงในการพัฒนาบทละครจากบทประพันธ์ของรอมแพง มากกว่า 10 เล่มในขณะที่หนังสือแต่ละเล่มก็ไม่ได้ตอบโจทย์ และกว่าจะตกผลึกทางความคิดได้ ร่างบทละครเรื่องนี้ต้องเปลี่ยนแล้วเปลี่ยนอีกจนในที่สุด ร่างสุดท้ายก่อนนำไปสู่ขั้นตอนผลิตจริง คือ "ร่างที่ 7" ที่คิดว่า จะสามารถมัดใจคนดู 10-20 ล้านคนได้

อย่างไรก็ตาม ศัลยากล่าวย้ำว่า ทุกอย่างในบทละครต้องยืนอยู่บนข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมันยากและท้าทายกว่าการเขียนบทละครชีวิตทั่วไปในปัจจุบันซึ่งเป็นสิ่งที่ใกล้ตัว

"ยากตรงที่การวางฉาก คำพูด การแก้ปัญหาความขัดแย้งในละคร ถือว่ายากหมด...ต้องคิดว่าตัวเองอยู่ในสถานการณ์จริงในละครบนข้อมูลเท่าที่ค้นมาได้ ยอมรับว่าไม่ได้ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์" เธอกล่าว

ส่องบทเรียนนานาชาติ

สิ่งที่นักวิชาการและผู้เขียนบทละครเรื่องนี้เห็นตรงกันคือ ละครย้อนยุคเรื่องนี้ได้ เปิดโอกาสการถกเถียงพูดคุยด้านประวัติศาสตร์มากขึ้น ในขณะเดียวกัน นักประวัติศาสตร์ด้านเสื้อผ้าบอกว่าถึงเวลาต้องมองหาและเรียนรู้จากบทเรียนในต่างประเทศแล้ว

Image copyright ลุพธ์ อุตมะ/Facebook
คำบรรยายภาพ ลุพธ์ อุตมะ นักออกแบบเครื่องแต่งกาย ผู้เคยเข้าชิงรางวัล Emmy Award เมื่อปี 2009 กับภาพยนตร์เรื่อง "The House of Saddam"

ลุพธ์ ซึ่งขณะนี้กำลังศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดี วิทยาลัยโซแอส มหาวิทยาลัยลอนดอน ย้ำว่า "การใส่ใจและให้รายละเอียดนั้นสำคัญมาก เพราะไม่เพียงบ่งบอกถึงความใส่ใจในการทำงานวิจัย แต่ยังช่วยให้เราเข้าใจประวัติศาสตร์ในหลายมิติ"

เขายกตัวอย่างงานภาพยนตร์ย้อนยุคที่เขาเคยได้ร่วมงานด้วยสองเรื่องและคว้ารางวัลยอดเยี่ยมสาขาเครื่องแต่งกายทั้งจากเวทีออสการ์ และ รางวัลสถาบันศิลปะภาพยนตร์และโทรทัศน์บริติช หรือ BAFTA

เรื่องแรกคือ The Duchess ส่วนเรื่องที่สองคือ The Young Victoria ทั้งสองเรื่องเป็นภาพยนตร์อิงประวัติศาสตร์ของประเทศอังกฤษ ทางทีมงานได้ทำงานวิจัยเรื่องเครื่องแต่งกายอย่างละเอียดโดยศึกษาประวัติของตัวละครหลักเช่น จอร์เจียนา สเปนเซอร์ ดัชเชสแห่งเดวอนเชียร์ (1757-1806) ซึ่งสวมเสื้อผ้าสมัยจอร์เจียน สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียแห่งสหราชอาณาจักร (1819-1910) ซึ่งนำเสนอเสื้อผ้าสมัยปลายรีเจนซีถึงยุควิกตอเรียนตอนต้น

Image copyright Hulton Archive/Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาพวาดของจอร์เจียนา สเปนเซอร์ ดัชเชสแห่งเดวอนเชียร์ (1757-1806)

ในฐานะที่เป็นหนึ่งในทีมงานของภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เขาเล่าให้ฟังว่า ทีมงานออกแบบเสื้อผ้าได้มีการทำวิจัยจากรูปภาพที่อยู่ใน National Portrait Gallery ในกรุงลอนดอนของอังกฤษ และศึกษาเสื้อผ้าของยุคนั้นทัั้งเสื้อผ้าชั้นนอกและชั้นในเพื่อให้ได้รูปทรงที่ถูกต้อง อย่างตัวละคร ดัชเชสแห่งเดวอนเชียร์สวมใส่ชุดผ้าฝ้ายสีขาว เอวสูงถึงหน้าอก (ซึ่งเป็นต้นแบบของชุดสไตล์รีเจนซี)

ถามว่าอะไรคือที่มาของชุดสไตล์นั้น ลุพธ์อธิบายให้ฟังว่า ในประวัติศาสตร์ชุดแบบนี้ พระนางมารี อ็องตัวแน็ตต์ แห่งราชสำนักฝรั่งเศส เริ่มสวมใส่ที่หมู่บ้านชนบท เลอ เปอติท ทรีอานง (Le Petit Trianon) ที่พระราชวังแวร์ซาย ซึ่งเป็นฟาร์มขนาดเล็กที่พระนางสร้างขึ้น เพื่อหนีความวุ่นวายในราชสำนัก โดยในจดหมายเหตุประวัติศาสตร์ ดัชเชสแห่งเดวอนเชียร์เป็นพระสหายของพระนางมารี อ็องตัวแน็ตต์ และตามโครงเวลาของประวัติศาสตร์ เมื่อดัชเชสแห่งเดวอนเชียร์กลับจากฝรั่งเศสได้นำแฟชั่นนี้กลับมาที่อังกฤษด้วย แม้จะไม่มีการกล่าวถึงเรื่องนี้ในภาพยนตร์ แต่ก็มีการนำเสนอผ่านเครื่องแต่งกายออกมาได้อย่างลงตัว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม