จับตาพรรคใหม่ ตัวแทนประชาธิปไตยVS คสช. ชิงมวลชนก่อนเลือกตั้ง 2562

  • 9 มีนาคม 2018
กองเชียร์ของพรรคเพื่อชาติไทย Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ กองเชียร์ของพรรคเพื่อชาติไทย ซึ่งก่อตั้งโดยภรรยาของอดีตหัวหน้าคณะรัฐประหารปี 2534 พร้อมใจสวมเสื้อ "ปรองดอง" เป็นรูปใบหน้านักการเมืองที่เป็นคู่ขัดแย้งกันในรอบ 13 ปี มายื่นขอจดแจ้งพรรคการเมือง เมื่อ 2 มี.ค.

ผ่านมา 1 สัปดาห์ หลังสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดให้กลุ่มบุคคลยื่นคำขอจดแจ้งเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมืองใหม่ ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 53/2560 มีผู้เข้าจับจองชื่อพรรคไปแล้ว 50 พรรค

แม้วันเลือกตั้งยังไม่ถูกกำหนดแน่ชัด กฎกติกา-โครงสร้างการเมืองยังไม่ถูกจัดวางอย่างชัดเจน แต่ผู้ก่อการหลายพรรคได้ชิงประกาศจุดยืนทางการเมือง โดยมีทั้งฝ่ายที่เสนอตัว "สืบทอดอำนาจ" ให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับมาเป็นนายกฯ อีกสมัย และฝ่ายที่ประกาศ "ทวงคืนประชาธิปไตย" เพื่อสถาปนา "การเมืองใหม่" ในสังคมไทย

จากการตรวจสอบของบีบีซีไทยพบว่ามีอย่างน้อย 6 พรรค/กลุ่ม ที่อาสาลงสู่สนามเลือกตั้ง พร้อม ๆ กับการขอแอบแนบชิดอยู่กับฝ่ายอำนาจนิยม ร้อนถึงผู้นำที่ถูกช่วงชิงชื่อ-ชูเป็น "นายกฯ คนนอก" อย่าง พล.อ.ประยุทธ์ต้องออกมาระบุว่า "พรรคการเมืองจะเสนอผมได้เพียงพรรคเดียวเท่านั้น วันนี้ยังไม่รู้เลย เพราะยังไปไม่ถึงตรงนั้น" (6 มี.ค.)

จุดยืนพรรคใหม่
พรรคชูชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พรรคเชิดชูประชาธิปไตย
พรรคประชาชนปฏิรูป - นายไพบูลย์ นิติตะวัน พรรคอนาคตใหม่ - นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
พรรคพลังชาติไทย - พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ พรรคเกรียน - นายสมบัติ บุญงามอนงค์
พรรคพลังธรรมใหม่ - นพ.ระวี มาศฉมาดล พรรคสามัญชน - นายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ
พรรคทางเลือกใหม่ - นายราเชนทร์ ตระกูลเวียง
พรรคไทยธรรม - นายอโณทัย ดวงดารา
พรรคเห็นแก่ตัว - นายกริช ตรรกบุตร

ที่มา : บีบีซีไทยรวบรวมจากคำให้สัมภาษณ์ของผู้ก่อตั้งพรรคในหลายกรรมหลายวาระ

ขณะเดียวกันมีปัญญาชน-นักกิจกรรม-นักเคลื่อนไหวอย่างน้อย 3 พรรค/กลุ่ม ที่ยืนขั้วตรงข้ามรัฐบาล คสช. ตลอดเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา เลือกเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งที่กำหนดโดย คสช. และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่พวกเขาไม่ได้เลือก

เลือกตั้งคือสนามต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยกับเผด็จการ

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ "บก.ลายจุด" ผู้ก่อตั้งพรรคเกรียนภายใต้ยุทธศาสตร์ "ไม่หาเสียง แต่หาเรื่อง" กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การเมืองในสนามเลือกตั้งปี 2562 จะเป็นการต่อสู้ระหว่างฝ่ายประชาธิปไตยกับฝ่ายเผด็จการ โดยมีทหารเป็น "จุดตัด" ต่างจากการเมืองยุคสีเสื้อ ซึ่งไม่ว่าเสื้อเหลืองหรือแดงต่างก็เป็นประชาชนทั้งคู่

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ผ่านประชามติเมื่อ 7 ส.ค. 2559 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 16 ต่อ 10 ล้านเสียง

"จุดได้เปรียบของพรรคฝ่ายก้าวหน้าคือการมองเห็นคู่ต่อสู้ที่ชัดเจน แต่จุดอ่อนในการเข้าสู่สนามเลือกตั้งคือเราต้องเล่นตามกติกาที่เขาเป็นคนเขียน ซ้ำเขายังเตรียมตัวผู้เล่นของเขาไว้แล้ว" นายสมบัติ ผู้ถูกตั้งข้อหาคดียุยงปลุกปั่นฯ ร่วมกับกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" ระบุ

อย่างไรก็ตามเขาเชื่อว่า ฝ่ายประชาธิปไตยจะได้ "พับสนามเล่น" และ "ชกฝ่ายเดียว" ในสนามเลือกตั้ง ทว่าการเมืองหลังวันเลือกตั้งอาจเป็นอีกอย่าง-ผันแปรตามคะแนนเสียงที่ได้มา ซึ่งนักการเมืองต้องไปตกลงต่อรองเพื่อจัดตั้งรัฐบาล แต่ได้ฝากคำเตือนถึงฝ่ายที่คิดจะเล่นกลโกงกับ "มติมหาชน" ด้วยการให้ ส.ว. สรรหา 250 คนร่วมลงมติสนับสนุนหัวหน้า คสช. เป็นนายกฯ อีกสมัย ว่าอาจนำไปสู่เหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ 2" ได้

พรรคเกรียนเล็งปล่อยฟรีโหวตให้หนุนพรรคธนาธร-ปิยบุตรได้

ผู้ก่อตั้งพรรคเกรียนย้ำว่า การเมืองในแบบของเขาจะ "ฉีกออกจากขนบเดิม" โดยอาจประกาศฟรีโหวต-ปล่อยสมาชิกพรรคไปลงคะแนนเลือกตั้งให้พรรคอื่นได้ ไม่เว้นกระทั่งพรรคพลเมืองใหม่ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ ผศ.ดร. ปิยบุตร แสงกนกกุล

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ เข้ารับทราบข้อกล่าวหาคดียุยงปลุกปั่นฯ และอื่น ๆ หลังร่วมสังเกตการณ์กิจกรรมชุมนุม ที่บริเวณสกายวอล์ค แยกปทุมวัน เมื่อ 27 ม.ค.

"เราไม่ได้มุ่งหาคะแนนเสียงในสภา ไม่ต้องการให้ใครมาจงรักภักดีอะไรต่อพรรค ถ้าเห็นว่าพรรคไหนมีข้อเสนอดีกว่า ก็ไปเลือกเขาสิ จะมาป้วนเปี้ยนอยู่กับเราทำไม แต่การตั้งพรรคเกรียนเกิดบนความตั้งใจทำพรรคมวลชน พี่ไม่ได้มาเล่น ๆ แน่นอน" บก.ลายจุดกล่าว

นอกจากนายสมบัติ ยังมี ดร.เดชรัต สุขกำเนิด หัวหน้าภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคเกรียน ซึ่งเขาย้ำว่านี่คือขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม (social movement) ที่สอดแทรกอยู่ในสนามการเมือง โดยมุ่งให้ความสนใจกับเรื่องของประชาชนคนเล็กคนน้อยในทุกมิติ ก่อนนำเสนอออกมาเป็นนโยบายสาธารณะ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ป้ายหาเสียงเลือกตั้งเมื่อปี 2554

อีกพรรคที่ตั้งขึ้นด้วยแนวคิด "เพื่อให้สามัญชนมีอำนาจและมีปากเสียง" คือพรรคสามัญชน โดยนายกิตติชัย งามชัยพิสิฐ นักกิจกรรมที่มีบทบาทต้านความรุนแรงทางการเมือง หนึ่งในผู้ก่อตั้งพรรค กล่าวกับประชาไทว่า พรรคของเขาจะทำหน้าที่เหมือนร้านค้าที่มีภาคประชาชนนำนโยบายมาวาง จากเดิมเคยต่อสู้บนท้องถนน หรือนำนโยบายไปเสนอพรรคการเมืองเก่า แต่ถูกปัดตกเพราะกระทบชนชั้นสูง

นอกจากนี้ยังมีพรรคอนาคตใหม่ของนายธนาธร เจ้าของฉายา "ไพร่หมื่นล้าน" กับ ผศ.ดร. ปิยบุตร นักกฎหมายคณะนิติราษฎร์ ที่เกิดขึ้นจากวัตถุประสงค์หลัก 2 ข้อคือ เพื่อใช้พรรคเป็นเครื่องมือช่วยให้คนออกจาก "ระบอบเผด็จการ" แล้วยอมกลับสู่การเมืองในระบบปกติหลังอยู่ในวงวันแห่งความขัดแย้งนาน 13 ปี และเพื่อสร้าง "การเมืองใหม่" เพราะเห็นว่าการเมืองแบบเดิม นโยบายแบบเดิม การบริหารจัดการแบบเดิม ไม่ตอบโจทย์ประเทศไทย

แม้มีข้อท้วงติงว่า 3 พรรคฝ่ายก้าวหน้า รวมถึงพรรคเก่าอย่างพรรคเพื่อไทยอาจ "ตัดแต้ม-ขัดขากันเอง" แต่ผู้ก่อตั้งพรรคเกรียนมองต่าง โดยเห็นว่าจะทำให้เกิดการแข่งขันกันสร้างนวัตกรรมในเชิงนโยบายเพื่อเสนอทางเลือกใหม่ ๆ ให้ประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคฝักใฝ่เผด็จการคิดไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าคะแนนเสียงไปตกอยู่กับพรรคไหน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีทั้งสิ้นสำหรับ "พันธมิตร" ฝ่ายประชาธิปไตย

ลักษณะร่วมกันของพรรคใหม่ฝ่ายก้าวหน้า

  • เชิดชูค่านิยมประชาธิปไตย-สิทธิมนุษยชน
  • เปิดพื้นที่ให้ประชาชนสะท้อนความต้องการ-แลกเปลี่ยนข้อมูล (crowdsourcing) ก่อนจัดทำเป็นนโยบายพรรค
  • สลัดภาพ "พรรคนายทุน" แบบในอดีต ด้วยการระดมเงินบริจาคผู้สนับสนุนพรรค (crowdfunding) เพื่อสร้าง "พรรคมวลชน"
  • ยืนยันไม่ใช่พรรคเฉพาะกิจ แม้ไม่ชนะการเลือกตั้ง ก็จะทำพรรคต่อไป

ถึงขณะนี้มีเพียงพรรคสามัญชนที่แจ้งความจำนงต่อ กกต. ขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคแล้ว ส่วนพรรคเกรียนและพรรคพลเมืองใหม่อยู่ระหว่างเตรียมการทางธุรการ ก่อนยื่นจดจัดตั้งภายในเดือน มี.ค. นี้

ล้มสามัญสำนึกเดิม-ฉีกวิธีมองโลกแบบชนช้นนำ

ปรากฏการณ์ปัญญาชน-นักกิจกรรม-นักเคลื่อนไหวที่เคยต่อสู้ใน "พื้นที่ประชาสังคม" ผันตัวไปต่อสู้ใน "พื้นที่ทางการเมือง" ถูกอธิบายโดย ผศ.ดร. วัชรพล พุทธรักษา อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ว่าน่าจะเป็นผลจากการที่ฝ่ายก้าวหน้าเห็นการเมืองที่ไม่รักษากติกาหลังรัฐประหารปี 2557 ผู้นำคณะรัฐประหารสามารถใช้กฎหมายเพียงมาตราเดียว หรือออกคำสั่งพิเศษจัดการเรื่องต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างสะดวกโยธิน ซึ่งไม่อาจตรวจสอบได้ ขณะเดียวกันความเคลื่อนไหวทักท้วงก็ทำแทบไม่ได้เพราะมีคำสั่งห้ามชุมนุมทางการเมือง ทำให้คนกลุ่มหนึ่งคิดว่าเมื่อโอกาสเปิด ก็ตั้งพรรคลงแข่งขันตามกติกาเลยดีกว่า แม้เป็นกติกาที่กำหนดโดยฝ่ายตรงข้ามก็ตาม

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.ต.ทรงกลด ทิพย์รัตน์ หัวหน้าพรรคพลังชาติไทย เคยเป็นอดีตคณะทำงานเตรียมการปฏิรูปเพื่อคืนความสุขให้คนในชาติของ คสช.

ในฐานะผู้ศึกษาแนวคิดของอันโตนิโอ กรัมชี เจ้าของทฤษฎีการครองอำนาจนำ (hegemony) และการสร้างสามัญสำนึก (common sense) ผศ.ดร. วัชรพลชี้ว่า การตั้งพรรคใหม่ของฝ่ายก้าวหน้าคือความพยายามท้าทายกลุ่มชนชั้นนำด้วยการสร้างวิธีคิด-วิธีมองโลกแบบใหม่ขึ้นมา

"กลุ่มชนชั้นนำมักสร้างสามัญนึก สร้างวิธีมองโลกชุดเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง โดยทำให้คนคิดว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ต้องต้องคำถาม นี่จึงเป็นการเข้ามาต่อสู้เพื่อทลายวิธีมองโลกแบบเก่า ๆ กระตุกให้สังคมฉุกคิดว่ามันมีวิธีมองโลกแบบอื่นที่ไม่ใช่แนวทางที่รัฐต้องการ" เขาบอกกับบีบีซีไทย

จริงอยู่ที่สนามการเมืองเป็นโอกาสสำหรับทุกคน แต่นักรัฐศาสตร์รายนี้ไม่คิดว่าจะมีพรรคเล็กพรรคไหนสามารถช่วงชิงอำนาจนำ-พลิกโฉมประเทศไทยได้ในเวลาอันสั้น

"โจทย์ของประเทศไทย ไม่ใช่การก้าวข้าม คสช. เพราะ คสช. เป็นตัวแสดงหนึ่งที่เข้ามาในช่วงประวัติศาสตร์หน้านี้ ในอนาคตอาจมี คสช. ยกกำลังสอง คสช. ยกกำลังสามก็ได้หากเรายังมีโครงสร้างและความสัมพันธ์ของระบบการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมแบบนี้ ดังนั้นโจทย์ใหญ่น่าจะอยู่ที่การก้าวข้ามการเมืองของการไม่รักษากติกา" ผศ.ดร. วัชรพลระบุ

เชื่อไม่มีใครสนับสนุนเผด็จการ 100%

แม้ผู้ก่อตั้งพรรคใหม่ฝ่ายก้าวหน้าเผยยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนการเมืองแบบ "มิตร-ศัตรู" และจินตนาการไปว่าสนามเลือกตั้งในรอบ 8 ปีนับจากการเลือกตั้งครั้งสุดท้ายปี 2554 (ไม่นับการเลือกตั้งโมฆะเมื่อปี 2557) จะกลายเป็นพื้นที่ต่อสู้ระหว่างปีกประชาธิปไตยกับปีกเผด็จการ

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ กลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" ชุมนุมต่อต้านการสืบทอดอำนาจของ คสช. เมื่อ 10 ก.พ. 2561

ตอกย้ำด้วยคำประกาศจากนักกฎหมายคณะนิติราษฎร์ที่ว่า "ต้องเข้าสู่การต่อสู้ทางความคิดในทุกสนาม แม้แต่สนามของศัตรู เพื่อช่วงชิงและสถาปนาอำนาจนำใหม่"

แต่ ผศ.ดร. วัชรพลเห็นว่าความเป็นมิตร-ศัตรูอาจไม่ได้แยกขาดชัดเจน ฝ่ายที่ประกาศตัวพร้อมเลือก พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ คนนอก และสนับสนุนแนวทางของ กปปส. ถึงที่สุดถ้าตัวเองตกเป็นฝ่ายเสียผลประโยชน์ ก็อาจเรียกร้องการเมืองในระบบได้เหมือนกัน

"เผด็จการไม่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม เพราะมันไม่มีช่องทางให้เราต่อรองได้เลย ตอนนี้อาจมีกลุ่มหนึ่งกำลังมีความสุข แต่ถ้าวันหน้าต้องเสียประโยชน์ เขาก็หนีจากเผด็จการได้เหมือนกัน ในโลกยุคปัจจุบัน ผมไม่คิดว่ามีใครสนับสนุนเผด็จการ 100 เปอร์เซนต์โดยไม่ตั้งคำถาม" ผศ.ดร. วัชรพลกล่าว

เมื่อถึงตอนนั้น เชื่อว่าผู้สนับสนุนฝ่ายเผด็จการจะย้อนกลับมาหาประชาธิปไตยซึ่งอาจไม่ได้เชิดชูเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่อย่างน้อยน่าจะต้องการเสรีภาพทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทำมาหากินได้

"ไม่ว่าปีกไหนที่กระโดดลงมาเล่นในเกมของศัตรู เขาต้องประเมินแล้วว่าจะเป็นคุณเป็นโทษกับเขาอย่างไร แต่มันช่วยให้ประชาชนตัดสินใจง่ายขึ้น แค่มีพรรคการเมืองส่วนหนึ่งเปิดตัวสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯ อีกสมัย แค่นี้ก็เป็นคุณแล้ว เพราะเป็นการประกาศ 'วาระในใจ' ในพื้นที่สาธารณะ ทำให้ประชาชนรู้ว่าเบื้องหลังฐานคิดของพรรคนั้น ๆ มีอุดมการณ์อะไรซ่อนอยู่ มีเป้าหมายสร้างประโยชน์ให้คนกลุ่มใด ที่สุดแล้วเราก็จะรู้ว่าควรให้ราคาแก่ใคร" เขากล่าวทิ้งท้าย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม