ย้อนประวัติพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในการเปิดตัวครั้งแรกหลังสงบนิ่งกว่า 30 ปี

  • 31 มีนาคม 2018
ปฐม ตันธิติ Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปฐม ตันธิติ

การเข้ามายื่นขอจดทะเบียนจัดตั้งพรรคการเมืองของ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" เป็นการเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในรอบหลายทศวรรษของพรรคที่เคยมีบทบาทการเมืองถึงขั้นเปิดศึกชิงอำนาจรัฐมาก่อน

แม้จะถูกปฏิเสธว่ามิอาจจดทะเบียนภายใต้ชื่อนี้ได้ ตัวแทนก็ประกาศหนักแน่นว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยจะกลับมาดำเนินงานมวลชนโดยเปิดเผยอีกครั้งหนึ่ง

"แม้ว่าพรรคนี้ไม่ได้จัดตั้งตามกฎหมาย ชื่อพรรคนี้เราใช้มาแล้ว 88 ปี นับแต่พรรคคอมมิวนิสต์สยาม เราไม่มีวันเปลี่ยนชื่อนี้ ชื่อนี้มีลักษณะเป็นสากลด้วย" ปฐม ตันธิติบอกบีบีซีไทยด้วยเสียงดังฟังชัดในการสัมภาษณ์เกี่ยวกับการยื่นขอจดทะเบียนชื่อพรรคตามกฎหมายการเลือกตั้งต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 20 มีนาคมที่ผ่านมา

ปฐมและผู้ร่วมอุดมการณ์ได้ยื่นหนังสือแจ้งการเตรียมการจัดตั้งพรรคการเมือง โดยระบุชื่อและชื่อย่อของพรรคการเมือง ชื่อภาษาไทยคือ "พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย" ชื่อย่อคือ "พ.ค.ท." ชื่อภาษาอังกฤษคือ Communist Party of Thailand (CPOT) แต่กลับไม่ได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนชื่อ

Image copyright BBC Thai

หนังสือที่ กกต.ตอบมา ยึดถือความหมายของคำว่า คอมมิวนิสต์ ตามพจนานุกรรมราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 ซึ่งหมายถึง "ลัทธิสังคมนิยมที่มีอุดมการณ์ให้รวมทรัพย์สินทั้งปวงเป็นสมบัติส่วนกลางของชุมชน ไม่ให้มีกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลและให้จัดสรรรายได้แต่บุคคลอย่างเสมอภาคกัน

ส่วนคำว่า "ประชาธิปไตย" ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 หมายถึงระบอบการปกครองที่ถือมติปวงชนเป็นใหญ่ การถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่" ดังนั้นคำว่าคอมมิวนิสต์ จึงแตกต่างจากคำว่า "ประชาธิปไตย" ทำให้การยื่นจดทะเบียนในชื่อนี้ผิดรัฐธรรมนูญหลายข้อ

"กกต. ผละจากกฎหมายมาตีความคำว่าพรรคคอมมิวนิสต์ โดยไม่ได้มองว่านโยบายของพรรคเป็นอย่างไร แล้วไปเอาคำอธิบายนิยามว่าคอมมิวนิสต์จากพจนานุกรมมาอธิบาย คนเขียนพจนานุกรมก็ใช่ว่าจะเข้าใจคำว่าคอมมิวนิสต์ มันคืออะไร จินตภาพเอาเอง" ปฐมกล่าว

เขาเสริมด้วยว่าการเป็นคอมมิวนิสต์ "ตามที่พรรคเราตีความ มันเป็นสังคมที่ไม่ใช่จะเกิดได้ในปัจจุบัน มันต้องเป็นสังคมที่พัฒนทางเศรษฐกิจสูงสุด ต้องเจริญทางวัตถุและเจริญทางจิตใจด้วย ในหลายร้อยปีนี้ยังเกิดไม่ได้ ... ฉะนั้น กกต.ไม่ต้องไปตกใจเรื่องนี้หรอก"

Image copyright SUKOM SRINUAN/FACEBOOK

การกลับมาของ..ท.

พ.ค.ท. เคยมีบทบาททางการเมืองไทยอย่างกว้างขวางมาก่อน รวมทั้งการจับปืนขึ้นต่อสู้เพื่อชิงอำนาจรัฐอยู่หลายสิบปี แต่ในช่วงกว่าสามสิบปีที่ผ่านมา พ.ค.ท. ก็ลดบทบาทลงจนดูคล้ายกับว่าไม่มีอยู่อีกต่อไป ซึ่งปฐมก็ยืนยันหนักแน่นว่า พ.ค.ท.ยังคงมีรูปแบบการจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองและมีกิจกรรมมวลชนตลอดมา ทั้งแบบที่เปิดเผยว่าเป็นพคท.และไม่เปิดเผย

และเขาเป็นเพียง "เลขาธิการพรรคให้ผมมาเป็นตัวแทนจดแจ้ง" เมื่อสอบถามถึงชื่อของหัวหน้าพรรค กรรมการพรรค ปฐมบอกว่าไม่ขอเปิดเผยในตอนนี้ เนื่องจากยังไม่ได้จดทะเบียนพรรคอย่างถูกต้อง เมื่อบีบีซีถามว่า พ.ค.ท. มีความพร้อมเพียงไรในการลงเลือกตั้ง หากว่าสามารถจดทะเบียนตั้งพรรคได้ ปฐมบอกว่าเป้าหมายคือจะลงเลือกตั้งในอีก 5 ปีข้างหน้า หากมีการเลือกตั้งในปี 2562 ก็คงยังไม่ส่งตัวแทนลงเพราะขอเวลาแนะนำพรรค และทำงานมวลชนแบบเปิดเผยก่อน

อย่างไรก็ตามปฐมระบุว่าแม้จะไม่ได้จดทะเบียน พ.ค.ท. ก็จะมีแผนการเคลื่อนไหวยังเป็นเช่นเดิม ในรูปที่ถูกกฎหมายและในนามพรรค "เราเปิดสู่โลกแล้วจะไม่มีวันปิดอีกต่อไป แต่จะเป็นไปในรูปที่ถูกกฎหมาย ใช้ชื่อพรรคคอมมิวนิสต์ไปนี่แหละ"

Image copyright Sukom Srinual/Facebook

ขั้นตอนต่อไปก็คือยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมต่อศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยการจดชื่อ พ.ค.ท.เป็นพรรคการเมืองถูกกฎหมาย "เพราะเป็นสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญของประชาชนไทย" ปฐมกล่าว รวมทั้งบอกว่าตอนนี้กำลังดำเนินการเรื่องที่ทำการของพรรค ซึ่งจะเปิดเป็นศูนย์ศึกษาลัทธิมาร์กซ์ด้วย

ต่อคำถามว่าที่ว่าทำไมถึงต้องการเป็นพรรคถูกกฎหมายในช่วงนี้ "คือพรรคเราเล็งเห็นว่าเมื่อโลกเปิดแล้ว กกต.ก็เปิดให้พรรคออกมาจดชื่อพรรค เราก็ถึงเวลาแล้วที่จะนำนโยบายของพรรค โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจมาปฏิบัติให้เกิดเป็นจริง โดยร่วมมือกับพรรคการเมืองต่าง ๆ บุคคลวงการต่าง ๆ ช่วยกันพัฒนาประเทศให้เข้มแข็งเจริญ รุ่งเรือง พัฒนาวัฒนธรรม โดยถือประชาชนเป็นศูนย์กลาง นี่คือเป้าหมายของพรรคเรา" ตัวแทน พ.ค.ท. กล่าว

ปฐมชี้ด้วยว่า พ.ค.ท.ก็เป็นพลังหนึ่งในการผลักดันให้สังคมพัฒนาไป ที่ผ่านมารัฐบาลสร้างภาพคอมมิวนิสต์ให้เป็นสิ่งที่น่ากลัว "มีเขี้ยวมีงา" แต่ตอนนี้รัฐบาลไทยก็สร้างสัมพันธ์แนบแน่นกับประเทศที่มีการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ "ถามว่าพรรคคอมมิวนิสต์มันเลวร้ายตรงไหน"

Image copyright AFP/Getty Images)
คำบรรยายภาพ ภาพนี้ถ่ายเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 แสดงให้เห็นภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ที่มีความเสียหายอย่างหนัก นักศึกษาหลายคนเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บหลังการปราบปรามอย่างรุนแรง

ประวัติศาสตร์อันฝังใจ

ในขณะที่เว็บไซต์ศูนย์ข้อมูลการเมืองไทยระบุว่า พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยก่อตั้งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ธ.ค. 2485 โดยมีนายพิชิต ณ สุโขทัย (พายัพ อังคะสิงห์) เป็นเลขาธิการพรรคหลังการประชุมสมัชชา พ.ค.ท. ครั้งที่ 1 ที่จังหวัดนครสวรรค์ โดยมีสมาชิกก่อตั้ง 57 คน

ส่วนในเว็บไซต์ของสถาบันพระปกเกล้าระบุว่าในระยะเริ่มแรก พรรคมีบทบาทในการต่อต้านการรุกรานของญี่ปุ่นในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และเคลื่อนไหวต่อสู้ทางการเมืองในระบบรัฐสภาในยุคหลังสงครามโลก ซึ่งปฐมระบุว่า ในช่วงดังกล่าว พ.ค.ท. มี สส. ในสังกัดก็คือ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี

แต่หลังจากนั้นสถานการณ์ก็เปลี่ยนไป พ.ค.ท. ต้อง "ลงใต้ดิน" จับอาวุธขึ้นต่อสู้ เมื่อมีการรัฐประหาร 2490 ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม มีผลทำให้รัฐบาลพลเรือนของกลุ่มนายปรีดี พนมยงค์ตกจากอำนาจ และเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมามีอำนาจของกลุ่มทหารและกลุ่มอนุรักษ์-กษัตริย์นิยม พร้อมทั้งการขยายบทบาทของสหรัฐอเมริกาเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีจุดมุ่งหมายหลักคือการต่อต้านการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์ ทำให้รัฐบาลไทยเริ่มปราบปราม พ.ค.ท. อย่างเป็นระบบ

"วันเสียงปืนแตก"

ในปี 2494 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ประกาศให้การสนับสนุนการปฏิวัติประชาชนด้วยวิธีรุนแรงหรือการทำสงครามยืดเยื้อ โดยในขั้นต้นจะต้องปลดปล่อยมวลชนในชนบท และด้วยวิธีการดังกล่าวจะทำให้คนในชนบทสามารถล้อมเมือง หรือนโยบาย "ป่าล้อมเมือง"

อย่างไรก็ตามก่อนหน้าปี 2508 พ.ค.ท.ก็หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับกองกำลังรัฐบาลไทยมาตลอด แต่ในวันที่ 7 ส.ค. 2508 (บ้างก็ว่าวันที่ 8 ส.ค.) หรือที่เรียกกันว่า "วันเสียงปืนแตก" กองกำลังของ พ.ค.ท.ก็เข้าปะทะกับกองกำลังรัฐบาลไทยโดยตรงเป็นครั้งแรกที่บ้านนาบัว อ.เรณูนคร จังหวัดนครพนม ซึ่งถือว่าเป็นวันเริ่มต้นของสงครามประชาชนในประเทศไทย

"รัฐบาลขณะนั้น ทำร้ายประชาชน มีความเหี้ยมโหดทารุณ นับตั้งแต่เริ่มต้นก็เผาสวนยางชาวเบตงนับหมื่นไร่ หาว่าชาวสวนสนับสนุน พ.ค.ท. ต่อมาก็ทำพฤติกรรมเหี้ยมโหด จับคนเผาทั้งเป็นในถังน้ำมันสองร้อยลิตร ในกรณีถังแดง จับคนขึ้นเฮลิค้อปเตอร์ถีบลงเขาร่วม 700 ศพ ที่พัทลุงนั่นก็ 3,000 กว่าชีวิต แล้วใครใช้ความรุนแรงต่อกันก่อน มันเป็นกฎของธรรมชาติที่ตรงไหนมีการกดที่ตรงนั้นก็มีแรงต้าน" ปฐมเล่า

เขาหมายถึงเหตุการณ์ที่รวมเรียกว่า "ถีบลงเขา เผาลงถังแดง" อันเป็นโมเดลการปราบปรามสมาชิกพรรค อย่างรุนแรงของรัฐบาลในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2510-2515 ซึ่งเกิดขึ้นที่พัทลุง ตรัง นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ที่เป็นเขตการเคลื่อนไหวของ พ.ค.ท.

หนีเข้าป่าหลัง 6 ตุลา 19

การสู้รบยืดเยื้อฝ่ายรัฐบาลและ พ.ค.ท.ก็สละชีวิตกันไม่น้อย ผ่านไปจนเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งเป็นการลุกฮือของนักศึกษาที่ต่อต้านการปกครองของเผด็จการทหาร และการปราบปรามของรัฐบาล ที่ทำให้มีคนจำนวนมากที่เป้าหมายของการปราบปรามต้องหนี "เข้าป่า" ซึ่งปฐมก็เป็นหนึ่งในนั้น

"ผมมาจากกรรมกร ผมเข้าป่าหลัง 6 ตุลา ตอนนั้นเป็นกรรมกร เป็นสหภาพแรงงาน ถูกติดตามโดยทางการ ต้องหนีเข้าป่า" เขากับเพื่อนเป็นผู้ก่อตั้ง สหภาพแรงงานโลหะและจักรกล เพื่อต่อสู้กับการเอารัดเอาเปรียบของนายทุน "ผมประสบมาด้วยตนเอง โดนโกงค่าแรงโดนเอารัดเอาเปรียบมาสารพัด" ประสบการณ์เช่นนี้ทำชายหนุ่มวัย 20 กว่า จากนราธิวาสที่เข้ามากรุงเทพ ฯ เพื่อหางานทำเริ่มหันไปศึกษาแนวคิดซ้าย ที่พูดถึงความเท่าเทียมกันทางสังคม

Image copyright STR/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ คำสั่ง 66/23 ออกมาหลังจากที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก

"ตอนนั้นมีหนังสือมากมาย พูดถึงแนวคิดมาร์กซ์ เราก็จับกลุ่มคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันระหว่างกรรมกรด้วยกัน และก็เข้าร่วมในการเดินขบวน ปราศรัยเรียกร้องความธรรม แต่ผมไม่เคยขึ้นปราศรัยนะ ก็ช่วยเขาจัด" เขาบอก และเมื่อมีการกวาดล้างจับกุมอย่างหนักในช่วงหลัง 6 ตุลาคม 2519 ปฐมจึงต้องหนี "ผมไม่อยากติดคุก ผมไม่ได้ทำผิดอะไร"

ปฐมหนีไปสมทบกับ พ.ค.ท.ในเขตจังหวัดสงขลา และได้รับมอบหมายให้อยู่ในหน่วยผลิต โดยในขณะนั้นหน่วยงานป่าเขาของ พ.ค.ท.แบ่งเป็นสามหน่วยก็คือ หน่วยรบ หน่วยมวลชน และหน่วยผลิต "ก็ไปทำเกษตร ไปปลูกผักอยู่ที่สงขลา แต่ผมอยู่ไม่นานนะประมาณปีกว่า ๆ ก็กลับออกมา ก่อนที่รัฐบาลจะมีนโยบาย 66/23"

คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 66/2523 ประกาศใช้เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2523 เพื่อเป็นแนวทางในการต่อสู้เพื่อเอาชนะคอมมิวนิสต์ สาระสำคัญของคำสั่งนี้ คือ การใช้หลัก "การเมืองนำการทหาร" ในการต่อสู้กับการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ ซึ่งคำสั่งนี้เองที่ทำให้ผู้ที่หนีไป แยกจาก พ.ค.ท.กลับมาเป็นพลเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แม้จะกลับเข้ามาอยู่ในกรุงเทพ และหางานทำในสายอาชีพเดิมคือเป็นช่างกล ปฐมก็ยังเป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์อยู่เสมอ และ "เคลื่อนไหวมวลชนตามสภาพของในเมือง "

แม้ในวัย 76 ปี ปฐมก็ยังคงมี "อารมณ์สุนทรีแห่งการปฏิวัติ" เขายังดูแข็งแรงเกินวัย ซึ่งปฐมให้เหตุผลพร้อมเสียงกลั้วหัวเราะว่า "นักปฏิวัติมันสุขนิยม"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม