"โปรดอยู่ในความสงบ” มุขเดิมของ คสช. จากประชามติ สู่นับถอยหลังเลือกตั้ง

กลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุมนุม 10 ก.พ. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ก่อนประชามติ 7 ส.ค. 2559 แกนนำ 2 พรรคใหญ่ประกาศ "คว่ำ" ร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่ถูกเขียนด้วยความ "รังเกียจนักการเมือง" ขณะที่นักเคลื่อนไหวในนามนักศึกษาและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เข้าคูหาเพื่อ "โหวตไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก" และเพื่อปฏิเสธกระบวนการประชามติที่ "ไม่เป็นประชาธิปไตย"

ทว่าเมื่อกฎหมายสูงสุดของประเทศที่จัดทำขึ้นภายใต้บรรยากาศหลังรัฐประหาร "เชียร์ได้ ค้านจับ" ผ่านประชามติด้วยคะแนน "เห็นชอบ" ร้อยละ 61.35 ต่อ 38.65 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับเรียกขานว่าเป็น "รธน. ฉบับประชาชน"

หลัง รธน. ฉบับที่ 20 ประกาศใช้ 6 เม.ย. 2560 นักการเมืองทุกพรรคต่างเร่งรัด "โรดแมป" คืนประชาธิปไตยให้ประเทศ เพื่อเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้กติกาที่พวกเขาทั้งเกลียด-กลัว

ในโอกาสครบรอบ 1 ปีหลังประกาศใช้ รธน. และการนับถอยหลังสู่สนามเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2562 บีบีซีไทยชวนถอดบทเรียนการต่อสู้ของ 2 อุดมการณ์ในสนามประชามติ ผ่านงานวิจัย "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559" โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อะไรทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเพลี่ยงพล้ำฝ่ายอำนาจนิยม

"สื่อสารเป็นจุด ๆ" กลยุทธ์เพิ่มน้ำหนักวาทกรรม รธน.

ด้วยเนื้อหาร่าง รธน. ฉบับออกเสียงประชามติที่มีถึง 279 มาตรา 16 หมวด รวม 305 หน้า ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนรับรู้-เข้าใจทุกมาตรา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงพยายามสร้างคำจำกัดความเพื่อให้เกิดภาพจำบางประการต่อร่าง รธน. ภายใต้กลยุทธ์ "การสื่อสารเป็นจุด ๆ" ของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. โดยสกัดเฉพาะข้อดี-ข้อเด่นมาสื่อสารกับประชาชน มีผู้นำทางความคิดในเครือข่ายรัฐบาล คสช. และผู้สนับสนุนคอยขานรับ-ตอกย้ำ-ต่อยอดคำอธิบายของ กรธ. เพื่อสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกให้แก่ร่าง รธน.

วาทกรรมหลัก 5 ชุดถูกผลิตซ้ำ ผ่านวิทยากรกระบวนการเผยแพร่เนื้อหาร่าง รธน. ที่ กรธ. สร้างขึ้นในนาม "ครู ก. ข. ค." และบรรจุลงเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง รธน. ที่นำออกแจกจ่ายประชาชนทุกครัวเรือน

นอกจากนี้ยังได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จัดเฟซบุ๊กไลฟ์รายวันสรุปสาระสำคัญของร่าง รธน. แบบเข้าใจง่าย ช่วยเพิ่มความหนักแน่นให้กับวาทกรรมของฝ่ายให้รับร่างฯ ทั้งนี้แกนนำ กปปส. ประเมินว่านิยามร่าง รธน. ของสุเทพที่สร้างการจดจำแก่สังคมมากที่สุดมี 3 เรื่อง 3 ป. คือ "ปฏิรูป" "ประชาชนเป็นใหญ่" และ "ปราบโกง" พร้อมยอมรับว่านี่คือวาทกรรมบนเวทีชุมนุม กปปส. ที่ถูกนำมาผลิตซ้ำในสนามประชามติ

ที่มา: วิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559"

ไม่มีฉายาจากฝ่ายไม่รับร่างฯ มีแต่ "วิชามาร"

ที่น่าสนใจคือฝ่ายไม่รับร่าง ไม่ได้บัญญัติชื่อเรียกของร่าง รธน. อย่างจริงจังหลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่าง รธน. พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงทั้งปรับและจำคุก

ฉายาที่มีผู้ตั้งไว้ล้วนเกิดขึ้นกับร่างแรก รธน. ที่ กรธ. เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อ 29 ม.ค. 2559 ไม่ใช่ร่าง รธน. ฉบับลงประชามติ แม้บางฉายาถูกพูดถึง อ้างอิงบ้าง แต่ไม่แพร่หลาย อาทิ "รธน. ฉบับอภิชนเป็นใหญ่" "รธน. ฉบับทุนขุนนาง"

กลยุทธ์ของฝ่ายไม่รับร่างฯ คือการหยิบฉวยเอาฉายาที่ฝ่ายสนับสนุนร่างฯ ผลิตขึ้นไปอธิบายคนละแง่มุมเพื่อหักล้างชุดข้อมูลเดิม ซึ่งวาทกรรม "เรียนฟรีไม่จริง" "รักษาไม่ฟรี" และ "โหวตไม่รับร่างฯ เท่ากับปฏิเสธนายกฯ" คือวาทกรรมของฝ่ายเห็นต่างที่ มีชัย ประเมินว่าส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน และเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "วิชามาร"

คำบรรยายภาพ,

ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยแสดงความผิดหวังภายหลังทราบผลประชามติ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชนกว่า 16 ล้านคนลงมติ "เห็นชอบ" ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน 10 ล้านคน "ไม่เห็นชอบ"

"ประชามติแบบไทย ๆ" ที่ คสช. จัดให้

เมื่อการวิจารณ์ร่าง รธน. สุ่มเสี่ยงต่อการถูกตีความว่า "บิดเบือน" และ การเผยแพร่เอกสารสื่อสารความคิดคนละชุดกับรัฐไทยถูกชี้ว่าเป็น "รธน. ปลอม" แนวทางการต่อสู้ของฝ่ายไม่รับร่างฯ จึงอยู่ที่การวิพากษ์ตัวกระบวนการประชามติที่ถูกกำกับให้อยู่ภายใต้ความหมายเรื่อง "ความมั่นคง" และ "ประชาธิปไตยในแบบ คสช." กล่าวคือให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนภายใต้กฎกติกาที่รัฐบาล คสช. กำหนด

นี่คือการสร้างความหมายของ "ประชามติแบบไทย ๆ" ภายใต้ "ประชาธิปไตยในแบบ คสช." เหมือนที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยอธิบายการปกครองในยุคสมัยของตนว่าเป็น "ประชาธิปไตยแบบไทย" นั่นเอง

คำบรรยายภาพ,

งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่ามีข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และอาสาสมัคร ราว 5.3 แสนคน เข้าร่วมรณรงค์ให้ประชาชนไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559

วาทกรรมประชามติที่แกนนำรัฐบาล คสช. สื่อสารต่อสังคม อาจดูคล้ายกับเป็นการขอความร่วมมือ ทว่าหากพิจารณาคำอธิบายเพิ่มเติมจะพบว่าเป็นการสร้าง "ชุดคำสั่ง" มากกว่า เพราะมีการปูเรื่องมาว่าประชามติเกิดขึ้นได้เพราะ คสช. หยิบยื่นให้ประชาชน บ้านเมืองกำลังมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือทำตามโรดแมป ต้องไม่มีเหตุรุนแรง และต้องมี รธน. ถึงจะได้เลือกตั้ง นั่นเท่ากับเป็นการลดทอนความสำคัญของกระบวนการประชามติให้เป็นเพียง "ทางผ่าน" ไปสู่การเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่เจตนาลึก ๆ ของ คสช. ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อ "สถาปนาความศักดิ์สิทธิ์" ให้กับร่าง รธน. ที่ถูกจัดทำขึ้นในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

"ความกลัว" ดัน รธน. ผ่านประชามติ

ขณะที่ฝ่ายคัดค้านร่าง รธน. โจมตี คสช. ว่ามุ่งควบคุมทิศทางในการลงมติของมหาชนเป็นสำคัญ จึงเสนอวาทกรรมชุดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและประชามติแบบสากลให้สังคมพิจารณา เพื่อยืนยันว่าประชามติต้องอยู่ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพ เป็นธรรม มีส่วนร่วม และมีทางเลือก ไม่ใช่อยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัว

ที่มา: วิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559"

เกือบทุกวาทกรรมประชามติที่ฝ่ายไม่รับร่างฯ ผลิตขึ้นมี "ความกลัว" สอดแทรกลงไปทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็น

  • "ประชามติไม่มีทางเลือก" ถูกอธิบายว่าผู้มีอำนาจได้สร้างความหวาดกลัวให้สังคมด้วยการปกปิดภาพอนาคต ในกรณีร่าง รธน. ถูกคว่ำในชั้นประชามติเพื่อบีบให้ประชาชนโหวตรับร่างฯ เท่านั้น
  • "ประชามติในความเงียบ" ชี้ให้เห็นถึงการใช้กฎหมายจัดการกับฝ่ายเห็นต่าง ทำให้เกิดความกลัวจนไม่กล้าพูด
  • "ประชามติไม่โกง" ซึ่งแกนนำ นปช. อ้างว่าอาจมีความพยายามจะล้มประชามติหากร่าง รธน. มีแนวโน้มไม่ผ่าน จึงต้องตั้งศูนย์ปราบโกงขึ้นมาจับผิดรัฐ
  • "ประชามติเพื่ออนาคต" ซึ่งฝ่ายไม่รับร่างฯ ได้ฉายภาพ "อนาคตที่น่ากลัว" หากประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ร่าง รธน. ฉบับมีชัย

อย่างไรก็ตามฝ่ายรับร่างฯ แก้เกมกลับด้วยการตอกย้ำภาพ "อดีตที่น่ากลัว" ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งของนักการเมือง ที่ลากเอามวลชนออกมาชุมนุม-ปะทะกันบนท้องถนน

คำบรรยายภาพ,

แกนนำ นปช. ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ แต่ถูก คสช. สั่งปิดและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

ในช่วงท้าย ๆ ก่อนถึงวันลงประชามติ รัฐบาล คสช. ได้ผลักบรรดาผู้นำทางความคิดในฝ่ายไม่รับร่างฯ ให้ไปยืนเป็น "ปีกแดง" และเป็น "พวกทักษิณ" หลังอดีตนายกฯ ออกมาชี้ว่าร่าง รธน. ฉบับมีชัยเป็น "ฝันร้ายที่มีแต่ความขัดแย้งและสับสน" และปล่อยวาทกรรม "ถ้าไม่รับร่างฯ ทักษิณกลับมา" และ "ถ้าไม่รับร่างฯ เป็นชัยชนะทักษิณ" ออกมาตอกย้ำความน่ากลัวของ "ผีทักษิณ"

"เขาพยายามทำให้คนคิดว่าฝ่ายรณรงค์โหวตโนคือพวกทักษิณ เกี่ยวข้องกับทักษิณ ซึ่งเป็นวาทกรรมชุดเดิม ๆ แล้วก็โยงต่อไปที่ฉายา 'รธน. ฉบับปราบโกง' นี่คือสิ่งที่ผลิตขึ้นมาบนพื้นฐานทักษิณทั้งสิ้น" รังสิมันต์ โรม อดีตแกนนำนักศึกษาผู้รณรงค์คว่ำร่าง รธน. กล่าว และชี้ว่านี่คือ "เกมใต้ดิน" ที่ทรงพลังที่สุดของฝ่ายรับร่างฯ และมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน

เช่นเดียวกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อธิบายว่า "ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการลงประชามติกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างสถานภาพปัจจุบันฝ่ายหนึ่ง กับ นปช. อีกฝ่ายหนึ่ง และไม่ประสงค์ไปอยู่ฝ่ายเดียวกับ นปช."

ประชามติ = "ทางผ่าน" สู่การเลือกตั้ง

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่ถูกผู้นำทางความคิดสรุปว่ามีผลต่อชัยชนะของรัฐบาล คสช. ในสนามประชามติ ได้แก่ กลไกการสื่อสารของฝ่าย คสช. ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ความอยากเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ ตลอดจนความนิยมชมชอบในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกหากการแต่งเครื่องแบบทหารของ พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศรับร่าง รธน. 2 วันก่อนลงประชามติ จะถูกตีความว่าเป็นการให้สัญญาณที่ชัดเจนแก่ระดับปฏิบัติ และมีผลต่อจิตวิทยาของมวลชนในการลงมติ

  • "ในเมื่อเขารักเขาชอบนายกฯ นายกฯ พูดเขาก็ฟัง" - มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.
  • "การที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศรับร่างฯ มีผลต่อข้าราชการและประชาชนไม่น้อย เขามีเครดิตจากการทำให้เกิดความเชื่อว่าเป็นผู้ทำให้บ้านเมืองสงบ..." - จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย
  • "คนต้องการเลือกตั้งเร็ว ต้องยอมรับความจริงว่าเรื่องนี้มีอิทธิพลสูงมาก เพราะคนลำบาก มันสงบจนสงัด..." - จตุพร พรหมพันธ์ ประธาน นปช.
คำบรรยายภาพ,

มีชัย ฤชุพันธุ์ นำทีม กรธ. ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 อาคารรัฐสภา ก่อนร่วมพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อ 6 เม.ย. 2560

แต่แม้มีโอกาสสื่อสารเนื้อหาร่าง รธน. มากขึ้น แกนนำฝ่ายไม่รับร่างฯ ยอมรับว่ายากจะพลิกกลับมากำชัยชนะ เนื่องจากสังคมยอมจำนนต่อ "ความกลัว" ที่ถูกสร้างขึ้น ทั้ง "กลัวไม่สงบ" และ "กลัวไม่ได้เลือกตั้ง"

เงื่อนไขการลงประชามติปี 2559 จึงไม่ได้แพ้-ชนะกันที่ความเข้าใจต่อเนื้อหาร่าง รธน. แต่คือการตัดสินใจเลือกระหว่างร่าง รธน. ฉบับหนึ่งกับอะไรที่ไม่รู้ หรือถ้าไม่รับร่าง รธน. ฉบับมีชัยก็อาจไม่มีการเลือกตั้งไปอีกนาน

การทำให้ประชามติเป็น "ทางผ่าน" เป็นกลยุทธ์ที่คณะรัฐประหารปี 2549 เคยใช้มาแล้วได้ผลในการลงประชามติร่างรธน. พ.ศ. 2550 กับวาทกรรม "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" ทำให้คณะรัฐประหารรุ่นน้องอย่าง คสช. เรียนรู้-คัดลอกจากรุ่นพี่ จนประสบชัยชนะในสนามประชามติในที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้ปรับปรุงจากเนื้อหาบางส่วนของวิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559" ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการเก็บข้อมูล โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ รวม 166 วัน (ตั้งแต่วันแรกของการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญถึงระยะเวลา 1 เดือนหลังการประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติ) การสังเกตการณ์ของผู้วิจัย และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้นำทางความคิดทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญรวม 7 กลุ่ม

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจภายใต้ รธน. ฉบับใหม่