"โปรดอยู่ในความสงบ” มุขเดิมของ คสช. จากประชามติ สู่นับถอยหลังเลือกตั้ง

  • 9 เมษายน 2018
กลุ่มคนอยากเลือกตั้งชุมนุม 10 ก.พ. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai

ก่อนประชามติ 7 ส.ค. 2559 แกนนำ 2 พรรคใหญ่ประกาศ "คว่ำ" ร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ที่ถูกเขียนด้วยความ "รังเกียจนักการเมือง" ขณะที่นักเคลื่อนไหวในนามนักศึกษาและองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) เข้าคูหาเพื่อ "โหวตไม่รับกับอนาคตที่ไม่ได้เลือก" และเพื่อปฏิเสธกระบวนการประชามติที่ "ไม่เป็นประชาธิปไตย"

ทว่าเมื่อกฎหมายสูงสุดของประเทศที่จัดทำขึ้นภายใต้บรรยากาศหลังรัฐประหาร "เชียร์ได้ ค้านจับ" ผ่านประชามติด้วยคะแนน "เห็นชอบ" ร้อยละ 61.35 ต่อ 38.65 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กลับเรียกขานว่าเป็น "รธน. ฉบับประชาชน"

หลัง รธน. ฉบับที่ 20 ประกาศใช้ 6 เม.ย. 2560 นักการเมืองทุกพรรคต่างเร่งรัด "โรดแมป" คืนประชาธิปไตยให้ประเทศ เพื่อเดินเข้าสู่สนามเลือกตั้งภายใต้กติกาที่พวกเขาทั้งเกลียด-กลัว

ในโอกาสครบรอบ 1 ปีหลังประกาศใช้ รธน. และการนับถอยหลังสู่สนามเลือกตั้งในช่วงต้นปี 2562 บีบีซีไทยชวนถอดบทเรียนการต่อสู้ของ 2 อุดมการณ์ในสนามประชามติ ผ่านงานวิจัย "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559" โดย หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อะไรทำให้ฝ่ายประชาธิปไตยเพลี่ยงพล้ำฝ่ายอำนาจนิยม

"สื่อสารเป็นจุด ๆ" กลยุทธ์เพิ่มน้ำหนักวาทกรรม รธน.

ด้วยเนื้อหาร่าง รธน. ฉบับออกเสียงประชามติที่มีถึง 279 มาตรา 16 หมวด รวม 305 หน้า ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำให้ประชาชนรับรู้-เข้าใจทุกมาตรา คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จึงพยายามสร้างคำจำกัดความเพื่อให้เกิดภาพจำบางประการต่อร่าง รธน. ภายใต้กลยุทธ์ "การสื่อสารเป็นจุด ๆ" ของ มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. โดยสกัดเฉพาะข้อดี-ข้อเด่นมาสื่อสารกับประชาชน มีผู้นำทางความคิดในเครือข่ายรัฐบาล คสช. และผู้สนับสนุนคอยขานรับ-ตอกย้ำ-ต่อยอดคำอธิบายของ กรธ. เพื่อสร้างภาพลักษณ์ในเชิงบวกให้แก่ร่าง รธน.

วาทกรรมหลัก 5 ชุดถูกผลิตซ้ำ ผ่านวิทยากรกระบวนการเผยแพร่เนื้อหาร่าง รธน. ที่ กรธ. สร้างขึ้นในนาม "ครู ก. ข. ค." และบรรจุลงเอกสารคำอธิบายสาระสำคัญของร่าง รธน. ที่นำออกแจกจ่ายประชาชนทุกครัวเรือน

นอกจากนี้ยังได้ สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จัดเฟซบุ๊กไลฟ์รายวันสรุปสาระสำคัญของร่าง รธน. แบบเข้าใจง่าย ช่วยเพิ่มความหนักแน่นให้กับวาทกรรมของฝ่ายให้รับร่างฯ ทั้งนี้แกนนำ กปปส. ประเมินว่านิยามร่าง รธน. ของสุเทพที่สร้างการจดจำแก่สังคมมากที่สุดมี 3 เรื่อง 3 ป. คือ "ปฏิรูป" "ประชาชนเป็นใหญ่" และ "ปราบโกง" พร้อมยอมรับว่านี่คือวาทกรรมบนเวทีชุมนุม กปปส. ที่ถูกนำมาผลิตซ้ำในสนามประชามติ

วาทกรรมรัฐธรรมนูญ
วาทกรรม ผู้สร้างวาทกรรมหลัก/ผู้ผลิตซ้ำวาทกรรม
รธน. ฉบับประชาชนเป็นใหญ่ มีชัย ฤชุพันธุ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ
รธน. ฉบับปราบโกง เอกสารรณรงค์ของ กรธ. สุเทพ เทือกสุบรรณ
รธน. ฉบับปฏิรูป เอกสารรณรงค์ของ กรธ. สุเทพ เทือกสุบรรณ คำนูณ สิทธิสมาน
รธน. ฉบับดูแลตั้งแต่ท้องแม่ยันแก่เฒ่า เอกสารรณรงค์ของ กรธ.
รธน. คือขื่อแปของบ้านเมือง มีชัย ฤชุพันธุ์ เอกสารรณรงค์ของ กรธ.

ที่มา: วิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559"

ไม่มีฉายาจากฝ่ายไม่รับร่างฯ มีแต่ "วิชามาร"

ที่น่าสนใจคือฝ่ายไม่รับร่าง ไม่ได้บัญญัติชื่อเรียกของร่าง รธน. อย่างจริงจังหลังพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่าง รธน. พ.ศ. 2559 มีผลบังคับใช้ เพื่อหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางกฎหมายที่มีบทลงโทษรุนแรงทั้งปรับและจำคุก

ฉายาที่มีผู้ตั้งไว้ล้วนเกิดขึ้นกับร่างแรก รธน. ที่ กรธ. เผยแพร่ต่อสาธารณะเมื่อ 29 ม.ค. 2559 ไม่ใช่ร่าง รธน. ฉบับลงประชามติ แม้บางฉายาถูกพูดถึง อ้างอิงบ้าง แต่ไม่แพร่หลาย อาทิ "รธน. ฉบับอภิชนเป็นใหญ่" "รธน. ฉบับทุนขุนนาง"

กลยุทธ์ของฝ่ายไม่รับร่างฯ คือการหยิบฉวยเอาฉายาที่ฝ่ายสนับสนุนร่างฯ ผลิตขึ้นไปอธิบายคนละแง่มุมเพื่อหักล้างชุดข้อมูลเดิม ซึ่งวาทกรรม "เรียนฟรีไม่จริง" "รักษาไม่ฟรี" และ "โหวตไม่รับร่างฯ เท่ากับปฏิเสธนายกฯ" คือวาทกรรมของฝ่ายเห็นต่างที่ มีชัย ประเมินว่าส่งผลต่อการตัดสินใจของประชาชน และเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "วิชามาร"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตยแสดงความผิดหวังภายหลังทราบผลประชามติ 7 ส.ค. 2559 ซึ่งประชาชนกว่า 16 ล้านคนลงมติ "เห็นชอบ" ร่างรัฐธรรมนูญ ส่วน 10 ล้านคน "ไม่เห็นชอบ"

"ประชามติแบบไทย ๆ" ที่ คสช. จัดให้

เมื่อการวิจารณ์ร่าง รธน. สุ่มเสี่ยงต่อการถูกตีความว่า "บิดเบือน" และ การเผยแพร่เอกสารสื่อสารความคิดคนละชุดกับรัฐไทยถูกชี้ว่าเป็น "รธน. ปลอม" แนวทางการต่อสู้ของฝ่ายไม่รับร่างฯ จึงอยู่ที่การวิพากษ์ตัวกระบวนการประชามติที่ถูกกำกับให้อยู่ภายใต้ความหมายเรื่อง "ความมั่นคง" และ "ประชาธิปไตยในแบบ คสช." กล่าวคือให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนภายใต้กฎกติกาที่รัฐบาล คสช. กำหนด

นี่คือการสร้างความหมายของ "ประชามติแบบไทย ๆ" ภายใต้ "ประชาธิปไตยในแบบ คสช." เหมือนที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เคยอธิบายการปกครองในยุคสมัยของตนว่าเป็น "ประชาธิปไตยแบบไทย" นั่นเอง

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ งานวิจัยชิ้นนี้ระบุว่ามีข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ และอาสาสมัคร ราว 5.3 แสนคน เข้าร่วมรณรงค์ให้ประชาชนไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญปี 2559

วาทกรรมประชามติที่แกนนำรัฐบาล คสช. สื่อสารต่อสังคม อาจดูคล้ายกับเป็นการขอความร่วมมือ ทว่าหากพิจารณาคำอธิบายเพิ่มเติมจะพบว่าเป็นการสร้าง "ชุดคำสั่ง" มากกว่า เพราะมีการปูเรื่องมาว่าประชามติเกิดขึ้นได้เพราะ คสช. หยิบยื่นให้ประชาชน บ้านเมืองกำลังมุ่งสู่ความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นทุกคนต้องร่วมมือทำตามโรดแมป ต้องไม่มีเหตุรุนแรง และต้องมี รธน. ถึงจะได้เลือกตั้ง นั่นเท่ากับเป็นการลดทอนความสำคัญของกระบวนการประชามติให้เป็นเพียง "ทางผ่าน" ไปสู่การเลือกตั้งเท่านั้น ทั้งที่เจตนาลึก ๆ ของ คสช. ในการจัดให้มีการออกเสียงประชามติ เพื่อ "สถาปนาความศักดิ์สิทธิ์" ให้กับร่าง รธน. ที่ถูกจัดทำขึ้นในบรรยากาศที่ไม่เป็นประชาธิปไตย

"ความกลัว" ดัน รธน. ผ่านประชามติ

ขณะที่ฝ่ายคัดค้านร่าง รธน. โจมตี คสช. ว่ามุ่งควบคุมทิศทางในการลงมติของมหาชนเป็นสำคัญ จึงเสนอวาทกรรมชุดประชาธิปไตยแบบเสรีนิยมและประชามติแบบสากลให้สังคมพิจารณา เพื่อยืนยันว่าประชามติต้องอยู่ในบรรยากาศที่มีเสรีภาพ เป็นธรรม มีส่วนร่วม และมีทางเลือก ไม่ใช่อยู่ภายใต้บรรยากาศแห่งความกลัว

วาทกรรมประชามติ
ฝ่ายรับร่างฯ ฝ่ายไม่รับร่างฯ
ประชามติคือส่วนหนึ่งของประชาธิปไตย/ ร่วมมือลงประชามติจะได้เลือกตั้ง ประชามติไม่มีทางเลือก/ ประชามติมัดมือชก
ประชามติเป็นหน้าที่ของประชาชน/ลงประชามติเพื่อชาติ ประชามติในความเงียบ/ ประชามติพูดไม่ได้/ ประชามติปิดหู ปิดตา ปิดปาก
ประชามติพูดได้ภายใต้กติกา ประชามติไม่โกง
ประชามติเป็นเรื่องภายใน ประชามติเพื่ออนาคต
ประชามติไม่ผ่าน ให้ คสช. รับผิดชอบ

ที่มา: วิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559"

เกือบทุกวาทกรรมประชามติที่ฝ่ายไม่รับร่างฯ ผลิตขึ้นมี "ความกลัว" สอดแทรกลงไปทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็น

  • "ประชามติไม่มีทางเลือก" ถูกอธิบายว่าผู้มีอำนาจได้สร้างความหวาดกลัวให้สังคมด้วยการปกปิดภาพอนาคต ในกรณีร่าง รธน. ถูกคว่ำในชั้นประชามติเพื่อบีบให้ประชาชนโหวตรับร่างฯ เท่านั้น
  • "ประชามติในความเงียบ" ชี้ให้เห็นถึงการใช้กฎหมายจัดการกับฝ่ายเห็นต่าง ทำให้เกิดความกลัวจนไม่กล้าพูด
  • "ประชามติไม่โกง" ซึ่งแกนนำ นปช. อ้างว่าอาจมีความพยายามจะล้มประชามติหากร่าง รธน. มีแนวโน้มไม่ผ่าน จึงต้องตั้งศูนย์ปราบโกงขึ้นมาจับผิดรัฐ
  • "ประชามติเพื่ออนาคต" ซึ่งฝ่ายไม่รับร่างฯ ได้ฉายภาพ "อนาคตที่น่ากลัว" หากประเทศไทยตกอยู่ภายใต้ร่าง รธน. ฉบับมีชัย

อย่างไรก็ตามฝ่ายรับร่างฯ แก้เกมกลับด้วยการตอกย้ำภาพ "อดีตที่น่ากลัว" ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งของนักการเมือง ที่ลากเอามวลชนออกมาชุมนุม-ปะทะกันบนท้องถนน

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ แกนนำ นปช. ประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ พร้อมตั้งศูนย์ปราบโกงประชามติ แต่ถูก คสช. สั่งปิดและดำเนินคดีผู้เกี่ยวข้อง

ในช่วงท้าย ๆ ก่อนถึงวันลงประชามติ รัฐบาล คสช. ได้ผลักบรรดาผู้นำทางความคิดในฝ่ายไม่รับร่างฯ ให้ไปยืนเป็น "ปีกแดง" และเป็น "พวกทักษิณ" หลังอดีตนายกฯ ออกมาชี้ว่าร่าง รธน. ฉบับมีชัยเป็น "ฝันร้ายที่มีแต่ความขัดแย้งและสับสน" และปล่อยวาทกรรม "ถ้าไม่รับร่างฯ ทักษิณกลับมา" และ "ถ้าไม่รับร่างฯ เป็นชัยชนะทักษิณ" ออกมาตอกย้ำความน่ากลัวของ "ผีทักษิณ"

"เขาพยายามทำให้คนคิดว่าฝ่ายรณรงค์โหวตโนคือพวกทักษิณ เกี่ยวข้องกับทักษิณ ซึ่งเป็นวาทกรรมชุดเดิม ๆ แล้วก็โยงต่อไปที่ฉายา 'รธน. ฉบับปราบโกง' นี่คือสิ่งที่ผลิตขึ้นมาบนพื้นฐานทักษิณทั้งสิ้น" รังสิมันต์ โรม อดีตแกนนำนักศึกษาผู้รณรงค์คว่ำร่าง รธน. กล่าว และชี้ว่านี่คือ "เกมใต้ดิน" ที่ทรงพลังที่สุดของฝ่ายรับร่างฯ และมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชน

เช่นเดียวกับ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่อธิบายว่า "ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มีจำนวนไม่น้อยที่มองว่าการลงประชามติกลายเป็นการต่อสู้ระหว่างสถานภาพปัจจุบันฝ่ายหนึ่ง กับ นปช. อีกฝ่ายหนึ่ง และไม่ประสงค์ไปอยู่ฝ่ายเดียวกับ นปช."

ประชามติ = "ทางผ่าน" สู่การเลือกตั้ง

ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่ถูกผู้นำทางความคิดสรุปว่ามีผลต่อชัยชนะของรัฐบาล คสช. ในสนามประชามติ ได้แก่ กลไกการสื่อสารของฝ่าย คสช. ที่มีประสิทธิภาพเหนือกว่า ความอยากเลือกตั้งของคนส่วนใหญ่ ตลอดจนความนิยมชมชอบในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จึงไม่แปลกหากการแต่งเครื่องแบบทหารของ พล.อ. ประยุทธ์ ประกาศรับร่าง รธน. 2 วันก่อนลงประชามติ จะถูกตีความว่าเป็นการให้สัญญาณที่ชัดเจนแก่ระดับปฏิบัติ และมีผลต่อจิตวิทยาของมวลชนในการลงมติ

  • "ในเมื่อเขารักเขาชอบนายกฯ นายกฯ พูดเขาก็ฟัง" - มีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.
  • "การที่ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศรับร่างฯ มีผลต่อข้าราชการและประชาชนไม่น้อย เขามีเครดิตจากการทำให้เกิดความเชื่อว่าเป็นผู้ทำให้บ้านเมืองสงบ..." - จาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย
  • "คนต้องการเลือกตั้งเร็ว ต้องยอมรับความจริงว่าเรื่องนี้มีอิทธิพลสูงมาก เพราะคนลำบาก มันสงบจนสงัด..." - จตุพร พรหมพันธ์ ประธาน นปช.
Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ มีชัย ฤชุพันธุ์ นำทีม กรธ. ร่วมถ่ายภาพหมู่หน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 7 อาคารรัฐสภา ก่อนร่วมพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อ 6 เม.ย. 2560

แต่แม้มีโอกาสสื่อสารเนื้อหาร่าง รธน. มากขึ้น แกนนำฝ่ายไม่รับร่างฯ ยอมรับว่ายากจะพลิกกลับมากำชัยชนะ เนื่องจากสังคมยอมจำนนต่อ "ความกลัว" ที่ถูกสร้างขึ้น ทั้ง "กลัวไม่สงบ" และ "กลัวไม่ได้เลือกตั้ง"

เงื่อนไขการลงประชามติปี 2559 จึงไม่ได้แพ้-ชนะกันที่ความเข้าใจต่อเนื้อหาร่าง รธน. แต่คือการตัดสินใจเลือกระหว่างร่าง รธน. ฉบับหนึ่งกับอะไรที่ไม่รู้ หรือถ้าไม่รับร่าง รธน. ฉบับมีชัยก็อาจไม่มีการเลือกตั้งไปอีกนาน

การทำให้ประชามติเป็น "ทางผ่าน" เป็นกลยุทธ์ที่คณะรัฐประหารปี 2549 เคยใช้มาแล้วได้ผลในการลงประชามติร่างรธน. พ.ศ. 2550 กับวาทกรรม "รับไปก่อน แก้ทีหลัง" ทำให้คณะรัฐประหารรุ่นน้องอย่าง คสช. เรียนรู้-คัดลอกจากรุ่นพี่ จนประสบชัยชนะในสนามประชามติในที่สุด

หมายเหตุ: บทความนี้ปรับปรุงจากเนื้อหาบางส่วนของวิทยานิพนธ์เรื่อง "การเมืองวัฒนธรรมของการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2559" ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการเก็บข้อมูล โดยวิเคราะห์เนื้อหาจากข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ 3 ฉบับ รวม 166 วัน (ตั้งแต่วันแรกของการเผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญถึงระยะเวลา 1 เดือนหลังการประกาศรับรองผลการออกเสียงประชามติ) การสังเกตการณ์ของผู้วิจัย และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกผู้นำทางความคิดทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญรวม 7 กลุ่ม

ข้อมูลอื่นๆ ที่น่าสนใจภายใต้ รธน. ฉบับใหม่

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม