ประชุมสุดยอดเกาหลี: มองการแบ่งแยกในคาบสมุทรผ่านประสบการณ์ทหารไทย

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ความหลังสงครามเกาหลี จากทหารผ่านศึกไทย

การประชุมสุดยอดผู้นำเกาหลีเหนือ-ใต้ที่เกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 27 เมษายนเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ซึ่งสองผู้นำทั้งสองจะได้พบพูดคุยกันเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี และหลายฝ่ายก็คาดหวังว่าน่าจะปูทางไปสู่สันติภาพ รวมทั้งการรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวในคาบสมุทรเกาหลี

ในฐานะที่ประเทศไทยได้เข้าไปมีบทบาทในสงครามที่แยกคาบสมุทรเกาหลีเป็นสองประเทศอย่างเป็นทางการ บีบีซีไทยขอนำเสนอ "ย้อนประวัติศาสตร์สงครามเกาหลีผ่านวีรกรรมของทหารไทย" เพื่อสะท้อนให้เห็นเรื่องราวในครั้งนั้น ผ่านทหารไทยที่ถูกส่งไปรบร่วมกับกองกำลังสหประชาชาติ เพื่อมิให้คาบสมุทรเกาหลีตกอยู่ใต้การปกครองของระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นมีส่วนก่อรูปความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชียปัจจุบัน

ปี ค.ศ 1950 เป็นปีที่สงครามระหว่างเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ปะทุขึ้น นับเป็นสงครามตัวแทนครั้งแรก ๆ ระหว่างสองขั้ว คือ สหรัฐฯกับพันธมิตร กับขั้วของจีนกับรัสเซีย โดยที่เกาหลีเหนือนั้นหนุนโดยจีนและรัสเซีย ส่วนเกาหลีใต้นั้นหนุนโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร

Image copyright Keystone/Getty Images)
คำบรรยายภาพ สิงหาคม 1950: ทหารอเมริกันในแนวหน้าของสมรภูมิเกาหลี

ปฐมบทแห่งสงคราม

ตัวละครที่เกี่ยวพันในสงครามเมื่อเกือบ 70 ปีก่อนโน้นก็แทบจะไม่แตกต่างจากตัวละครในปัจจุบันนี้ นอกจากเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ แล้วก็มีญี่ปุ่น สหรัฐฯ รัสเซีย จีน และประเทศสมาชิกสหประชาชาติอื่น ๆ ที่ถือหางสหรัฐฯ

หลังญี่ปุ่นแพ้ในสงครามโลกครั้งที่สอง คาบสมุทรเกาหลีซึ่งญี่ปุ่นเข้าครองก็ถูกแบ่งเป็นสองส่วน รัสเซียดูแลดินแดนเหนือเส้นขนานที่ 38 และสหรัฐฯดูแลดินแดนที่อยู่ใต้ลงไป การเจรจารวมชาติที่ล้มเหลวทำให้เกิดความตึงเครียดขึ้น เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้กระทบกระทั่งกันอยู่เนือง ๆ และระเบิดออกมาเป็นสงคราม เมื่อเกาหลีเหนือฉวยโอกาสยกทัพข้ามเส้นขนานมายึดครองเกาหลีใต้ในปี 1950

คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติมีมติให้มีปฏิบัติการผลักดันเกาหลีเหนือออกไป ขณะนั้นสหภาพโซเวียตกำลังคว่ำบาตรคณะมนตรีความมั่นคงฯ เพื่อประท้วงการที่ไต้หวันได้เป็นตัวแทนจีนในสหประชาชาติ จึงไม่สามารถคัดค้านมตินี้ได้

กรมผสมที่ 21

การระดมกำลังทหารของประเทศสมาชิกสหประชาชาติจึงเกิดขึ้น โดยกองกำลังประกอบด้วย 21 ชาตินำโดยสหรัฐฯ และไทยก็เป็นประเทศแรกในเอเชียที่ตอบรับเข้าร่วมสงครามเพื่อช่วยเกาหลีใต้ รัฐบาลไทยภายใต้จอมพลป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีขณะนั้นได้ตั้ง "กรมผสมที่ 21" ขึ้นเพื่อรับสมัครทหารไทย

พ.อ. ทองรัตน์ ชัยภูมิ จากสมาคมทหารผ่านศึกเกาหลี ในพระบรมราชูปถัมภ์ เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าเมื่อเขารู้ข่าวก็ไปสมัครทันที "ตอนนั้นผมก็อายุราว 20 ปี เพิ่งจบ อยากจะมีประสบการณ์การรบในสนามรบจริง และก็เห็นว่าเป็นการช่วยมิตรประเทศของเราต่อสู้กับคอมมิวนิสต์ด้วย" และก็ได้รับเลือกให้เข้าร่วมกับกรมผสมที่ 21 เดินทางไปเป็นผลัดแรก

Image copyright BBC Thai/ Wasawat Lukharang
คำบรรยายภาพ ธงพระราชทาน ประจำกรมผสมที่ 21

"เราเดินทางด้วยเรือ รัฐบาลเตรียมเรือรบไม่ทัน ก็จึงได้เช่าเรือสินค้าต่างชาติเพื่อให้ทหารไทยเดินทางไปยังเกาหลี ก็ใช้เวลาเดินทางอยู่ 10 วันจึงถึงท่าเรือที่ปูซาน" เขากล่าว เมื่อขึ้นฝั่งได้สักพัก ทหารไทยก็ได้รับคำสั่งให้เดินทางขึ้นเหนือไปเสริมกำลังที่กรุงเปียงยาง เพราะขณะนั้นกองกำลังสหประชาชาติสามารถตีโต้รุกไล่ทัพเกาหลีเหนือ และเข้าไปยึดกรุงเปียงยางได้

"แต่ก็อยู่ได้แค่ 20 กว่าวันก็ได้รับคำสั่งให้ถอนทหารกลับมา เพราะมีข่าวว่ากองกำลังต่างชาติที่ช่วยเหลือเกาหลีเหนือ จะส่งกำลังราวสองแสนคนมายึดเปียงยางคืน เราก็ต้องถอยร่นลง" พ.อ. ทองรัตน์กล่าว

เขาเล่าว่าปัญหาที่ประสบก็คือ ความหนาว ที่ไม่เคยชิน เนื่องจากคาบสมุทรเกาหลีนั้นหนาวเย็น บางครั้งมีอุณหภูมิถึง -20 องศาเซลเซียส เสื้อผ้าที่ทางสหรัฐฯจัดให้นั้นก็ทั้งหนาและหนัก เวลาเปียกน้ำก็หนักมาก ทำให้ทหารไทยที่เพิ่งไปใหม่ ๆ นั้นสู้รบอย่างลำบาก "ทุกครั้งที่ท้อถอย ก็จะคิดว่าเรามาทำไมมีเป้าหมายอะไรเพื่อให้เดินหน้าต่อไปได้" พ.อ. ทองรัตน์กล่าว

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภาพในสมุดเก็บภาพของ ร.อ. อุดม ขาวกระจ่าง เขาและเพื่อนทหารไทยขณะอยู่บนพอร์ค ช็อปฮิลล์

ลอยกระทงเลือดที่พอร์คช็อป ฮิลล์

ในหนังสือ "ประวัติการรบของทหารไทยในสงครามเกาหลี" ที่จัดพิมพ์โดยกรมยุทธศึกษาทหาร กองบัญชาการทหารสูงสุด พ.ศ.2541 กล่าวว่า พอร์คช็อป ฮิลล์ หรือ เนิน 255 เป็นชัยภูมิที่หมายปองของทั้งกองกำลังสหประชาชาติและจีน/เกาหลีเหนือ เพราะเป็นจุดคุมเส้นทางหลักที่จะเจาะเข้าเมืองชอร์วอน ที่ปัจจุบันอยู่เขตปลอดทหาร รวมทั้งเมืองอื่น ๆ ของเกาหลีใต้ที่ต่อจากนั้นไป ความสำคัญของที่นี่ทำให้มีคำสั่งให้รบจนตัวตาย ห้ามถอยเป็นเด็ดขาด

ร.อ. อุดม ขาวกระจ่าง 87 ปี ทหารผ่านศึกสงครามเกาหลี ซึ่งประจำการพร้อมหน่วยทหารไทยอยู่ที่นั่น เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่าวันที่ 1 เดือนพฤศจิกายน 1953 เกาหลีเหนือและจีนก็ได้เริ่มระดมยิงปืนใหญ่โจมตีหน่วยรบของสหประชาชาติที่เนินเขาใกล้เคียงอย่างรุนแรง อันเป็นกลยุทธที่ทำประจำก่อนที่จะส่งทหารราบเข้าตี ทหารไทยที่อยู่ประจำการที่เนิน 255 จึงไม่ทันระวังตัว เพราะคิดว่าจะโจมตีที่อื่น ประกอบกับเป็นวันที่ตรงกับลอยกระทง ทำให้ทหารบางส่วนที่ไม่ได้อยู่เวรก็ร้องรำทำเพลงรื่นเริงแก้คิดถึงบ้าน บางส่วนก็นอนหลับพักผ่อน

แต่ในความเป็นจริงก็คือ กองกำลังจีน/เกาหลีเหนือส่งหน่วยกล้าตายลักลอบขึ้นเนิน 255 ทำลายสัญญาณเตือนทั้งหมดอย่างเช่น กับระเบิด พลุสัญญาณ ดังนั้นทหารที่อยู่จึงไม่รู้ตัวว่ากำลังจะโดนโจมตี กว่าจะรู้ตัวก็ถูกรุกขึ้นประชิดตัวแล้ว

"ทหารไทยจวนตัวมาก ต้องตะลุมบอนกันด้วยดาบปลายปืน บางคนก็นอนอยู่ ตอนนั้นเราก็ตะโกนโหวกเหวกปลุกเรียกกัน จีนเริ่มหันมาระดมยิงปืนใหญ่ใส่พวกเรา ทำให้ทหารไทยเสียชีวิตไปบ้าง แต่เราที่เหลืออยู่ก็สู้จนยิบตา" ร.อ. อุดมเล่า

Image copyright BBC Thai/ Wasawat Lukharang
คำบรรยายภาพ เหรียญตราทหารผ่านศึกเกาหลี

ใน หนังสือ "ประวัติการรบฯ"อธิบายว่าทุกอย่างเกิดขึ้นในท่ามกลางหิมะโปรยปราย หนาวจัด การรบเริ่มตั้งแต่คืนวันที่ 1 พ.ย.ติดต่อกันไปจนถึงเช้าวันที่ 11 พ.ย. กองกำลังทหารจีนและเกาหลีเหนือบุกทีเดียวสามทิศทาง ใช้ทั้งรถถังและกำลังทหารราบ วางแผนให้ขึ้นไปบรรจบกันบนยอดเขา ซึ่งทหารไทยร้อยกว่าคนบนฐานที่เนินเขาก็ต่อสู้อย่างทรหดติดต่อกันถึง 10 วัน

เมื่อ พล.ท.พอล ดับเบิลยู เคนดอล แม่ทัพน้อยที่ 1 ของสหรัฐฯ เดินทางมาดูสถานการณ์บนยอดพอร์คช็อป ฮิลล์ ร.อ.อุดม ซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยเล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า ตอนแรกทางแม่ทัพน้อยไม่เชื่อว่าทหารไทยยังรักษาพอร์คช็อปฮิลล์เอาไว้ได้จึงต้องมาดูให้เห็นกับตา และเขาก็เห็นศพของทหารฝ่ายตรงข้ามเกลื่อนกลาดเนินเขาแห่งนั้น "ประวัติการรบฯ" สรุปว่าในการรบ 10 วัน ทหารไทยเสียชีวิตทั้งสิ้น 25 นาย ทหารจีนและเกาหลีเหนือทิ้งศพไว้บนยอดเขากว่า 160 ศพ (มีการประเมินว่าน่าจะเสียชีวิตทั้งสิ้นราว 264 นาย) และถูกจับเป็นเชลย 5 คน

Image copyright Getty Images

ประชุมสุดยอดสองเกาหลี

การรบของทหารไทยในเกาหลีใต้เป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับเกาหลีใต้ ต่อมาไทยและเกาหลีใต้ได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระดับเอกอัครราชทูตใน 2503 อย่างไรก็ตามไทยได้หันไปผูกมิตรกับเกาหลีเหนือในเวลาต่อมาด้วย โดยสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตต่อกันในปี 2518 ซึ่งทำให้ไทยเป็นประเทศไม่กี่แห่งที่มีสถานทูตทั้งเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ตั้งอยู่ในประเทศ

พ.อ. ทองรัตน์ หลังจากกลับมาแล้วก็ติดตามสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลีอยู่เสมอมา เขาเห็นว่าการเจรจาสุดยอดที่จะเกิดขึ้นอาจเป็นความหวังที่จะยุติสงครามที่เกิดขึ้นมาเมื่อ 67 ปีก่อน และสร้างเสถียรภาพให้กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกได้

"ในความคิดส่วนตัวของผม เห็นว่าถ้าประเทศที่หนุนหลังเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้อยู่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัว หรืออยากจะให้มีรวมชาติ การรวมชาติก็น่าจะเกิดขึ้นได้" เขากล่าว

ขณะที่ รศ. ดร. นภดล ชาติประเสริฐ จากสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า"การประชุมสุดยอดเกาหลีเหนือ-เกาหลีใต้ครั้งนี้มีความสำคัญมากกว่าสองครั้งที่ผ่านมา เพราะครั้งนี้เกิดภายใต้วิกฤตนิวเคลียร์ที่เข้มข้น หากเกาหลีใต้สามารถเจรจาได้และมีความสำเร็จในระดับหนึ่ง ก็อาจปูทางไปสู่การประชุมที่ใหญ่กว่าก็คือ การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำสหรัฐ ฯ กับเกาหลีเหนือ"

เขากล่าวอีกว่าการประชุมครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งประวัติศาสตร์ และอาจนำไปสู่การคลี่คลายสถานการณ์ที่ดำเนินมาถึงการเผชิญหน้ากันที่ดำเนินมาเกือบ 70 ปีแล้ว