วันธาลัสซีเมียโลก: แพทย์ไทยชี้พบทางรักษาโรคนี้ให้หายขาดแล้ว

วันที่ 8 พค. คือวันธาลัสซีเมียโลก Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ วันที่ 8 พค. คือวันธาลัสซีเมียโลก

กระทรวงสาธารณสุขเร่งประชาสัมพันธ์ให้คู่สมรสเข้ารับการตรวจเลือดก่อนมีบุตร หลังมาตรการป้องกันการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเลือดธาลัสซีเมียยังไม่ได้ผล ชี้เด็กเกิดใหม่เป็นโรคเลือดจางชนิดนี้ถึงปีละ 12,125 ราย

รัฐต้องเพิ่มงบประมาณดูแลผู้ป่วยอาการร้ายแรงมากขึ้น อย่างไรก็ตามแพทย์รามาธิบดีร่วมวิจัยกับสหรัฐฯ และออสเตรเลียระบุว่าได้ค้นพบวิธีรักษาโรคเลือดชนิดนี้ให้หายขาดได้สำเร็จแล้ว

องค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้วันที่ 8 พ.ค. เป็น "วันธาลัสซีเมียโลก" บีบีซีขอนำเสนอสถานการณ์ของโรคธาลัสซีเมียในประเทศไทย รวมทั้งมาตรการป้องกันและการรักษาที่ค้นพบใหม่

ความทรงจำวัยเด็กของผู้ป่วยธาลัสซีเมีย

นายณัฐพงศ์ โลหิตนาวี วัย 53 ปี ซึ่งเป็นผู้ป่วยธาลัสซีเมียแบบไม่รุนแรง เล่าให้บีบีซีไทยฟังว่า สมัยเรียนอยู่ชั้นประถม เมื่อถึงเวลาปิดเทอม หรือวันหยุดยาว พ่อแม่ของเขาก็ต้องพาเข้าโรงพยาบาลไปตรวจเลือดทุกครั้ง

"ไม่ค่อยได้ไปเล่นอะไรอย่างเด็กคนอื่นเขาหรอก และก็ต้องกินโฟลิค แอซิดเป็นประจำ รวมทั้งร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ผิวซีดและตัวและตาเหลือง รวมทั้งมีอาการม้ามโตด้วย ซึ่งแพทย์มักจะบอกเสมอเมื่อคลำท้องยามเข้าไปตรวจ" เขากล่าว

นายณัฐพงศ์เล่าอีกว่าเมื่อแต่งงานแล้ว ภรรยาก็มีประวัติว่ามาจากครอบครัวซึ่งมีพี่ชายป่วยเป็นธาลัสซีเมียเช่นกัน ด้วยความกลัวที่ว่าลูกอาจจะได้รับการถ่ายทอดพันธุกรรมและมีร่างกายอ่อนแอ ทั้งสองคนจึงตัดสินใจว่าจะไม่มีลูกเพื่อป้องกันปัญหา

ในขณะเดียวกัน ทางกรมการแพทย์ กระทรวงสาธาณะสุขก็ได้เร่งให้ความรู้ประชาชนตามนโยบายการป้องกันความพิการแต่กำเนิดกับผู้วางแผนจะมีบุตร โดยสตรีตั้งครรภ์และคู่สมรสควรได้รับการตรวจคัดกรองธาลัสซีเมีย เพื่อควบคุมและป้องกันการเกิดธาลัสซีเมีย ชนิดรุนแรงของทารกในครรภ์และคัดกรองทารกแรกเกิด

Image copyright กรมการแพทย์

สาเหตุจากพันธุกรรม

นพ. สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก) ระบุว่าโรคนี้สามารถป้องกันไม่ให้ถ่ายทอดสู่บุตรได้ หากคู่สามีภรรยานั้นตรวจเลือดก่อนการมีบุตร

"สตรีตั้งครรภ์ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงและสามีเป็นพาหะด้วย จะทำให้ทารกในครรภ์ผิดปกติและเสียชีวิตภายในครรภ์หรือตายหลังคลอด ซึ่งกว่าร้อยละ 75 ของสตรีตั้งครรภ์ที่มีทารกผิดปกติอยู่ในครรภ์เหล่านี้จะมีอาการครรภ์เป็นพิษ โดยมีอาการบวมและความดันโลหิตสูง" นพ. สมเกียรติ กล่าว

โรคธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางชนิดหนึ่งที่เกิดจากพันธุกรรมที่พบมากในประเทศไทย โดยพบทารกแรกเกิดเป็นโรคดังกล่าวปีละประมาณ 12,125 ราย โรคนี้ที่เกิดจากการสร้างฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงลดน้อยลงเม็ดเลือดแดงจึงมีลักษณะผิดปกติและแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

ทารกที่พันธุกรรมโรคธาลัสซีเมียแบบที่อาการรุนแรง จะมีผิวสีซีดเหลืองภายในขวบปีแรก หากไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม ทำให้ตัวเล็กไม่สมอายุ หน้าตาผิดรูปท้องโต เพราะตับม้ามโตเนื่องจากต้องผลิตเมล็ดเลือดแดงมากขึ้น ที่สำคัญเด็กกลุ่มนี้จะป่วยบ่อยเพราะติดเชื้อง่าย บางรายเสียชีวิตตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก และเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องเข้ารับการรักษา เช่น ถ่ายเลือดอยู่ตลอดชีวิต

รักษาหายได้ด้วยเทคโนโลยีใหม่

ศ.นพ. สุรเดช หงส์อิง สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่าทางคณะแพทยฯ รามาธิบดีได้ศึกษาวิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในออสเตรเลีย และสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงปี พ.ศ. 2554 และค้นพบวิธีรักษาธาลัสซีเมียในกลุ่มผู้ป่วยประเภทร้ายแรงให้หายขาดได้ โดยใช้สเต็มเซลล์ของผู้ป่วยเอง

"วีธีการนี้จะนำเอาสเต็มเซลล์ออกมาจากร่างกายผู้ป่วยมาเลี้ยงไว้ในหลอดทดลอง และทำการโคลนนิ่ง ซึ่งทำให้ได้สเต็มเซลล์ที่มียีนปกติสามารถสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไม่ผิดปกติได้ จากนั้นก็นำไปใส่ไว้ในร่างกายของคนไข้ตามเดิม ซึ่งก็จะทำให้ร่างกายจะเริ่มผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ปกติได้ในระยะต่อมา" เขากล่าว

ศ.นพ. สุรเดชกล่าวอีกว่าที่จริง วิธีการรักษาธาลัสซีเมียด้วยสเต็มเซลล์นี้มีมานานแล้ว แต่เป็นการนำเอาสเต็มเซลล์จากคนอื่นที่สามารถผลิตเม็ดเลือดแดงปกติ เอาไปปลูกถ่ายในร่างกายของผู้ป่วย เพื่อให้เริ่มต้นผลิตเม็ดเลือดแดงให้กับร่างกาย แต่เมื่อปลูกถ่ายแล้วก็จำเป็นที่จะต้องกินยากดภูมิคุ้มกันราวหนึ่งปีจนถึงปีครึ่ง เพราะไม่เช่นนั้นจะเกิดอาการแพ้ภูมิคุ้มกันขึ้นได้ และระหว่างกินยากดภูมิคุ้มกันก็จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อได้ง่าย นอกจากนี้ก็ยังหาผู้บริจาคสเต็มเซลล์ที่เข้ากับตัวผู้ป่วยเองได้ยาก

ศ.นพ. สุรเดชยังได้กล่าวอีกว่าในช่วง 6 -7 ปีของการวิจัย มีคนไข้ 22 รายหายขาดจากธาลัสซีเมียแล้ว โดยเป็นคนไทย 4 คน

"ซึ่งหากรักษาได้ ก็จะทำให้จำนวนผู้ป่วยนั้นลดน้อยลงไป และทำให้ประหยัดงบประมาณของรัฐ รวมทั้งสามารถนำเอาเลือดในคลังเลือดของสภากาชาดแห่งประเทศไทยไปใช้ให้เป็นประโยชน์ได้มากขึ้น เพราะตอนนี้ราวครึ่งหนึ่งของเลือดที่เก็บไว้ในคลังสภากาชาดถูกมาถ่ายเลือดให้กับผู้ป่วยธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ที่ต้องได้รับถ่ายเลือดไปจนตลอดชีวิต" ศ.นพ.สุรเดชสรุป

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ การเจาะเพื่อเอาตัวอย่างเลือดไปศึกษา

คนไทยเป็นพาหะโรคราว 30-40%

ทางด้าน พญ. อรุโณทัย มีแก้วกุญชร นายแพทย์เชี่ยวชาญด้านเวชกรรม สาขากุมารเวชกรรม กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวกับบีบีซีไทยว่า อัตราการผู้ป่วยโรคนี้ของไทยอยู่ในอัตราสูงเมื่อเทียบกับประเทศในอาเซียนด้วยกัน

"ในไทย มีคนเป็นโรคนี้ราว 13-15% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง 2% แต่ถ้าเป็นพาหะของโรคก็อยู่ในราว 30-40% เลยทีเดียว" พ.ญ. อรุโณทัยกล่าว

แม้ว่าทางกระทรวงสาธารณสุขจะออกมาตรการเพื่อจะลดจำนวนเด็กแรกเกิดที่เป็นธาลัสซีเมียลงราวครึ่งหนึ่งของแต่ละปีมาหลายปีแล้ว แต่ก็ไม่สามารถที่จะลดลงได้ตามเป้า ทำให้จำนวนผู้ป่วยสะสมในช่วง 20 ปีที่ผ่านมายังคงที่อยู่ราว 2% ต่อประชากรอยู่ตลอดมา นั่นหมายถึงว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นตามจำนวนของประชากรแต่ละปี

ในขณะที่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระบุว่ารัฐบาลใช้งบเกือบ 1,000 ล้านบาทในแต่ละปีเพื่อดูแลผู้ป่วยธาลัสซีเมียนี้ โดยแบ่งเป็น งบป้องกัน 40 ล้านบาท งบสำหรับรักษา 600 ล้านบาท และงบสำหรับให้หน่วยบริการไปติดตามผลการรักษาอีก 250 ล้านบาท และก็มีแนวโน้มที่จะต้องใช้งบเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากยังไม่สามารถทำให้จำนวนผู้ป่วยลดลงไปได้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม