BACC: ทำไมหอศิลป์ จึงไม่ควรถูกจัดการโดยภาครัฐ

  • 15 พฤษภาคม 2018
หอศิลป์ Image copyright Wasawat Lukharang/BBC THAI

ในวันนี้ (15 พ.ค.) เครือข่ายศิลปินหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อคัดค้านแนวคิดกรุงเทพมหานคร จะให้เข้าผู้บริหารจัดการดูแลหอศิลป์ แทนที่มูลนิธิหอศิลปวัฒนธรรมฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคลที่ดูแลหอศิลป์ในปัจจุบัน ส่วนกรุงเทพมหานครก็จะมีการประชุมสรุปเรื่องนี้ในวันนี้

ศิลปินหลากหลายแขนงได้ออกมาคัดค้านแนวทางเปลี่ยนการบริหารจัดการหอศิลป์ซึ่งจะมีอายุครบสิบปีในเดือน ก.ค.ที่จะถึง โดยที่ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการ กทม. ได้ชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า ต้องการพัฒนาพื้นที่ในหอศิลป์ ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ของเยาวชนผ่านรูปแบบโคเวิร์คกิ้งสเปซ (co-working space)

"ผมไปดูบ่อย เห็นนักเรียนไปกวดวิชา ติวกับพื้น ความจริงผมไม่รู้เรื่อง ไปเรียกสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว ให้ไปซื้อโต๊ะเก้าอี้มาเพิ่ม ชั้นละ 10 ชุด" รายงานข่าวของสำนักข่าวอิศรา ระบุ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC THAI
คำบรรยายภาพ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตั้งอยู่ท่ามกลางห้อมล้อมของห้างสรรพสินค้าชั้นนำใจกลางกรุงเทพฯ

ท่ามกลางเสียงคัดค้านของกลุ่มศิลปิน และบุคคลที่ทำงานในวงการสร้างสรรค์ ผ่านโซเชียลมีเดีย และการรวบรวมรายชื่อผ่านแคมเปญรณรงค์ คัดค้านกรุงเทพมหานครเข้ามาบริหารจัดการหอศิลป์ กรุงเทพฯ ผ่าน change.org ที่มีผู้สนับสนุน 13,000 คน แล้ว พล.ต.อ.อัศวิน ได้โพสต์บนเฟซบุ๊ก "ผู้ว่าฯ อัศวิน" ยอมถอยแนวคิดดังกล่าว พร้อมยืนยันว่า "ไม่เคยคิด และไม่มีทางที่จะทำลายสถานที่แสดงศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศเรา เพียงแต่เราต้องการพัฒนาสถานที่แห่งนี้ให้ได้ใช้ประโยชน์สูงสุด" แต่ติดที่ระเบียบและกฎหมายที่มอบกิจการให้กับมูลนิธิ

"สุดท้ายนี้ ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย กทม.ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับพัฒนาในพื้นดังกล่าวครับ" ผู้ว่าฯ กทม. โพสต์วานนี้ (14 พ.ค.)

บีบีซีไทยรวบรวม เหตุผลของฝ่ายที่คัดค้านความพยายามเข้ามาบริหารจัดการหอศิลป์กรุงเทพฯ ของ กทม.

พิพิธภัณฑ์ต้องมีจิตวิญญาณ

กุลยา กาศสกุล ผู้สร้างแคมเปญรณรงค์คัดค้านกรุงเทพมหานครเข้ามาบริหารจัดการหอศิลป์ กรุงเทพฯ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า งานศิลปะหรือการจัดทำพิพิธภัณฑ์เป็นเรื่องเฉพาะทาง การที่กรุงเทพมหานครจะดึงหอศิลป์ไปบริหารก็ควรมีนโยบายที่เห็นเป็นรูปธรรม แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นที่ กทม.บริหารราว 27 แห่งพบว่า แทบจะเป็นพิพิธภัณฑ์ร้าง

"อยากทำให้เป็นโมเดลตัวอย่างว่าการจัดการศิลปะไม่ควรเป็นเรื่องอยู่ภายใต้การปกครอง" กุลยา กล่าว

กุลยายังชี้ประสบการณ์จากการเข้าได้เข้าไปดูแลพิพิธภัณฑ์ชาวบางกอกช่วงหนึ่ง ซึ่งปัจจุบัน กทม.เป็นเจ้าของ ว่าการขออนุมัติบำรุงรักษาทำได้ล่าช้าเพราะขั้นตอนของราชการ ส่วนกิจกรรมที่จัดก็ไม่ได้สะท้อนความมีชีวิตของพิพิธภัณฑ์นั้น

"เขามองเพียงว่าพิพิธภัณฑ์เป็นอาคาร แต่เรามองว่าพิพิธภัณฑ์ควรใส่เนื้อหาที่เป็นจิตวิญญาณลงไปด้วย" กุลยา กล่าว

ผอ.หอศิลป์กรุงเทพฯ ชี้หอศิลป์ไม่เหมือนห้าง

ต่อกรณีที่ พล.ต.อ.อัศวิน ผู้ว่า กทม. โพสต์บนเฟซบุ๊กระบุว่า หอศิลป์ กรุงเทพฯ มีพื้นที่บางส่วนที่ใช้ประโยชน์ไม่เต็มที่และต้องการเข้ามาบริหารจัดการเพื่อสร้างแหล่งเรียนรู้ให้เยาวชนนั้น ปวิตร มหาสารินันทน์ ผอ.หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การใช้พื้นที่ในหอศิลป์ ไม่เหมือนวัตถุประสงค์ของการใช้พื้นที่แบบอื่น ปัจจุบันหอศิลป์กรุงเทพฯ ก็มีส่วนพื้นที่ห้องสมุดที่มีนักเรียนนักศึกษาใช้บริการ

Image copyright AFP/Getty Images

"การจัดพื้นที่คงไม่น่าจะเหมือนกับการจัดพื้นที่ของมาบุญครอง ห้างต้องใช้ประโยชน์ทุกส่วน แต่หอศิลป์มีวัตถุประสงค์คนละอย่างกัน ตอนนี้มีกิจกรรมทุกชั้น ทั้งส่วนที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ จัดเอง หน่วยงานของกรุงเทพฯ และสถาบันการศึกษามาจัด"

ผอ.หอศิลป์กรุงเทพฯ ระบุว่าปัจจุบันมีนิทรรศการและกิจกรรมด้านศิลปะ ทั้งทัศนศิลป์ วรรณกรรม การเมือง ดนตรี จัดที่หอศิลป์กรุงเทพฯ แห่งนี้เฉลี่ย 400 กิจกรรมต่อปี โดยในปี 2560 มีผู้เข้าชมหอศิลป์ จำนวน 1.7 ล้านคน ร้อยละ 35 เป็นนักเรียนนักศึกษา

"นักเรียนนักศึกษามาหอศิลป์เพื่อต้องการได้ประสบการณ์ทางศิลปะวัฒนธรรม เขาก็เรียนรู้ในแบบที่ไม่มีเก้าอี้สองพันชุด" ปวิตรสรุป

งานวิจัยชี้ หอศิลป์ที่บริหารจัดการโดยมูลนิธิ คล่องตัวกว่าการบริหารโดยส่วนราชการ

"การที่หอศิลป์ในไทยยังไม่พัฒนาเท่าที่ควรเพราะการบริหารงานตามสายงานราชการ และวิสัยทํศน์ของผู้บริหาร" คือความเห็นของปทุมมา บำเพ็ญทาน นักศึกษาปริญญาเอก สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งกำลังทำวิทยานิพนธ์ว่าด้วยการจัดการการเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC THAI

ปทุมมา ยกข้อสรุปจากงานวิจัยที่ทำโดย กมลวรรณ จันทวร ในงานศึกษาวิจัยเรื่อง "การบริหารจัดการหอศิลป์ของรัฐในประเทศไทย" (2555) ภาควิชาทฤษฎีศิลป์ บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร สรุปผลศึกษาวิจัยศึกษาหอศิลป์ของรัฐจำนวน 8 แห่ง พบว่า หอศิลป์ที่มีการบริหารจัดการในรูปแบบสถาบันที่อยู่ภายใต้มูลนิธิ จะสามารถบริหารจัดการหอศิลป์ได้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการดำเนินการมากกว่าหอศิลป์ที่เป็นรูปแบบส่วนราชการ เนื่องจากมีรูปแบบการบริหารงานที่เอื้อให้มีอำนาจในการบริหารทรัพยากรของตนเอง ทั้งบุคลากร และทางการเงิน "สามารถหารายได้เพื่อมาทดแทนการขออุดหนุนจากรัฐ"

กว่าจะได้มาซึ่งหอศิลป์

การกำเนิดขึ้นของหอศิลป์กรุงเทพฯ มีที่มาจากความร่วมมือของภาคประชาสังคม พันธมิตรกลุ่มศิลปินซึ่งงานวิจัยชุดเดียวกันนี้ ระบุว่า เป็นจุดแข็งของการบริหารจัดการของหอศิลป์ กทม. ที่แม้จะเป็นหอศิลป์ของรัฐ แต่บริหารโดยมูลนิธิที่มีผู้ชำนาญการเฉพาะด้าน

ในประวัติของหอศิลป์เองระบุว่าได้รับอนุมัติจาก กทม.ให้สร้างเป็นหอศิลป์ได้ในปี 2538 ในสมัยของผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล แต่ก็ยังไม่ได้ก่อสร้าง จนมาถึงยุคของผู้ว่าฯ คนต่อมาซึ่งก็คือ สมัคร สุนทรเวช ต้องการเปลี่ยนเป็นโครงการห้างสรรพสินค้า และให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน ทำให้องค์กรด้านศิลปะ ศิลปิน ประชาชนและสื่อมวลชน ได้ร่วมกันดำเนินกิจกรรม คัดค้านการระงับโครงการเดิม กิจกรรมเคลื่อนไหวอย่างหลากหลายและยาวนาน จนกระทั่งเมื่อผู้ว่าฯอภิรักษ์ โกษะโยธินเข้ามาจึงเปลี่ยนโครงการกลับไปเป็นหอศิลป์ตามเดิม

Image copyright เครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมศิลปวัฒนธรรม
คำบรรยายภาพ นายจุมพล อภิสุข ตัวแทนเครือข่ายศิลปินและภาคประชาสังคมศิลปวัฒนธรรม ยื่นหนังสือที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ เรียกร้องนายกรัฐมนตรี หยุดผู้ว่า กทม.นำหอศิลป์ไปบริหาร

ดังนั้นการรวมตัวเคลื่อนไหวในครั้งนี้จึงเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง หลังจากที่ผู้ว่าฯ อัศวินเสนอแนวคิดได้เพียงไม่กี่วัน

ปทุมมายังเห็นว่าภายใต้การบริหารของมูลนิธิเท่าที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ มีงานคุณภาพดี ๆ ระดับโลกมาจัดแสดงอยู่เสมอ

"งานที่นำมาจัดแสดงที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล เพราะคณะกรรมการหอศิลป์เป็นบุคคลสำคัญในวงการศิลปะ มีจุดแข็งที่เครือข่าย มีความน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดความสะดวกในการประสานงาน เช่น ปีก่อนในนิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย "ไทยเนตร" (Thailand Eye) เลือกมาจัดที่นี่ เพราะว่าเป็นเรื่องของการประสานงาน ทำให้งานระดับโลกได้หมุนเวียนมาจัดที่หอศิลป์" ปทุมมา กล่าวกับบีบีซีไทย

นิทรรศการศิลปะไทยร่วมสมัย "ไทยเนตร" คือผลงานของศิลปินไทย 23 คน ที่เคยไปจัดแสดงในนิทรรศการไทยแลนด์อายที่หอศิลป์ซัทชี่ กรุงลอนดอนในโอกาสสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทยและสหราชอาณาจักร เมื่อปี 2559

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC THAI

ตั้งข้อสังเกต กทม.เคลื่อนไหวช่วงรอยต่อเปลี่ยนผู้บริหาร

ผอ.หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร กล่าวกับบีบีซีไทยว่า ความพยายามในการดึงการบริหารจัดการไปที่ กทม. ในช่วงนี้ เกิดขึ้นในช่วงรอยต่อที่มีการเปลี่ยนผู้อำนวยการ และกรรมการมูลนิธิเพิ่งหมดวาระเมื่อต้นเดือน มี.ค. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการสรรหา ซึ่งผู้ที่แต่งตั้งประธานกรรมการสรรหา คือ ผู้ว่า กทม.

ปวิตร กล่าวอีกว่า มูลนิธิหอศิลป์ฯ มีสัญญากับกรุงเทพมหานครในการบริหารจัดการหอศิลป์ กทม. เป็นเวลา 10 ปี สัญญาตั้งแต่ปี 2554-2564 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากกรุงเทพมหานครทุกปี เฉลี่ยปีละกว่า 40 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ส่วนที่ผู้ว่า กทม.ระบุว่า ผลประกอบการหอศิลป์ขาดทุน ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง ปัจจุบันหอศิลป์กรุงเทพฯ สามารถให้บริการพื้นที่บางส่วนเพื่อหารายได้ได้ แต่มีเงื่อนไขว่าต้องเลือกเนื้อหาที่เหมาะสม โดยอัตราของค่าบริการถูกกว่าเอกชนที่อยู่ในพื้นที่โดยรอบ

ก่อนหน้านี้ เฉลิมพล โชตินุชิต ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวในรายงานข่าวของสำนักข่าวอิศราว่า สภา กทม.ตั้งข้อสังเกตว่า การบริหารหอศิลป์ โดยมูลนิธิฯ อาจเข้าข่ายกระทำผิดมาตรา 96 ของ พ.ร.บ.กทม. 2528 ด้วยเหตุไม่ผ่านการอนุญาตจากสภา กทม. เนื่องจากตีความว่า มูลนิธิหอศิลป์ฯ เข้าข่ายเป็นเอกชน

ปวิตร ระบุกับบีบีซีไทยว่า กรณีนี้ได้มีการปรึกษากับฝ่ายกฎหมายและได้รับการอนุมัติเซ็นสัญญาแล้วในสมัย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร เป็นผู้ว่า กทม.

ส่วนข้อสังเกตที่ว่า ความพยายามของ กทม. ที่จะนำหอศิลป์ไปบริหารเอง เกิดขึ้นในช่วงรัฐบาลจากรัฐประหารนั้นเกิดจากงานในหอศิลป์มีความเป็นการเมืองมากไปหรือไม่ ปวิตร กล่าวกับบีบีซีไทยว่า

"มันห้ามไม่ได้ถ้างานศิลปะจะมีเรื่องทางการเมือง เพราะศิลปะก็สะท้อนสังคม วัฒนธรรม ศิลปินก็เป็นคนมีความคิดทางการเมือง ที่สำคัญคือตัวหอศิลป์ก็เป็นกลาง ประชาธิปไตยต้องเป็นแบบนี้ ที่นี่มีผลงานของศิลปินทั้งเหลืองแดง คนดูความคิดเห็นไม่ตรงกันก็มาที่นี่"

ผู้ว่าฯ อัศวิน เผยนายกฯ โทรหาขอให้ตามใจประชาชน

ความคืบหน้าในวันนี้ (15 พ.ค.) หลังจากมีกระแสการคัดค้านจากแวดวงคนทำงานศิลปะต่อแนวคิดที่ กทม.จะนำหอศิลป์กรุงเทพฯ มาบริหารเองแทนมูลนิธิหอศิลป์ฯ พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่า กทม. แถลงว่าถ้าพี่น้องประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเข้าปรับปรุงพื้นที่และดึงหอศิลป์กลับมาบริหารเอง กทม.จะยุติแนวคิดดังกล่าว ซึ่งได้ยืนยันผ่านเฟซบุ๊ก "ผู้ว่าฯ อัศวิน" ไปแล้วเมื่อวานนี้ โดยจะปล่อยให้การบริหารของมูลนิธิฯ เป็นไปตามเอ็มโอยูที่จะครบกำหนดในปี 2564

"นายกฯ ก็ได้บอกผมตั้งแต่เมื่อวานแล้วว่าอะไรที่ประชาชนไม่เห็นด้วย ขอให้ตามใจประชาชนแล้วกัน" พล.ต.อ.อัศวิน กล่าว

พล.ต.อ.อัศวิน ยังระบุอีกว่า ไม่เคยพูดว่าหอศิลป์กรุงเทพฯ ขาดทุน 80 ล้านบาท อย่างที่มีสื่อรายงาน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวที่ว่า การนำหอศิลป์ฯ กลับมาบริหารเองเพื่อเลี่ยงการเปิดให้มีการจัดกิจกรรมทางการเมือง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม