4 ปีรัฐประหาร: 4 ปีของ “จ่านิว” กับสถานะ “ภัยต่อความมั่นคงของ คสช.”

  • 16 พฤษภาคม 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
4 ปีรัฐประหาร: 4 ปีของ “จ่านิว” กับสถานะ “ภัยต่อความมั่นคงของ คสช.”

4 ปีหลังยึดอำนาจ "จ่านิว" สิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ มีคดีติดตัวมาแล้ว 9 คดี หรือเฉลี่ยปีละ 2 คดี เขาคือนักกิจกรรมการเมืองที่ถูกมองว่าเป็น "ภัยต่อความมั่นคงของ คสช."

22 พ.ค. 2557 ที่สโมสรทหารบก ถ.วิภาวดีฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ขณะนั้น) เรียกประชุมเจ็ดฝ่ายเพื่อหาทางออกจากวิกฤตทางการเมือง ส่วนที่ลานปรีดี พนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ กลุ่มนักศึกษาจัดกิจกรรมคู่ขนานเล็ก ๆ เพื่อต่อต้านการประกาศกฎอัยการศึกของ ผบ.ทบ. โดยมีนายสิรวิชญ์ เสรีธิวัฒน์ หรือ "จ่านิว" นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ เป็นหนึ่งในโต้โผจัดงาน

16.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ประกาศ "ยึดอำนาจ" กลางโต๊ะเจรจา กวาดแกนนำฝ่ายการเมืองเข้าเขตทหาร แล้วสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่วนนักศึกษาและประชาชนต้องยุติกิจกรรม แยกย้ายไปเกาะติดสถานการณ์ใน "ที่ปลอดภัย" นอนฟังประกาศและคำสั่งต่าง ๆ ที่ออกมาตลอดคืน

ทว่านั่นเป็นเพียงการ "หยุดชั่วคราว" ก่อนปรากฏความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องตลอดสี่ปีหลังการยึดอำนาจ

24 ชั่วโมงแรก กิจกรรมคัดค้านการรัฐประหารเกิดขึ้นทันทีภายใต้ชื่อ "ร่วมตามหานกพิราบ"

"เราต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับรัฐประหาร และเป็นสัญลักษณ์ว่าเราต้องการสิทธิเสรีภาพของเราคืนมา" นายสิรวิชญ์กล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนนับร้อยคนออกมาต่อต้านการรัฐประหารที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และอีกหลายจุดทั่ว กทม. เมื่อ 24 พ.ค. 2557

เขาเป็นหนึ่งในกลุ่มนักศึกษา นักกิจกรรม และประชาชนราว 70-80 คนที่ร่วมเดินขบวนจาก มธ. ไปยังอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เมื่อ 23 พ.ค. 2557 ชนิดไม่เกรง-กลัว "อำนาจใหม่" ที่เพิ่งเข้ายึดกุมสภาพการเมืองไทยหมาด ๆ แม้พอจำภาพรัฐประหาร 2549 ได้ แต่คนรุ่นใหม่อย่างนายสิรวิชญ์ยอมรับว่าไม่อาจจินตนาการถึงวิถีทางของการรัฐประหารและการต่อต้านว่าจะเดินไปในทิศทางใด

"เราไม่รู้ เราไม่เคยเจอว่าระบอบเผด็จการทหารร้ายแรงขนาดไหน มันมีสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ สิทธิต่าง ๆ ตามรัฐธรรมนูญถูกทำลายไปหมดแล้ว ก็กังวลใจบนความไม่แน่นอน" นายสิรวิชญ์กล่าว

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนบางส่วนสนับสนุนรัฐประหารครั้งที่ 19 ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย

แต่เมื่อมี "ก้าวแรก" ย่อมมี "ก้าวต่อ ๆ มา" เขาแสวงหาแนวร่วมเพิ่มเติมด้วยการร่วมจัดตั้งศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.)

นี่เป็นอีกครั้งที่นายสิรวิชญ์ในฐานะแกนนำนักศึกษากลุ่มสภาหน้าโดม มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนนักศึกษาสถาบันเดียวกันอย่าง นายรังสิมันต์ โรม แกนนำนักศึกษากลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (สังกัดขณะนั้น ปัจจุบันสังกัดกลุ่มฟื้นฟูประชาธิปไตย) หลังเคยเป็นพันธมิตรเคลื่อนไหวคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) นิรโทษกรรม "ฉบับเหมาเข่ง" ยุครัฐบาลพรรคเพื่อไทย เมื่อปี 2556

ปัจจุบันทั้งคู่เป็น "สหายร่วมรบ" ในนาม "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ประกาศเคลื่อนพลจาก มธ. อีกครั้ง กำหนดปลายทางไว้ที่ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 22 พ.ค. เพื่อทวงสัญญา "เลือกตั้งปีนี้"

"ถามว่าผมกับโรม ใครเลือกใคร เราไม่ได้เลือก แต่ในบรรดานักเคลื่อนไหวก็มีเท่านี้ ก็ต้องพยายามจับกันให้ได้ เพราะเป็นเรื่องใหญ่"

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง" นัดเดินขบวนจาก ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปทำเนียบรัฐบาล 22 พ.ค. นี้

หลังชั่วโมงชุมนุม ต้องใช้ชีวิตแบบ "คนฟรีแลนซ์"

การแสดงตัวเป็น "ขั้วตรงข้าม" คสช. อย่างชัดเจน ทำให้นายสิรวิชญ์ตกเป็นผู้ต้องหาถึง 9 คดี นำความ "ไม่ปกติ" มาสู่ชีวิตของนักกิจกรรมวัย 26 ปี ซึ่งเคยเคลื่อนไหวร่วมกับกลุ่มกิจกรรมการเมืองมาแล้วเจ็ดกลุ่มภายใต้ความใฝ่ฝันสูงสุดในการเป็น "นักปฏิวัติสังคม"

  • สมาชิก สภานักศึกษา มธ.
  • ก่อตั้ง กลุ่มสภาหน้าโดม
  • สมาชิก กลุ่มประชาธิปไตยศึกษา
  • แนวร่วม ขบวนการประชาธิปไตยใหม่
  • สมาชิก ศูนย์กลางนิสิตนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตยแห่งประเทศไทย (ศนปท.)
  • แนวร่วม กลุ่มพลเมืองโต้กลับ
  • ก่อตั้ง กลุ่มสตาร์ทอัพ พีเพิล (ต่อมากลายร่างเป็นกลุ่ม "คนอยากเลือกตั้ง")

ที่มา: บีบีซีไทยรวบรวม

"เราพยายามใช้ชีวิตปกติ แต่ก็มีส่วนที่เพิ่มเติมเข้ามา เราต้องไปโรงพัก ไปอัยการ ไปศาล เฉลี่ยตั้งแต่ปี 2559-2561 ผมต้องไปศาลทุกเดือน ไม่มีเดือนไหนที่ไม่ไป นี่ก็เป็นกิจวัตรประจำวันที่เพิ่มเข้ามา"

สมัยยังเป็นนักศึกษา "สิงห์แดง" พล.อ.ประยุทธ์แสดงความเป็นห่วงว่าเขาอาจ "เรียนไม่จบ" และเมื่อคว้าปริญญาบัตรมาได้ ผู้มีภาระทางกฎหมายอย่างนายสิรวิชญ์ก็ไม่อาจทำงานประจำ ต้องกลายเป็น "คนฟรีแลนซ์"

เขาระบุด้วยว่าถูกฝ่ายความมั่นคง "สอดส่อง" อยู่เกือบตลอด จนชีวิตไม่มีความเป็นส่วนตัว ทว่าไม่คิดเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่อหลีกหนีการติดตาม

"ผมใช้เบอร์เดิมตั้งแต่ 22 พ.ค. 2557 ผมจะไม่ทำให้การต่อสู้ของผมต้องเป็นการต่อสู้แบบต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ เราต้องยืนหยัดว่าต่อสู้แล้วยังยืนได้อย่างองอาจ เพราะถ้าต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ นั่นคือความพ่ายแพ้ไปแล้วก้าวหนึ่ง" นายสิรวิชญ์กล่าว

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ทุกวันนี้ เขาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะเดินทางไปสถานที่ต่าง ๆ พอกระโดดลงจากเวทีชุมนุม ก็โดดขึ้นรถเมล์กลับบ้าน

แต่ถึงอย่างนั้น นักเคลื่อนไหวท้าทายผู้มีอำนาจยอมรับต้องประเมินความเสี่ยงทุกครั้งก่อนออกมา "ปะ-ฉะ-ดะ" และไม่ลืมเรียนรู้กลยุทธ์ของบรรดา "ขุนทหาร" ที่พยายาม "สร้างความกลัว" ซึ่งส่งผลกระทบทางจิตวิทยาต่อฝ่ายต่อต้านการรัฐประหาร

เคย "กลัว" แต่ไม่เคยรู้สึกผิดต่อแม่

ตลอดสี่ปีที่ผ่านมา "จ่านิว" ยอมรับมีอย่างน้อยสองครั้งที่ "กลัว"

ครั้งแรกคือ กรณีถูกบุคคลแต่งกายคล้ายทหาร 8 นาย พร้อมรถกระบะสองคัน บุกเข้าควบคุมตัวจากบริเวณหน้า มธ. รังสิต ช่วงกลางดึกวันที่ 20 ม.ค. 59 โดยไร้หมายจับ ไร้การตั้งข้อหา หลังเป็นแกนนำจัดกิจกรรม "นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง"

"มันไม่ใช่การคุมตัวตามกฎหมาย แต่เป็นการอุ้มตัวไป" เขาตั้งข้อสังเกต

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ จ่านิวถูกควบคุมตัวที่สถานีรถไฟบ้านโป่ง จ.ราชบุรี ขณะจัดกิจกรรมนั่งรถไฟเดินทางไปตรวจสอบการทุจริตที่อุทยานราชภักดิ์ จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค. 2558

อีกครั้งคือ ความพยายามในการตั้งข้อหาหมิ่นสถาบันฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 กับเขา แต่สุดท้ายกลับเป็น น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของจ่านิว ที่ตกเป็นผู้ต้องหาคดี 112 ร่วมกับนายบุรินทร์ อินติน หลังแชทข้อความทางเฟซบุ๊กตอบกลับอีกฝ่ายด้วยคำว่า "จ้า" เมื่อเดือน พ.ค. 2559

นายสิรวิชญ์ยอมรับว่า "เป็นเรื่องที่หนักอยู่เหมือนกัน" ขณะที่บรรดานักวิชาการและนักสังเกตการณ์การเมืองเชื่อกันว่าหาก "ลูก" ไม่ลุกขึ้นมาเคลื่อนไหวทางการเมือง "แม่" อาจไม่ตกที่นั่งผู้ต้องหา

ทว่าสิ่งที่จ่านิวบอกแม่คือ "ผมไม่รู้สึกผิด" เพราะเชื่อว่ามีกระบวนการ "เล่นไม่ซื่อ ไม่ใช่ลูกผู้ชาย ชกใต้เข็มขัด" และใครก็เสียเปรียบง่าย ๆ ในจุดนี้

"ถ้าจะมาจัดการที่ผม คุณก็จัดการที่ผมสิครับ จะไปจัดการกับคนอื่นที่อยู่รายล้อมผม บางทีไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ผมไม่รู้สึกผิด คนที่ต้องรู้สึกผิดคือพวกรัฐบาลและคนที่เกี่ยวข้องในกระบวนการว่าทำไมถึงเลือกใช้วิธีการอย่างนี้" นายสิรวิชญ์ระบุ

อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ประสานเสียงยืนยันว่าผลการตรวจค้นบ้านพักของจ่านิวย่านรามอินทรา และยึดคอมพิวเตอร์ไว้สองเครื่อง เมื่อ 7 พ.ค. 2559 พบหลักฐานมากกว่าคำว่า "จ้า" พร้อมยืนยันไม่เคยใช้มาตรา 112 เป็นเครื่องมือจับกุมคุมขังฝ่ายเห็นต่างทางการเมือง

"อย่ามาบิดเบือนกัน จะเป็นคุณแม่หรือคุณลูกทั้งนั้น เจ้าหน้าที่ยึดคอมพิวเตอร์ไปตรวจนั้น ไม่ใช่แค่ 'จ้า' คำเดียว แต่มีตั้งแปด-เก้าประโยค และที่เขียนมา ผมรับไม่ได้ เขียนไปเรื่อยเปื่อย แล้วคนก็มาหาว่าผมรังแก แล้วการเขียนแบบนั้น ไม่ทำมันจะตายหรืออย่างไร เขียนว่าคนนั้นคนนี้" พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเมื่อ 10 พ.ค. 2559

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ น.ส.พัฒน์นรี ชาญกิจ มารดาของจ่านิว

สองปีต่อมา มีคดีใหม่ที่สองแม่ลูกตกเป็นผู้ต้องหาร่วมกัน นั่นคือ คดีกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คนอยากเลือกตั้ง" ชุมนุมหน้าลานสกายวอล์ก เมื่อ 27 ม.ค. 2561 เพียงแต่แม่เป็น "แนวร่วม" ส่วนจ่านิวเป็น "แนวหน้า" จึงถูกตั้งข้อหายุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 พ่วงเข้าไปอีกกระทง

"ก็พยายามคุยกับแม่ว่ากระบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองหลายครั้งมักโดนอย่างนี้ พอคนในครอบครัวเห็นผม ก็อยากจะเข้ามาดูเข้ามาเห็น พอเข้ามาดูเข้ามาเห็นก็พลอยติดร่างแหไปด้วย บางทีเขาแค่อยากรู้ว่าผมจะทำอะไรต่อไป ตอนนั้นก็ตกใจครับ ดีอย่างเดียวคือไม่โดนทั้งบ้าน โดนกันแค่สองคนเท่านั้น" นายสิรวิชญ์ระบุ

สิ่งที่เกิดขึ้น เขาเชื่อว่าเป็น "คำขู่ของรัฐบาล" ให้คนที่คิดจะเข้ามาเคลื่อนไหวทางการเมืองเห็นว่าชะตากรรมจะลงเอยอย่างไร

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ นักศึกษา 14 คนออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เมื่อ 8 ก.ค. 2558 หลังถูกตั้งข้อหาและฝากขังจากการจัดกิจกรรมต่อต้านรัฐประหาร

ทว่าความพิเศษสำหรับจ่านิว-ผู้ต้องหาเก้าคดีรายนี้คือ ไม่เคยติดคุก ต่างจากพันธมิตรอย่างโรม-ผู้ผ่านประสบการณ์ติดคุก 12 วันร่วมกับเพื่อนนักศึกษาและนักกิจกรรมอีก 14 คน หลังแสดงออกในเชิงสัญลักษณ์ต่อต้าน คสช. ในวาระครบขวบปีรัฐประหาร

บุคคลที่เป็น "ภัยต่อความมั่นคงของ คสช."

ในขณะที่ คสช. ชี้ว่า จ่านิวกับพวก เป็น "ภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ" แต่เขานิยามตัวเองว่าเป็น "นักต่อต้านรัฐประหารบนแนวทางสันติวิธี"

"เราไม่ได้เรียกร้องอะไรนอกเหนือจากเรียกร้องให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข... ถ้ารัฐนิยามว่าผมเป็นคนที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแห่งรัฐ ถ้าผมคิดจับอาวุธมาสู้กับ คสช. ค่อยมาว่ากันตอนนั้น แต่นี่ผมยังอยู่ในกรอบของการไม่ใช้ความรุนแรง สันติวิธี และอยู่บนพื้นฐานของหลักการสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญของรัฐไทยด้วยซ้ำ"

"ดังนั้นหากจะเป็นภัยก็เป็น 'ภัยต่อความมั่นคงทางอำนาจของ คสช.' เท่านั้น" เขาย้ำ

ผู้ต้องหาสารพัดคดีที่รอดนอนคุก
ชื่อคดี กิจกรรม จำนวนผู้ต้องหา ข้อหา
ราชภักดิ์ จัดกิจกรรม "นั่งรถไฟไปอุทยานราชภักดิ์ ส่องแสงหากลโกง" 7 ธ.ค. 2558 8 คน ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน
หอศิลป์ ชุมนุมหน้าหอศิลป์จัดกิจกรรม "เลือกตั้งที่ (รัก) ลัก" 14 ก.พ. 2558 3 คน ฝ่าฝืนประกาศ คสช.ที่ 7/2557 ห้ามชุมนุมเมืองเกิน 5 คน
ผิด MOU คสช. ฝ่าฝืนเงื่อนไขของบันทึกความตกลง (เอ็มโอยู) ที่เซ็นไว้กับ คสช. 22 มิ.ย. 2557 หลังจัดกิจกรรมชุมนุมหน้าหอศิลป์ 1 คน ฝ่าฝืนเงื่อนไขตามประกาศ คสช. ฉบับที่ 40/2557
หมิ่นศาลขอนแก่น จัดกิจกรรมให้กำลังใจนายจตุภัทร์ บุญภัทรรักษา หรือไผ่ ดาวดิน 10 ก.พ. 2560 บริเวณริมฟุตบาทหน้าป้ายศาลจังหวัดขอนแก่น 7 คน ละเมิดอำนาจศาล
MBK39 ชุมนุมสกายวอล์ก 27 ม.ค. 2561 39 คน (เป็นแกนนำ 9 คน) ยุยงปลุกปั่นตาม ป.อาญา ม. 116, ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน, ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ
RDN50 ชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย 10 ก.พ. 2561 50 คน (เป็นแกนนำ 7 คน) ยุยงปลุกปั่น ตาม ป.อาญา ม. 116, ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน
Pattaya12 ชุมนุมหน้าห้างเซ็นทรัลพัทยา จ.ชลบุรี 4 มี.ค. 2561 12 คน ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน, ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ
ARMY57 ชุมนุมที่ มธ. ท่าพระจันทร์ก่อนเคลื่อนขบวนไปหน้ากองทัพบก 24 มี.ค. 2561 57 คน (เป็นแกนนำ 10 คน) ยุยงปลุกปั่นตาม ป.อาญา ม. 116, ฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 3/2558 ห้ามชุมนุมเกิน 5 คน, ผิด พ.ร.บ. ชุมนุมสาธารณะ, ผิด พ.ร.บ. ควบคุมโฆษณา โดยใช้เครื่องขยายเสียง, ผิด พ.ร.บ. จราจรทางบก

ที่มา : บีบีซีไทยดัดแปลงจากข้อมูลของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายข้อเรียกร้องที่ฝ่ายนายสิรวิชญ์โยนใส่ผู้มีอำนาจ ถูกมองว่าเป็น "เงื่อนไขที่เป็นไปไม่ได้" และมุ่ง "ก่อกวนทางการเมือง" มากกว่าหวังผล-เปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็น การเรียกร้องให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คสช., ให้ คสช. ลาออก, ให้กองทัพหยุดสนับสนุน คสช., ให้จัดการเลือกตั้งในปีนี้หลัง พล.อ.ประยุทธ์เปิดโรปแมปรอบใหม่-ให้จัดการเลือกตั้งภายในเดือน ก.พ. 2562

เขาแย้งทันควันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้ถ้าจะทำ แต่ที่เป็นไปไม่ได้เพราะผู้มีอำนาจยังหวงอำนาจของตนไว้

ส่วนข้อครหาหนาหูว่าด้วยเรื่อง "ม็อบรับจ้าง" นายสิรวิชญ์ไม่ยี่หระ ก่อนแจกแจงว่าการจัดการชุมนุมไม่อาจหาเลี้ยงปากท้องของเขาได้

"ประทานโทษผมไม่ได้ทำม็อบทุกวันทุกเวลา บางคนก็บอกว่ามันเอาเวลาที่ไหนไปทำมาหากิน เดือนหนึ่งผมจัดกิจกรรมอย่างละครั้งสองครั้ง วันธรรมดาผมยังอยู่ และอีกอย่างถ้ามีคนมาจ้าง เช่น กลุ่มการเมืองเก่า ทิศทางของเขาคือต้องการชะลอความเคลื่อนไหวทางการเมือง แต่สิ่งที่ผมทำมันสวนทางกับเขา ดังนั้นถ้าฝั่งหนึ่งมีคนมันจ้าง แต่คนที่รับจ้างไปคนละทิศทางกัน มันไม่ใช่การจ้างกันแล้ว"

"ถ้ามีคนมาจ้างผมทำม็อบ คงไม่ได้มาแค่ 200-300 คนแน่ ๆ เราคงได้ทำเวทีใหญ่ ไม่ใช่เวทีเล็ก ๆ เต็มที่ได้แค่รถโมบายก็แทบจะหมดหน้าตักกันแล้ว"

ทหาร-ประชาชน วาดอนาคตคนละภาพ

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คนอยากเลือกตั้ง" ยืนยันรัฐบาลต้องจัดการเลือกตั้งในปีนี้ หลัง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศโรดแมปเลือกตั้ง ก.พ. 2562

นับจากก้าวแรกถึงปัจจุบัน นายสิรวิชญ์ไม่เคยคิดว่าการต่อสู้กับ คสช. จะยาวนานถึงเพียงนี้ ด้วยเพราะการรัฐประหารปี 2534 และ 2549 คณะรัฐประหารอยู่ปกครองเพียงปีเศษเท่านั้น ทว่าด้วย "ไฟแห่งความขัดแย้ง" ที่คุกรุ่นนับจากปี 2548 ทำให้นายสิริวิชญ์เชื่อว่านี่คือ "เชื้อ" หล่อเลี้ยง คสช. ซึ่งประกาศตัวเป็นผู้รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ให้ครองอำนาจได้ถึงปัจุบัน

ด้วยมุมมองที่มี-มุมคิดที่แสดงออกต่อสาธารณะ น่าสงสัยว่าเขาไม่เคยเห็นไม่เห็นคุณงามความดีของ คสช. แม้สักเรื่องเลยหรือ?

คำตอบของเขาคือ "ผมไม่เห็น เห็นแต่ความวิบัติของสังคมไทย ที่ร้ายแรงคือทำให้คนในประเทศไม่เห็นอนาคตของตัวเอง สุดท้ายประชาธิปไตยก็ไม่ได้ ท้องก็ยังหิว คสช. ไม่มีคุณูปการใด ๆ ต่อสังคมไทย"

อย่างไรก็ตาม "ผู้ร่วมหัวจมท้าย" กับ คสช. อย่าง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.ยุติธรรม และรองหัวหน้า คสช. บอกกับบีบีซีไทยว่าอนาคตที่ คสช. ต้องการส่งมอบให้สังคมไทยคือ "สังคมที่สงบสุข ปลอดภัย ผู้คนมีความสุข" ซึ่งเป็น "ภาพที่หาไม่ได้" ก่อนรัฐประหารปี 2557

Image copyright Jiraporn Kuhakan/BBC Thai
คำบรรยายภาพ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง เป็นอดีต ผบ.ทอ. ที่ร่วมก่อรัฐประหารกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

ทว่านั่นอาจไม่ใช่อนาคตอันใกล้ที่ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" ต้องการ พวกเขาอยากเห็นการจัดการเลือกตั้งภายในปีนี้

แต่ รองหัวหน้า คสช. อธิบายว่าขณะนี้องค์ประกอบยังไม่ครบ แม้มีรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 แล้ว แต่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ที่ใช้ในการเลือกตั้งทั้งสี่ฉบับยังคลอดออกมาไม่หมด จึงยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้

"ไม่ใช่เปิดปุ๊บติดปั๊บ มันต้องมีกระบวนการขั้นตอนเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ เมื่อสมบูรณ์แล้ว เราจะเดินหน้าเลือกตั้งแน่นอน" พล.อ.อ.ประจินกล่าวทิ้งท้าย

หมายเหตุ : ติดตามรายงานพิเศษชุด "4 ปีรัฐประหาร" ได้ตลอดสัปดาห์

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม