นักวิเคราะห์ชี้ เหตุร้ายภาคใต้พุ่งในช่วงรอมฎอน เพราะ ผู้ก่อการต้องการแสดงว่ายังมีอิทธิพล

  • 22 พฤษภาคม 2018
เจ้าหน้าที่ตรวจระเบิดเอทีเอ็ม Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดตรวจสอบตู้เอทีเอ็มที่อยู่ติดกับร้านทองใน จ.นราธิวาส หนึ่งวันหลังจากที่มีการก่อเหตุในคืนวันที่ 20 พ.ค.

นักวิเคราะห์ชี้เหตุรุนแรงในจังหวัดชายแดนใต้ช่วงต้นเดือนรอมฎอนในปีนี้ชุกกว่าปีก่อน อาจเป็นไปได้ว่ากลุ่มก่อการต้องการแสดงศักยภาพว่ายังมีอิทธิพลสูงอยู่ ส่วนทางการเพิ่มการรักษาความปลอดภัยให้ชาวมุสลิมที่ประกอบศาสนากิจในช่วงเดือนถือศีลอด

จากกรณีที่กลุ่มคนร้ายลอบนำระเบิดแสวงเครื่องมาวางบริเวณตู้เอทีเอ็มและเสาไฟฟ้าในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอ จ.สงขลา เมื่อช่วงค่ำวันที่ 20 พ.ค. ที่ผ่านมาถึง 21 จุด ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ จำนวน 2 ราย อยู่ในช่วงรอมฎอน ซึ่งชาวมุสลิมถือศีลอดตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตกเป็นเวลา 30 วัน ซึ่งสำนักจุฬาราชมนตรี ประกาศให้วันที่ 17 พ.ค. เป็นวันแรกของเดือนรอมฏอนในไทย

ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การก่อเหตุในช่วงรอมฎอนจะเกิดขึ้นมากกว่าช่วงเวลาอื่น ๆ และในปีนี้เหตุการณ์รุนแรงก็เกิดขึ้นต่อเนื่องจากครึ่งเดือนแรกของเดือนพฤษภาคม โดยเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น 64 ครั้ง โดยมีทั้งคนเสียชีวิตและบาดเจ็บด้วย และจำนวนเหตุการณ์ ก็มากกว่าเดือนเมษายนที่ผ่านมาประมาณสองเท่า และนับเป็นช่วงที่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นสูงที่สุดในปี 2561

"ซึ่งสาเหตุที่กลุ่มผู้ก่อเหตุอาจตั้งใจเลือกใช้ช่วงเวลานี้เพราะสอดคล้องกับความหมายของช่วงเดือนที่สำคัญสำหรับคนในพื้นที่ และเป็นการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์" เขากล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ทหารใช้รถถังวิ่งลาดตระเวนใน จ.นราธิวาส หนึ่งวันหลังจากที่มีการก่อเหตุในคืนวันที่ 20 พ.ค.

ข้อมูลจากศูนย์ฯ ระบุว่า ในช่วง 12 ปีระหว่างปี 2547-2559 มีเหตุวุ่นวายในช่วงรอมฎอนทั้งหมด 1,868 เหตุการณ์ ส่วนใหญ่เป็นเหตุในพื้นที่ โดยมีรูปแบบการก่อเหตุสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ การยิง การระเบิด และการก่อกวน และในช่วงเวลาดังกล่าว มีผู้เสียชีวิต 768 ราย บาดเจ็บ 1,266 ราย

"จริง ๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะที่ภาคใต้ของไทย ที่ต่างประเทศก็จะเกิดเหตุการณ์แรง ๆ ไม่ว่าในอิรัก อัฟกานิสถาน ปากีสถาน จะเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ แรงๆ ช่วงนี้" ผศ.ดร.ศรีสมภพ และยังได้กล่าวอีกว่า รูปแบบสถานการณ์ในปีนี้ไม่สอดคล้องกับปีที่ผ่าน ๆ มาที่พบว่าแนวโน้มของการก่อเหตุของเดือนรอมฎอน จะมีสัดส่วนที่สูงขึ้นในห้วง 10 วันสุดท้าย โดยเฉพาะรูปแบบการประทุษร้ายอาวุธ พบว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นในช่วง 10 วันสุดท้ายของเดือนรอมฎอนในปีที่เกิดเหตุ

นายแอนโทนี เดวิส นักวิเคราะห์ประจำประเทศไทยของกลุ่มไอเอชเอส - เจนส์ กลุ่มวิเคราะห์ข่าวด้านความมั่นคงและการทหาร กล่าวกับบีบีซีไทยว่า สำหรับคนมุสลิม ช่วงรอมฎอนคือเวลาที่จะให้ความสำคัญกับเรื่องจิตวิญญาณ และการกระทำที่ถือว่าดีงามและสมควรในสายตาของพระเจ้า และหากการสู้รบด้วยอาวุธถูกมองว่าเป็นการดิ้นรนต่อสู้เพื่อพระเจ้า หรือที่เรียกเป็นภาษาอาหรับว่า "ญิฮาด" (jihad) พวกเขาก็จะมองว่าการทำญิฮาดในช่วงรอมฎอนถือว่าเป็นสิ่งที่สมควร

อย่างไรก็ตามนายเดวิสชี้ว่า ญิฮาดไม่ได้มีความรุนแรงเสมอไป "รอมฎอนเป็นเวลาของการดิ้นรนต่อสู้เพื่อพระเจ้า ไม่จำเป็นต้องเป็นการสู้รบด้วยอาวุธ อาจเป็นเพียงแค่การพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นคนดี และกระทำในสิ่งที่ดี" เขากล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า การก่อเหตุรุนแรงมักเกิดขึ้นในช่วง 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน ซึ่งเป็นเวลาที่ชายมุสลิมจะทำการละหมาดที่มัสยิดจนถึงเวลากลางคืน เมื่อมีการรวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก จึงเป็นเวลาที่เหมาะที่จะทำ "ญิฮาด"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดตรวจสอบตู้เอทีเอ็มหลังจากเกิดเหตุระเบิดใน จ.นราธิวาส เมื่อเดือน ต.ค. ปี 2556

ส่วนการก่อเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ในคืนวันที่ 20 นั้น เป็นการใช้ระเบิดขนาดเล็กในลักษณะเดียวกันในพื้นที่เป้าหมาย ส่วนใหญ่เป็นตู้เอทีเอ็มกระจายอยู่ในทั้ง 4 จังหวัด ในพื้นที่จังหวัดยะลาจำนวน 9 จุด จังหวัดปัตตานี 10 จุด นายเดวิสวิเคราะห์ว่า เป็นปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดในปีนี้ และสะท้อนให้เห็นว่าความสามารถปฏิบัติการของบีอาร์เอ็นยังสูงอยู่

"ทหารมักจะอ้างว่าบีอาร์เอ็นแทบจะทำอะไรไม่ได้แล้ว ซึ่งไม่จริง ถ้าพูดถึงความสามารถทางการทหาร บีอาร์เอ็นอาจจะอ่อนลงเทียบกับ 3-4 ปีที่แล้ว แต่ถ้าจะพูดถึงด้านปฏิบัติการ เครือข่ายในทุกอำเภอยังมีอยู่" นายเดวิส กล่าว

สอดคล้องกับความเห็นของนายแมทธิว วีเลอร์ นักวิจัยอาวุโส โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ International Crisis Group ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อผลักดันนโยบายเชิงสันติภาพ ซึ่งกล่าวกับบีบีซีไทยว่า การก่อเหตุในช่วงนี้ชัดเจนว่าเป็นไปตามแนวโน้มการก่อเหตุที่มีเพิ่มขึ้นในช่วงรอมฎอน ซึ่งแม้ว่าการก่อเหตุในลักษณะที่ใช้ระเบิดเช่นนี้ได้เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากภายในระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา แต่เหตุการณ์ครั้งล่าสุดมาในช่วงเวลาที่ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ ซึ่งก็เป็นการตักเตือนรัฐบาลถึงศักยภาพของกลุ่มขบวนการ

ทั้งนี้ เนื่องจากเป็นการใช้ระเบิดชนิดเล็กที่ไม่มีสะเก็ดระเบิด สันนิษฐานได้ว่าผู้ก่อเหตุไม่ได้มีการมุ่งหวังทำลายชีวิต

Image copyright GUYI ITAE/BBC THAI
คำบรรยายภาพ พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า

ด้าน พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวว่า การก่อเหตุในลักษณะนี้ผู้ก่อเหตุรุนแรงต้องการฝ่าฝืนกฎของศาสนาอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในห้วงเดือนรอมฎอน เดือนที่พี่น้องมุสลิมจะต้องประกอบศาสนกิจกันอย่างเต็มที่ ก่อนหน้านี้ผู้นำองค์กรทางศาสนาทั้ง 11 องค์กรได้ออกแถลงการณ์ประกาศเจตนารมณ์ ในเรื่องการประพฤติและการปฏิบัติตัวของพี่น้องมุสลิมในช่วงเดือนรอมฎอน

ทางด้านแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ลงพื้นที่ตรวจที่เกิดเหตุ และได้กำชับและสั่งการเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องการรวบรวมวัตถุพยานหลักฐานที่จะนำไปสู่การติดตามจับกุมกลุ่มคนร้าย ซึ่งกลุ่มคนร้ายที่อยู่เบื้องหลังของการก่อเหตุทางเจ้าหน้าที่มีข้อมูลและทราบอยู่แล้วเบื้องต้น ว่ามีกลุ่มใดบ้าง จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ให้เร่งรวบรวมหลักฐาน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม