ถอดบทเรียนบ้านป่าแหว่ง : ชัยชนะของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไทย ?

  • 27 พฤษภาคม 2018
ประท้วงบ้านป่าแหว่ง Image copyright facebook/ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ

กรณี บ้านป่าแหว่งหรือบ้านพักตุลาการบนเชิงดอยสุเทพซึ่งถูกต่อต้านจากกลุ่มต่าง ๆ ในเชียงใหม่จนรัฐบาลให้คำมั่นว่าจะไม่มีการเข้าใช้งานโครงการ และกำลังหาทางออกทางกฎหมายให้กับเรื่องนี้ นับเป็นชัยชนะขั้นแรกของการต่อสู้ด้านอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของขบวนการประชาชนที่มีต่อหน่วยงานของรัฐ

ในวันนี้ (27 พ.ค.) ทางเครือข่ายขอคืนพื้นที่ดอยสุเทพร่วมกับหลายองค์กรได้จัดกิจกรรมพื้นฟูป่าสร้างฝายชะลอน้ำ ณ บริเวณ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชิงดอยสุเทพ เพื่อป้องกันสไลด์ตัวของดิน รวมทั้งฟื้นฟูป่าที่ถูกกตัดไปในบริเวณนั้นด้วย อันเป็นกิจกรรมต่อเนื่องเพื่อรักษากระแสการเรียกร้องให้รื้อ "บ้านป่าแหว่ง" เอาไว้

บีบีซีไทยคุยกับนักวิชาการ และผู้ได้ร่วมต่อสู้เรียกร้องว่าองค์ประกอบสำคัญของชัยชนะขั้นต้นของกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมในเชียงใหม่คืออะไรบ้าง และการต่อสู้ขั้นต่อไปคืออะไร

Image copyright facebook/ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ
คำบรรยายภาพ ภาคประชาชนเชียงใหม่ จัดกิจกรรมฟื้นฟูป่าและสร้างฝายชะลอน้ำบริเวณสถานที่ก่อสร้างบ้านพักตุลาการศาลอุทธรณ์ภาค 5 เชิงดอยสุเทพ วันนี้ (27 พ.ค.)

พลังของคน ภาพและโเชียลมีเดีย

ศ.ดร. ธเนศวร์ เจริญเมือง ผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองท้องถิ่นของล้านนา กล่าวกับบีบีซีไทยว่าหากเทียบกันแล้วกรณีบ้านป่าแหว่งนี้มีความคล้ายคลึงกับกรณีกระเช้าไฟฟ้าขึ้นดอยสุเทพ ซึ่งชาวเชียงใหม่ได้รวมพลังกันคัดค้านมาสองครั้ง ในปี 2548 และ 2557 จนทำให้โครงการไม่สามารถจะสร้างได้ ซึ่งการต่อสู้เช่นนี้ทำให้กลุ่มอนุรักษ์เชียงใหม่มีองค์ความรู้ในการจัดรูปขบวนและเรียกระดมพลังของแนวร่วม

นักวิชาการท้องถิ่นล้านนาเห็นว่า มี 4 เหตุผลหลักสำหรับชัยชนะเบื้องต้นกรณีบ้านป่าแหว่ง ประการแรกเกี่ยวพันกับความเชื่อท้องถิ่น ความผูกพันกับดอยสุเทพ สองคือพลังของโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะภาพถ่ายที่เห็นว่าโครงการรุกเข้าไปในแนวป่าชัดเจน สามคือกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ระอุอยู่ในสังคม และท้ายสุดคือพลังของชนชั้นกลางที่มีความรู้และมีแนวคิดทางด้านอนุรักษ์อย่างชัดเจน

Image copyright facebook/ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ

"ทำเลที่ตั้งพัวพันดอยสุเทพ คนล้านนาได้รับการสั่งสอนให้รักและถือว่าดอยสุเทพเป็นดอยศักดิ์สิทธิ์ เพราะมองจากมุมใดก็เห็นดอยสุเทพเกิดความรู้สึกผูกพัน ทันที่ที่มีข่าวผู้คนก็รวมใจกันต่อต้าน" ศ.ดร. ธเนศวร์ เล่าย้อนไปถึงกระแสการต่อต้านกระเช้าไฟฟ้า

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าสิ่งที่ไม่เหมือนกันก็คือ โครงการกระเช้าไฟฟ้านั้นเป็นของเอกชน เมื่อเกิดข้อขัดแย้งกับคนท้องถิ่นขึ้น ก็ทำให้เอกชนล่าถอยไป แต่ในคราวนี้เป็นข้อขัดแย้งระหว่างคนท้องถิ่นกับหน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีความแข็งแกร่งและได้รับการสนับสนุนทางด้านกฎหมาย และโครงการก็ดำเนินไปแล้วจนเกือบเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ในตอนแรก นักวิชาการล้านนาผู้นี้กล่าวว่ากระแสต่อต้านมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่แข็งแกร่งนัก จนเมื่อคนทั้งประเทศได้เห็นภาพของโครงการที่รุกเข้าไปในแนวป่า จึงทำให้กระแสนั้นแรงขึ้นอย่างมาก

"ด้วยพลังของภาพถ่ายที่ปรากฏออกมา รูปดูแล้วชวนตกตะลึง...และมันเกิดขึ้นในยุคที่ทั้งโลก ระอุไปด้วยบรรยากาศอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ปกป้องผืนป่า เมื่อเห็นเช่นนี้ก็ทำให้คนรู้สึกว่าฝืนความรู้สึกของตัวเอง นี่คือพลังของภาพ และพลังโซเชียล มีเดียอย่างแท้จริง" ศ.ดร. ธเนศวร์ กล่าว

ในการเจรจาระหว่างเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กับนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดูแลเรื่องดังกล่าว เมื่อวันที่ 6 พ.ค. ที่ผ่านมา มีการประกาศข้อสรุปร่วมกัน 3 ข้อ ซึ่งถือเป็นสัญญาจากรัฐบาล คือ

  • จะให้มีการก่อสร้างให้เสร็จและส่งมอบให้เรียบร้อยตามสัญญาเพื่อป้องกันการฟ้องร้อง
  • ประกาศพื้นที่เป็นเขตที่ไม่มีผู้อยู่อาศัย มีการรังวัดแนวเขตและส่งมอบพื้นที่คืนให้แก่กรมธนารักษ์ เพื่อให้ผนวกเข้าไปเป็นเขตของอุทยานแห่งชาติ
  • จัดให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อดูแลและดำเนินการเกี่ยวกับสิ่งปลูกสร้างและฟื้นฟูป่าให้กลับมาเป็นป่าที่สมบูรณ์

เสนอแนวคิดใหม่ให้สังคม

บัณรส บัวคลี่ โฆษกของเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า การที่รัฐบาลยอมตกลง ประกาศว่าจะไม่มีการเข้าใช้บ้านพักที่อยู่กับแนวป่าทางด้านบน เราก็พอใจในระดับหนึ่ง แต่ว่ายังคงรื้อไม่ได้

"วิธีการนี้ของทางการก็ชวนให้ระแวงอยู่ ว่าอาจจะซื้อเวลาไปเรื่อย ๆ" เขากล่าวและยังอธิบายด้วยว่า "คำว่า "ป่าที่สมบูรณ์" เป็นการหลีกเลี่ยงที่จะใช้คำว่า "รื้อถอน" เพราะจะมีผลด้านกฎหมาย คณะกรรมการอาจถูกฟ้องร้องและจะทำให้ทุกอย่างไม่สามารถเดินหน้าต่อได้"

ในขณะที่ความตั้งใจของเครือข่ายก็คือ ให้บริเวณก่อสร้างโครงการกลับไปเป็นป่า ดังนั้น การรักษากระแสอนุรักษ์ฯ ให้ดำเนินต่อไปจึงเป็นงานต่อไปใหม่ที่ยากกว่าเดิมของพันธมิตรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเชียงใหม่

Image copyright facebook/ขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ
คำบรรยายภาพ ชาวเชียงใหม่รวมตัวหลายพันคน แสดงจุดยืนขอคืนผืนป่าดอยสุเทพ ต้องการให้รื้อบ้านพักตุลาการ เมื่อวันที่ 29 เม.ย.

ที่ผ่านมา เครือข่ายฯ ได้จัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเพื่อคงกระแสให้ยืนยาวต่อไป รวมทั้งกิจกรรมพื้นฟูป่าสร้างฝายชะลอน้ำในวันนี้ด้วย

บัณรสเห็นว่า "ถ้าเป็นเส้นทางสู่เป้าหมาย เราก็ผ่าน 40 กิโลเมตรแรก ที่เป็นหุบเหวอุปสรรคสำคัญไปแล้ว เหลือแต่การขับเคลื่อนให้ผ่านหลักกิโลต่าง ๆ"

โฆษกของเครือข่ายฯ ยังกล่าวอีกด้วยว่า เท่าที่ผ่านมาการต่อสู้นั้นเน้น "ด้านบุ๋น" มากกว่า อย่างเช่น การต่อสู้กันด้วยข้อมูลความสำคัญของป่าดอยสุเทพ ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำที่ป้อนน้ำกินน้ำใช้ให้กับคนในตัวเมืองเชียงใหม่ ความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากดินถล่มเนื่องจากตัวโครงการตั้งอยู่ในที่ลาดชัน รวมทั้งการค้นข้อมูลข้อกฎหมายต่าง ๆ โดยใช้การเจรจากับหน่วยงานหลากหลายที่เกี่ยวพันกับกรณีนั้นเป็นหลัก

Image copyright BUSABA SIVASOMBOON/BBC THAI

การพยายามทำให้รัฐบาลเข้าใจว่านี่คือการเรียกร้องด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มีองค์ประกอบด้านการเมือง รวมทั้งแสดงเจตนาชัดเจนว่าไม่มีความรุนแรงเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้กิจกรรมทุกครั้งของเครือข่ายฯ ได้รับการยอมรับให้จัดขึ้นได้ แม้จะมีการเรียกชุมนุมคนจำนวนมากซึ่งดูเหมือนจะเป็นท้าทายกฎหมายห้ามการชุมนุมทางการเมืองก็ตาม เป็นสิ่งที่เครือข่ายฯ แสดงออกมาอย่างชัดแจ้งตลอดเวลา

"ขั้นต่อไปเราก็อาจจะนำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้กับสังคมไปขบคิด ตอนนี้กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายของเราก็กำลังหาข้อเสนอใหม่ ๆ ที่อาจจะทำให้สามารถจัดการกับทรัพยากรท้องถิ่น โดยเฉพาะดอยสุเทพได้ดีขึ้น อย่างเช่น ข้อเสนอที่จะทำให้ดอยสุเทพมีสถานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งเราก็เอาแนวคิดมาจากนิวซีแลนด์ ที่ให้แม่น้ำฟางกานุย กลายเป็นนิติบุคคล เพื่อให้ชุมชนและทางการต่างเข้าไปมีส่วนรับผิดชอบในการบริหารร่วมกัน" เขากล่าว

ด้านธีระศักดิ์ รูปสุวรรณ ผู้ประสานงานเครือข่ายขอคืนพื้นที่ป่าดอยสุเทพ กล่าวว่า ทางภาคประชาชนยังไม่ได้เคลื่อนไหวเกี่ยวกับโครงการต่อ เพราะการแต่งตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูพื้นที่ป่า และคณะกรรมการรื้อถอนสิ่งก่อสร้างยังไม่เสร็จสิ้น ยังอยู่ในขั้นตอนรอหนังสือจากทางรัฐบาล

กระแสต่อเนื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

นายกริชสยาม คงสตรี หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เปิดเผยกับบีบีซีไทย ว่า จากกระแสของ "บ้านป่าแหว่ง" ก็ทำให้ทุกคนในสังคมเริ่มหันมามองถึงความสำคัญของดอยสุเทพในฐานะที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารที่หล่อเลี้ยงคนเชียงใหม่

"น่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีของการอนุรักษ์ป่าและสิ่งแวดล้อม ผมถือว่าเป็นการให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ที่ดูแลอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ซึ่งถือว่าเป็นอุทยานแห่งชาติที่อยู่ใกล้เขตเมืองมากที่สุดในประเทศไทย และมีการบุกรุกในทุกทาง โดยขณะนี้ทางอุทยานกำลังพยายามทวงพื้นที่คืน 291 ไร่ ที่ถูกบุกรุกอยู่" เขากล่าว

อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุยก็กำลังเผชิญกับปัญหาเรื่องการบุกรุกจากราษฎรที่อยู่ในพื้นที่มาก่อนที่จะเป็นเขตอุทยาน ซึ่งได้รับการผ่อนผันให้ทำกินได้ แต่ก็มีปัญหาว่าบางรายขยายพื้นที่ทำกินของตนเองออกไป นอกจากนี้ก็มีการขอใช้พื้นที่จากทั้งหน่วยราชการ และวัดต่าง ๆ อีกด้วย

กริชสยาม ซึ่งเป็นกรรมการในแผนงานฟื้นฟูป่าที่ติดอยู่กับเขตก่อสร้างบ้านพักผู้พิพากษากล่าวด้วยว่า ในพื้นที่อื่น ๆ ของแหล่งต้นน้ำลำธารในเชียงใหม่ก็ยังคงมีการบุกรุกพื้นที่ป่าอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกรณีของการนำเอาไปทำรีสอร์ตรับการท่องเที่ยว อย่างเช่นกรณีม่อนแจ่ม ซึ่งอยากจะให้คนในสังคมหันไปมองและกดดันให้มีการแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม