จับตาประชุมมหาเถรสมาคม สงฆ์รูปไหน จะเป็นรายต่อไป

  • 29 พฤษภาคม 2018
พระ Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ในที่ประชุมมหาเถรสมาคม (มส.) วันพรุ่งนี้ (30 พ.ค.) ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ในฐานะเลขาธิการ มส. เตรียมเสนอถอดสมณศักดิ์พระสงฆ์และอดีตพระสงฆ์ที่ถูกจับและหนีการจับกุม 3 รูป

หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น พระพรหมมุนี กรรมการ มส. ในฐานะเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยว่า สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ทรงมีพระบัญชาให้กรรมการ มส. พ้นจากตำแหน่ง 3 รูปที่ถูกออกหมายจับคือ พระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา เจ้าคณะกรุงเทพมหานคร, พระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม, พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร ตามที่ พศ. เสนอมา

พระพรหมสิทธิ และ พระพรหมเมธี หนีรอดการจับกุมไปได้ มีเพียง พระพรหมดิลก ที่ถูกจับกุม ในวันเดียวกับพระอีก 4 รูป คือ พระศรีคุณาภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, พระครูสิริวิหารการสมจิตร จันทร์ศรี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, พระวิจิตรธรรมาภรณ์ หรือเจ้าคุณเทอด ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสระเกศฯ, และพระอรรถกิจโสภณ เลขาเจ้าคณะกรุงเทพฯ วัดสระสามพระยา ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงเงินสนับสนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรม

ยังมีอีก?

นายไพบูลย์ นิติตะวัน อดีตประธานกรรมการการปฏิรูปแนวทางและมาตรการปกป้องพิทักษ์กิจการพระพุทธศาสนา สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า เขาเชื่อว่าความพยายามของเจ้าหน้าที่ในการสอบสวนคดี "เงินทอนวัด" จะทำให้มีกรรมการอื่น ๆ ใน มส. ต้องถูกดำเนินคดีด้วย

"ตอนนี้จับมาแค่ 3 รูป ถ้ามีหลักฐานสาวไปถึง กรรมการ มส. คนใด ก็คงต้องโดนดำเนินการ เพราะเจ้าหน้าที่เอาจริง" นายไพบูลย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวต่อต้าน "อิทธิพลของวัดพระธรรมกาย" ใน มส. และพระพุทธศาสนา กล่าว

"พวกที่เข้ามาบวชเป็นพระ ถ้าเข้ามาแล้วทุจริต แล้วถูกดำเนินคดีได้ ถือว่าเป็นคุณต่อศาสนา"

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ สมัยยังครองจีวร พระพรหมดิลก (ซ้าย) เป็นเจ้าอาวาสวัดสามพระยา และเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร

ที่มา "เงินทอนวัด"

จุดกำเนิดของคดีเงินทอนวัด เกิดจากการพบข้อพิรุธในการจัดสรรงบประมาณให้วัดใน จังหวัดสงขลา ยะลา นราธิวาส โดยมีการประสานจาก พศ. ว่าจะอนุมัติงบสนับสนุนวัด จากนั้นก็จะโอนเงินมากกว่าจำนวนที่ทางวัดต้องการ และให้วัดเบิกเงินสดส่วนเกินนำมาให้คนของ พศ. โดยอ้างว่าเงินที่นำมาคืนจะนำไปช่วยวัดอื่น

คดีถูกสาวต่อมาเป็นทอด ๆ ก่อนขยายผลไปยังวัดอื่นเกือบทั่วประเทศ กรณีของวัดพนัญเชิงวรวิหาญ จ.พระนครศรีอยุธยา เส้นทางการโอนเงินถูกเชื่อมโยงไปยัง "ตัวละครใหญ่" ใน พศ. ปรากฎชื่อนายนพรัตน์ เบญจวัฒนานันท์ อดีต ผอ.พศ. นายพนม ศรศิลป์ อดีต ผอ.พศ. น.ส.ประนอม คงพิกุล รอง ผอ.พศ. และเจ้าหน้าที่ พศ. อีกหลายคน มีส่วนได้เสีย ก่อนถูกแจ้งข้อหาในเวลาต่อมา

ทั้งหมดใช้วิธีการเดียวกันจึงเข้าลักษณะเป็น "ขบวนการ" ปรากฏหลักฐานว่าเงินโอนคืนจากวัดต่าง ๆ กว่าร้อยละ 60 กลับเข้าบัญชีส่วนตัว นอกจากนี้ยังสอบสวนเชิงลึกสาวไปถึง พระชั้นผู้ใหญ่ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือไม่

คดีเงินทอนวัดมาเป็นประเด็นใหญ่ในช่วงที่ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมเสน่ห์ ย้ายข้ามห้วยจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มานั่งเป็น ผอ.พศ. ช่วงต้นปี 2560 เขาได้ตั้งทีมสอบสวนต่อ จนมีหลักฐานใกล้ถึงตัว "พระราชาคณะ" ใน มส.

ทว่าช่วงกลางปี 2560 กลับมีคำสั่ง "เด้งฟ้าผ่า" พ.ต.ท.พงศ์พร เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติ 29 ส.ค. 2560 ย้ายเขาไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการพิเศษ สำนักนายกรัฐมนตรี โดยมีข่าวหลายกระแสหลุดรอดออกมาว่ารัฐมนตรีคนหนึ่งที่ปวารณาตัวเป็น "ศิษย์ก้นกุฏิวัดสระเกศฯ" ผนึกกำลังกับ "อดีตรัฐมนตรี" อีกคน จัดทำรายงานเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้ปลด พ.ต.ท.พงศ์พร

รายงานระบุถึงความรุนแรงในความสัมพนธ์ระหว่าง พ.ต.ท.พงศ์พร กับ มส. ที่มาถึงจุด "แตกหัก" หากยังปล่อยทำงานต่อ รัฐบาลอาจต้องเผชิญหน้ากับ "ม็อบผ้าเหลือง" ได้ พร้อมแนบความเห็นว่ารัฐบาลไม่พร้อมรับมือ ณ จุดนี้

แต่หนึ่งเดือนให้หลัง เหตุการณ์กลับพลิกผัน เมื่อ ครม. มีมติ "กลับลำ" ให้ พ.ต.ท.พงศ์พรกลับมาดำรงตำแหน่ง ผอ.พศ. ตามเดิม ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งที่นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ไปแล้ว

Image copyright มหาเถรสมาคม
คำบรรยายภาพ พระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยก่อนตำรวจบุกค้นวัดจนถึงปัจจุบัน

การหวนคืนเก้าอี้ของ พ.ต.ท.พงศ์พร ทำให้ปฏิบัติการสอบสวนพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีเงินทอนวัดเดินหน้าต่อ พบการโอนเงินอุดหนุนโรงเรียนพระปริยัติธรรมให้กับหลายวัด โดยมีพิรุธเพราะบางวัดไม่มีโรงเรียนพระปริยัติธรรม แต่กลับได้รับเงินอุดหนุน โดยเฉพาะวัดสระเกศฯ พร้อมทั้งขยายผลไปยังคดีอื่น ๆ ที่อยู่ร่วม "เครือข่ายพระชั้นผู้ใหญ่" จนปรากฏหลักฐานเพียงพอต่อการจับกุม

การขยายผลตรวจสอบคดีเงินทอนวัด และคดีที่เกี่ยวข้องยังไม่จบ ข้อมูลล่าสุดจะมีอีกกว่า 30 วัดที่ต้องเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ มีทั้งวัดระดับอารามหลวงและระดับลดหลั่นลงไป บัญชีวัดที่กระทำความผิดในมือของ พศ. มีเกือบหลักร้อย

ย้อนอดีต เส้นทางปฏิรูปสงฆ์

ปฐมบทการปฏิรูปวงการสงฆ์ของประเทศไทยครั้งใหญ่ เริ่มขึ้นหลังคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้าบริหารประเทศ ฝ่ายต่อต้านอำนาจของวัดพระธรรมกายเริ่มขยับ และเห็นผลของความพยายามอย่างเป็นรูปธรรมในช่วงปลายปี 2559 เมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เดินหน้าแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คณะสงฆ์ พ.ศ. 2535 ในมาตรา 7 ว่าด้วยการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช โดยให้กลับไปใช้ข้อความของ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ที่กำหนดให้ พระมหากษัตริย์ ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ เป็นหนึ่งในกรรมการ มส.

ความเปลี่ยนแปลงนี้เป็นไปเพื่อ "ปลดล็อค" ปัญหาการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 ที่ยืดเยื้อยาวนาน หลังจากสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2556

ขณะนั้น มส. มีมติเสนอชื่อ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (สมเด็จช่วง) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ซึ่งเป็นพระราชาคณะที่มีอาวุโสสูงสุดโดยสมณศักดิ์ เพื่อนำขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ แต่ชื่อจากพุทธมณฑลต้องค้างอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลยาวนาน

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ดีเอสไอเข้าตรวจสอบที่มารถโบราณภายในวัดปากน้ำ ช่วงปี 2559 ก่อนที่อัยการจะสั่งไม่ฟ้องพระที่เกี่ยวข้อง

ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมเด็จช่วงมีชื่อเข้าไปพัวพันกับคดีครอบครองรถหรูในชั้นสอบสวนของดีเอสไอ จึงถูกมองว่า "อาจไม่เหมาะสม" หากนายกรัฐมนตรีจะนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ สถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช

ขณะที่อีกส่วนหนึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าสมเด็จช่วง คือพระอุปัชฌาย์ของพระเทพญาณมหามุนี หรือพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดธรรมกาย ผู้ต้องหาหลบหนีคดีร่วมกันฟอกเงินและรับของโจรจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และถูกฝ่ายความมั่นคงเปิด "ปฏิบัติการกระชับพื้นที่" วัดพระธรรมกายเพื่อล่าตัวแบบข้ามวัน-ข้ามปี ทำให้เกิดเสียงต่อต้านการขึ้นเป็น "ประมุขฝ่ายสงฆ์" ของ "พระอาจารย์ของธัมมชโย"

นายสุลักษณ์ ศิวรักษ์ หรือ ส. ศิวรักษ์ ปัญญาชนผู้ศึกษาวงการผ้าเหลือง ระบุอย่างชัดเจนว่าถ้าสมเด็จช่วงได้รับการสถาปนา วัดพระธรรมกายซึ่งแข็งแกร่งอยู่แล้วจะเฟื่องฟูอีกมาก นอกจากนี้ยังมีพระสงฆ์ นักวิชาการด้านศาสนา นักกฎหมาย และพุทธศาสนิกชนอีกไม่น้อยที่แสดงตัวต่อต้านแนวคิดแบบธรรมกาย

ขณะที่กลุ่มสนับสนุนสมเด็จช่วง ส่วนใหญ่เป็นวัดซึ่งมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับวัดพระธรรมกาย นำโดยพระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ราชวรมหาวิหาร และเลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาฯ และพระราชวิจิตรปฏิภาณ (เจ้าคุณพิพิธ) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม

"กองหนุน-แนวต้าน" ต่างเดินเกมบนดิน-ใต้ดินกันเป็นระลอก ก่อนที่ทุกอย่างจะคลี่คลายลงในรัชสมัยของรัชกาลที่ 10 ภายหลังมีการแก้ไข พ.ร.บ. คณะสงฆ์ "ถวายคืนพระราชอำนาจ" ในการสถาปนาสมเด็จพระสังฆราช

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

8 ก.พ. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ (อัมพร อมฺพโร) เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร เป็นสมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 20 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนมีพระราชพิธีสถาปนาอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 12 ก.พ.

สำรวจโครงสร้างอำนาจใน มส.

สัดส่วนกรรมการ มส. 20 รูปมีการแบ่งกันอย่างชัดเจน โดยเป็นตัวแทนฝ่ายธรรมยุติกนิกาย 10 รูป และฝ่ายมหานิกาย 10 รูป แต่การบริหารงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา นับจากสมเด็จพระพุฒาจารย์ (เกี่ยว อุปเสโณ) อดีตเจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เป็นประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช ต่อเนื่องมาถึงยุคสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนสมเด็จพระสังฆราช กลับ "ถูกจับจ้องเป็นพิเศษ" เกี่ยวกับมติ มส. เนื่องจากพระทั้งสองรูปมาจากฝ่ายมหานิกาย โดยเฉพาะกรณีต้องอาบัติปาราชิกของพระธัมมชโย ซึ่ง มส. ถูกวิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามว่าไม่ยอมสร้างความชัดเจน

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ศิษยานุศิษย์ของพระธัมมชโยมาชุมนุมปกป้องอดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย จากการกระชับพื้นที่วัดโดยดีเอสไอและตำรวจเมื่อปี 2559

ขณะเดียวกัน ชาวพุทธบางส่วนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับสัดส่วนกรรมการ มส. ซึ่งมีตัวแทนจากวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ถึง 3 รูป นอกจากมีสมเด็จช่วงแล้ว ยังมีพระวิสุทธิวงศาจารย์ (วิเชียร อโนมคุโณ) รองเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระพรหมโมลี (สุชาติ ธัมมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ร่วมเป็นกรรมการ มส. ด้วย

เมื่อหักอดีต "พระพรหม" 3 รูปที่ถูกส่งปลดพ้น มส. กรรมการก็จะเหลือทั้งสิ้น 17 รูป แบ่งเป็น ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย 9 รูป และฝ่ายมหานิกาย 8 รูป

จับอดีตพระพุทธอิสระ ใครสั่ง?

ในวันเดียวกัน มีการจับกุมพระพุทธะอิสระ อดีตเจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย จ.นครปฐม และอดีตแกนนำ กปปส. แบบ "รวบคามุ้ง" ในข้อหาปลอมพระปรมาภิไธย ท่ามกลางปริศนาว่า "ใครสั่ง"หลัง พล.อ.ประยุทธ์ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เรียงคิวกันออกมาขอโทษศิษยานุศิษย์ ที่ภาพปฏิบัติการจับกุมตัวดูรุนแรงเกินกว่าเหตุ โดยเฉพาะนายกฯ ที่เอ่ยปากขอโทษถึงสองครั้ง

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ศิษยานุศิษย์คาดหวังจะเห็นอดีตพระพุทธะอิสระได้กลับมาครองจีวรอีกครั้ง

มีการวิเคราะห์ว่าคำขอโทษของ พล.อ.ประยุทธ์-พล.อ.ประวิตร ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่อดีตพุทธะอิสระและลูกศิษย์ แต่เป็นการส่งสัญญาณบอกใบ้ว่า "ไม่รู้-ไม่เห็น" กับการจับกุมตัวพุทธะอิสระ แต่มีใครบางคนทำเกินใบสั่ง ซึ่งทำให้นักวิเคราะห์ทั้งหลายต่างจับตาดูตำแหน่งแห่งหนของ "ทีมจับ"พุทธะอิสระว่าจะยังอยู่ในตำแหน่งเดิม หรือถูกปรับย้าย

อย่างไรก็ตามข่าวอีกกระแสยืนยันว่า ภารกิจจับ "อดีตหลวงปู่" เป็นไปตามขั้นตอน-ไม่มีอะไรเสียหาย และที่ต้องใช้กำลังเข้าจับกุมจำนวนมาก เพราะอดีตพระพุทธะอิสระมีกองกำลังของตัวเอง และมีการ์ดคอยรักษาความปลอดภัย ซึ่งมีการ์ดอย่างน้อย 2 คนถูกควบคุมตัวไปในสถานที่ไม่เปิดเผย

ทุกอย่างก้าวของ "อดีตพระ" และ "ทีมจับ" ยังมีความสุ่มเสี่ยง ตราบที่ยังไม่รู้ว่ามี "ใบสั่ง" จริงหรือไม่ และเป็น "ใบสั่งของใคร"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม