อินเดีย เคนยา แซงหน้า ไทย ในมาตรการลดใช้ถุงพลาสติก

  • 5 มิถุนายน 2018
ถุง Image copyright AFP/Getty Images

เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา คนไทยต้องตกตะลึงกับภาพถุงพลาสติกหนัก 8 กิโลกรัม ในท้องวาฬนำร่องครีบสั้นที่ จ.สงขลา นี่อาจเป็นอีกสัญญาณสำคัญว่า วิกฤตขยะพลาสติกในทะเลไทย เป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขมากกว่าการ "รณรงค์" ให้ประชาชนลดใช้ถุงพลาสติกแต่เพียงอย่างเดียว

"จริง ๆ ไม่ใช่ตัวแรก แต่เกิดขึ้นกับสัตว์ทะเลมาหลายตัวแล้ว" ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าว "มันสะท้อนว่าขยะทะเลเป็นปัญหาสาหัสของเมืองไทยที่ค่อนข้างเป็นเป้าสายตาของชาวโลก และยิ่งถูกจับตามองขึ้นอีกเมื่อวาฬตัวนี้เสียชีวิต"

วันที่ 5 มิถุนายน เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก สำหรับในปีนี้ โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ ได้กำหนดทิศทางการรณรงค์ของทั่วโลก คือ Beat Plastic Pollution หรือ สู้กับปัญหาขยะพลาสติก : ถ้าคุณไม่สามารถนำมันมาใช้ได้อีก ให้ปฏิเสธที่จะใช้ (Beat Plastic Pollution: If you can't reuse it, refuse it)

Image copyright กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง
คำบรรยายภาพ ซากถุงพลาสติก 85 ชิ้น หนัก 8 กิโลกรัม ที่ทีมสัตวแพทย์ผ่าออกมาจากท้องวาฬนำร่องครีบสั้นที่เกยตื้นใน จ.สงขลา ก่อนเสียชีวิต

โครงการสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ ระบุว่า มี 75 ประเทศทั่วโลกที่ออกมาตรการลดใช้ถุงพลาสติก โดยเป็นระดับที่แตกต่างกันไป ทั้งการยกเลิกใช้อย่างเด็ดขาดทั้งใช้และขาย มาตรการที่ดำเนินการกับผู้ขาย เช่น กำหนดให้เก็บเงินค่าถุงจากลูกค้า หรือการใช้ถุงที่ทำจากวัสดุทดแทน มาตรการที่ใช้กับผู้บริโค เช่น การจ่ายค่าถุงพลาสติก ณ จุดขาย เป็นต้น

ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายลดการใช้ถุงพลาสติก ต่างจากอีกหลายประเทศ บีบีซีไทยขอเสนอตัวอย่างของ มาตรการในการลดการใช้ถุงพลาสติกในประเทศพัฒนาแล้ว และประเทศกำลังพัฒนา

อังกฤษและสหภาพยุโรป

รัฐบาลแห่งสหราชอาณาจักรบังคับใช้นโยบายให้ผู้บริโภคเสียเงินค่าถุงพลาสติกใบละ 5 เพนซ์ หรือประมาณ 2 บาท ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2015 ซึ่งในตอนนั้นคนอังกฤษใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยคนละเกือบ 12 ใบต่อเดือน

แต่ก่อนหน้านี้ แคว้นเวลส์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักร ได้ออกกฎหมายเรียกเก็บค่าถุงพลาสติกมาตั้งแต่ปี 2011 มีผลเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้คน ปรากฏว่าผู้คนใช้ถุงพลาสติกเฉลี่ยเพียงเดือนละ 2 ใบเท่านั้น

Image copyright Getty Images

ขณะที่เมื่อเดือน พ.ค. สหภาพยุโรปประกาศกำลังเตรียมออกกฎหมายเพื่อยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้ง (single-use plastics) เช่น หลอดดูดน้ำ คอตตอนบัตส์ ที่คนกาแฟ แก้วกาแฟ และช้อนส้อม ร่างกฎหมายฉบับนี้จะต้องได้รับการรับรองจากชาติสมาชิกทั้งหมด 28 ชาติ รวมทั้งรัฐสภาแห่งยุโรปเพื่อให้กฎหมายมีผลบังคับใช้

หากสหภาพยุโรป สามารถใช้กฎหมายนี้ได้จริง คาดการณ์ว่าจะทำให้สามารถลดจำนวนการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้ 3.4 ล้านตัน

เคนยา

เดือน ส.ค.ปีที่แล้ว ทางการเคนยาเริ่มบังคับใช้กฎหมายที่ห้ามการใช้ถุงพลาสติกเต็มรูปแบบ ทั้งจำหน่าย ผลิต หรือใช้ถุงพลาสติก หากฝ่าฝืนจะต้องเผชิญโทษจำคุกสูงสุด 4 ปี หรือปรับเงินสูงสุด 38,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือราว 1.25 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกที่มีบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดในโลก

Image copyright EPA

กฎหมายฉบับนี้ ยังให้อำนาจตำรวจจับกุมใครก็ตามที่พบว่าหิ้วถุงพลาสติกอยู่ตามท้องถนน อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมของเคนยา ได้ออกมาชี้แจงในช่วงแรกของการบังคับใช้กฎหมายว่า จะเริ่มใช้กับบรรดาผู้ผลิตเป็นอันดับแรก

รัฐบาลเคนยาชี้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม หลังจากมีความพยายามบังคับใช้มาเป็นเวลา 10 ปี แต่ก่อนที่กฎหมายจะมีผล ก็มีการคัดค้านจากภาคอุตสาหกรรมผลิตถุงพลาสติกที่ยื่นคำร้องต่อศาลว่า กฎหมายห้ามใช้ถุงพลาสติกจะทำให้แรงงานราว 80,000 คนต้องตกงาน แต่ศาลเคนยาไม่รับคำร้อง ทั้งนี้เคนยาเป็นประเทศผู้ผลิตและส่งออกถุงพลาสติกรายสำคัญของภูมิภาคแอฟริกา

อินเดีย

อินเดียมีกฎหมายยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกแล้วอย่างน้อย 18 รัฐ รวมถึงเขตปกครองที่ดูแลโดยเมืองหลวงกรุงนิวเดลี

รัฐมหาราษฏระของอินเดีย เป็นรัฐล่าสุดที่ห้ามใช้พลาสติกในทุกผลิตภัณฑ์ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากรัฐแรกได้ประกาศห้ามผลิต จำหน่าย และใช้ถุงพลาสติก ตั้งแต่ปี 2003 ขณะที่กรุงเดลี ยกเลิกการใช้ถุงพลาสติกแบบ "ใช้ครั้งเดียว" เมื่อต้นปี 2017

กฎหมายยกเลิกถุงพลาสติกในอินเดีย เป็นผลจากวิกฤตขยะที่เข้าไปอุดตันในท่อระบายน้ำ สร้างผลกระทบให้เกิดน้ำท่วมหนักในช่วงฤดูมรสุม โดยรัฐบาลท้องถิ่นแต่ละแห่งอาจมีข้อกำหนดการยกเลิกถุงพลาสติกตามประเภทและความหนาของถุงที่ใช้

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ วิกฤตขยะในกรุงนิวเดลีของอินเดีย

สำหรับเส้นทางการบังคับใช้กฎหมายยกเลิกพลาสติกของอินเดียในบางรัฐ มีการยื่นฟ้องต่อศาลสูงถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบการผลิตในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งแรงงานที่ต้องตกงาน

ประเด็นว่าด้วยผลกระทบจากการ "แบน" ถุงพลาสติก จึงเป็นเรื่องใหญ่ในอินเดีย เนื่องจากมีแรงงานในอุตสาหกรรมพลาสติกถึง 4 ล้านคน ในกว่า 30,000 โรงงานทั่วประเทศ ซึ่งเป็นไปตามนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอินเดียในการมุ่งเป็นแหล่งผลิตสินค้าเมด อิน อินเดีย

ไอร์แลนด์

ไอร์แลนด์ เริ่มใช้มาตรการเก็บภาษีถุงพลาสติก หรือ Plas tax ในปี 2002 โดยเก็บภาษีถุงพลาสติกกับผู้บริโภคใบละ 15 ยูโรเซ็นต์ หรือคิดเป็นเงินไทยใบละเกือบ 6 บาท

ปีแรกที่เริ่มเก็บภาษี ไอร์แลนด์สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกลงได้ถึงร้อยละ 90 จากการประมาณการณ์การใช้ถุงพลาสติกเดิมที่ประเมาณ 1,280 ล้านใบต่อปี คิดเป็นค่าเฉลี่ยต่อประชากรคนละ 325 ใบต่อปี

จีน

จีนเริ่มใช้กฎหมายควบคุมการใช้ถุงพลาสติกเมื่อปี 2008 โดยเริ่มจากการแบนถุงพลาสติกแบบบางมาก ขนาดความหนาน้อยกว่า 0.025 มิลลิเมตร และให้ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า เก็บค่าใช้จ่ายจากการใช้ถุงพลาสติกจากผู้บริโภค หากร้านค้าฝ่าฝืนจะมีโทษปรับสูงสุด 10,000 หยวน

หลังจากผ่านหนึ่งปีทางการจีนออกมาเปิดเผยว่า ผลจากการควบคุมทำให้จีนลดการใช้ถุงพลาสติกได้ร้อยละ 66 จากก่อนหน้านี้ที่จีนมีปริมาณการใช้ถุงพลาสติกปีละ 3 พันล้านใบ และสร้างขยะกว่า 3 ล้านตันต่อปี

ไทย

ปี 2558 หลายคนอาจจะยังจำกันได้ว่า ห้างสรรพสินค้า 16 แห่ง ได้งดให้ถุงพลาสติกทุกวันที่ 15 ของเดือน ผลตอบรับในครั้งนั้น กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมออกมาระบุว่า เพียงวันเดียวก็สามารถถุงพลาสติกได้ 1.8 ล้านใบ

ในประเทศไทยเอง จะเห็นว่ามีการเริ่มลดใช้ถุงพลาสติกในระดับองค์กร อย่างหน่วยงานรัฐ เอกชน และมหาวิทยาลัย

ล่าสุด กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ก็ประกาศยกเลิกถุงพลาสติกสำหรับใส่ยาทุกหน่วยงานในสังกัด เริ่มในวันที่ 1 ต.ค.ปีนี้ โดยขอความร่วมมือประชาชนที่มารับบริการนำถุงผ้ามาใส่ยา มาตรการนี้จะช่วยลดการใช้ถุงพลาสติกของโรงพยาบาลในสังกัดกรมการแพทย์ถึงปีละกว่า 9 ล้านใบ

ทว่าความพยายามในการลดขยะพลาสติกในมาตรการจากรัฐ ยังอยู่ในขั้นที่รัฐเองเพิ่งโยนหินถามทางออกมาเมื่อปีที่แล้ว กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม (สส.) ประกาศแนวคิดนำมาตรการทางภาษีมาใช้ และได้จัดทำประชาพิจารณ์เพื่อหารูปแบบที่เหมาะสมในการใช้มาตรการทางกฎหมาย โดยนำร่องใน 3 จังหวัดท่องเที่ยวภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ และภูเก็ต แต่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นักวิชาการภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เสนอว่า "ทางออกที่ชัดเจนคือจัดการกับปัญหาถุงพลาสติกด้วยการขายถุง" โดยเริ่มจากในห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ ก่อนยกระดับยกเลิกการใช้พลาสติกประเภทใช้แล้วทิ้ง ไปจนถึงสนับสนุนอุตสาหกรรมทดแทนไบโอพลาสติก

Image copyright AFP/Getty Images

ดร.ธรณ์ ซึ่งอีกหนึ่งหมวกเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การนำมาตรการที่ใช้หลักวิธีคิดทางเศรษฐศาสตร์ในการจัดการพลาสติก เช่น การให้ผู้บริโภคจ่ายค่าถุงพลาสติก หรือการออกกฎเกณฑ์กับผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้าหรือซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ ถูกบรรจุไว้ในแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศอยู่แล้ว "แต่ขึ้นอยู่กับว่าจะทำเมื่อไหร่"

"คำถามคือเราจะเดินหน้าด้วยความเร็วขนาดไหน เพราะแต่ละส่วนก็มองปัญหาพลาสติกในทะเลแตกต่างกัน แต่ผมทำงานในเรื่องนี้ ก็คิดว่าเป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำ" ดร.ธรณ์ กล่าว

ดร.ธรณ์ ชี้ว่าโมเดลของสหราชอาณาจักรเหมาะสมกับการเริ่มต้นในไทย คือ เริ่มจากห้างซูเปอร์สโตร์ขนาดใหญ่ต้องเก็บค่าถุงพลาสติกจากลูกค้า เมื่อมาทำในไทยก็อาจมีการกำหนดเกณฑ์ของห้างที่ต้องเข้าร่วม โดยอาจใช้เกณฑ์จากจำนวนพนักงาน หรือขนาดพื้นที่

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม