ถอดบทเรียน เคท-แอนโทนี : การฆ่าตัวตายไม่เลือกปฏิบัติ

เคท สเปด (ซ้าย) กับแอนโทนี บอร์เดน Image copyright GETTY IMAGES/PRESS ASSOCIATION
คำบรรยายภาพ เคท สเปด (ซ้าย) กับแอนโทนี บอร์เดน เสียชีวิตในห้องพัก เมื่อสัปดาห์นี้

ข่าวการเสียชีวิตด้วยการฆ่าตัวตายของสองคนดังชาวอเมริกันจากสองวงการ สะท้อนให้เห็นความเป็น "สากล" ของการอาการเจ็บป่วยทางจิต และเป็นความจริงอันแสนเศร้าที่อาจเกิดขึ้นได้กับทุกคน โดยไม่เลือกเพศ วัย เชื้อชาติ ศาสนา กระทั่งสถานะทางสังคมและเศรษฐกิจ

สื่อสังคมออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ไว้อาลัย เคท สเปด หรือเคท วาไลนไทน์ นักออกแบบแฟชั่นวัย 55 ปี หลังเกิดปรากฏการณ์ "ช็อกสังคม" เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เพราะเธอประสบความสำเร็จอย่างสูงบนเส้นทางที่เธอเลือก จากนักออกแบบสู่การเป็นนักธุรกิจชั้นนำ และดูเหมือนเธอจะ "มีทุกอย่าง" ในชีวิต

ไม่ต่างจาก แอนโทนี บอร์เดน เชฟและพิธีกรชื่อดังวัย 61 ปี ซึ่งได้รับการยกย่องว่าเป็น "นักเล่าเรื่องที่มีพรสวรรค์" การันตีผลงานด้วยรางวัล "เอ็มมี อวอร์ดส์" ปี 2013 ประเภทรายการยอดเยี่ยม จากรายการ "พาร์ทส์ อันโนน" ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็น โดยไม่มีใครคาดคิดว่าเขาจะจบชีวิตตัวเองในห้องพักเมื่อวันที่ 8 มิ.ย. ระหว่างเดินทางไปถ่ายทำรายการที่ประเทศฝรั่งเศส

"มีคนพูดอยู่บ่อย ๆ ว่าความเจ็บป่วยทางจิตและการฆ่าตัวตายไม่เคยเลือกปฏิบัติ" ดร. จอห์น เดรเปอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันการฆ่าตัวตายแห่งชาติของสหรัฐฯ กล่าว

เขาบอกด้วยว่า บางคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงอาจรู้สึก "ติดกับดักความสำเร็จ" เพราะทุกสิ่งทุกอย่างดูเหมือนต้องสมบูรณ์แบบ พวกเขาคิดว่าไม่มีใครเข้าใจหรือเชื่อว่าพวกเขามีปัญหา

Image copyright TURNER
คำบรรยายภาพ แอนโทนี บอร์เดน รับโล่ห์รางวัลระหว่างไปเยือนไนจีเรีย

สอดคล้องกับความเห็นของ นพ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ หัวหน้ากลุ่มที่ปรึกษากรมสุขภาพจิต ที่กล่าวกับบีบีซีไทยว่า "การฆ่าตัวตายไม่ได้เลือกชนชั้นวรรณะ คนดังคนไม่ดัง" พร้อมชี้ว่านี่คือปัญหาใหญ่ทางสุขภาพจิตซึ่งแบ่งออกเป็นสองประเภท

หนึ่งคือ การเจ็บป่วยทางจิตทำให้ฆ่าตัวตาย ที่สำคัญคือโรคซึมเศร้าเพราะทำให้มีสภาวะทางความคิดและอารมณ์เปลี่ยนไป มองไม่เห็นคุณค่าตัวเอง ไม่อยากมีชีวิตอยู่ ซึ่งมักปรากฏในประเทศพัฒนาแล้ว

สองคือ ฆ่าตัวตายด้วยความหุนหันพลันแล่น และไม่ได้เจ็บป่วยทางจิต ซึ่งพบมากในประเทศกำลังพัฒนา โดยอาศัยวิธีการต่าง ๆ เช่น ใช้ยาฆ่าแมลง, วิ่งให้รถชน, พยายามกรีดข้อมือตัวเอง แล้วระบบการแพทย์ยังไม่ดีพอ ทำให้คนเหล่านี้ทำลายชีวิตตนเองได้สำเร็จ

ความเครียดเรื้อรัง ต้นเหตุโรคซึมเศร้า

ถึงขณะนี้ยังไม่มีคำยืนยันอย่างเป็นทางการว่า เคท สเปด และแอนโทนี บอร์เดน ฆ่าตัวตายด้วยสาเหตุใด แต่บรรดาเพื่อนสนิทและเหล่าคนดังต่างพากันโพสต์ข้อความในสื่อสังคมออนไลน์เพื่อให้กำลังใจสมาชิกในครอบครัวของทั้งคู่ พร้อมเรียกร้องให้คนที่กำลังต่อสู้กับโรคซึมเศร้าและอาจคิดฆ่าตัวตายขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณรักและรักคุณ

Image copyright SHUTTERSTOCK
คำบรรยายภาพ เคท สเปด เปิดร้านแรกของเธอกลางมหานครนิวยอร์ก ในปี 1996

ขณะที่ รีตา ซัฟโฟ พี่สาวของเคท สเปด ยอมรับในการให้สัมภาษณ์สื่อว่าน้องสาวต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามาระยะหนึ่ง และเคทได้แสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่าการเข้ารับการรักษาตัวของเธออาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ "happy-go-lucky" (มีความสุขสนุกสนานกับชีวิตและไม่ค่อยมีเรื่องกังวลใจ) ในวงการแฟชั่นของเธอ

นอกเหนือจากปัจจัยทางด้านกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม "ความเครียดเรื้อรัง" มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดโรคซึมเศร้า ทว่าเงื่อนไขทางวัฒนธรรมทำให้ "ความเครียดเรื้อรัง" ของแต่ละสังคมแตกต่างกัน

ในบริบทสังคมไทย ค่านิยมมุ่งสู่ความสำเร็จในเวลารวดเร็ว นิยมในวัตถุ และสภาพสังคมรักษาหน้าตา ถูกกรมสุขภาพจิตระบุว่าเป็นเหตุผลอันดันต้น ๆ ที่ทำให้เกิดการฆ่าตัวตาย ส่วนคนดังในต่างประเทศอาจเผชิญกับความเครียดจากการต้องรักษาความสำเร็จของตนเอาไว้

"การจะประสบความสำเร็จเป็นเรื่องยากแล้ว แต่การรักษาความสำเร็จนั้นไว้เป็นเรื่องที่ยากกว่า ถ้าคุณเป็นนักแสดงชื่อดัง คุณก็อยากเป็นดาวค้างฟ้าและพยายามหาทางออกต่าง ๆ บ่อยครั้งที่นำไปสู่ปัญหาอื่น เช่น การใช้สารเสพติด จะเห็นว่าศิลปิน นักแสดง จิตรกร พออยู่ภายใต้ความเครียด จำนวนมากหันไปใช้ยาเสพติด พอใช้มากเข้าก็นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ เพราะเมื่อยาหมดฤทธิ์แล้วรู้สึกแย่กับตัวเอง ก็อาจฆ่าตัวตาย" นพ.ยงยุทธระบุ

บทบาทสื่อกับปรากฏการณ์ "ก๊อปปี้แคท"

บ่อยครั้งที่การฆ่าตัวตายของเหล่าคนดัง-ผู้มีชื่อเสียงได้นำไปสู่ปรากฏการณ์ "ฆ่าตัวตายเลียนแบบ" หรือที่องค์การอนามัยโลกเรียกว่า "ก๊อปปี้แคท" (Copycat) ซึ่ง นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ โฆษกกรมสุขภาพจิต กล่าวกับบีบีซีไทยว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวจะเกิดกับคนสองกลุ่มคือ กลุ่มแฟนคลับที่ทำใจยอมรับความสูญเสียคนที่รักไม่ได้ จนเสี่ยงฆ่าตัวตายตาม หรือเสี่ยงเกิดโรคซึมเศร้า ส่วนอีกกลุ่มคือคนมีความทุกข์ที่คิดว่าการตายเป็นทางออกของปัญหา

"คนที่มีความทุกข์ จะคิดว่านี่คือทางแก้ปัญหา หรือกระทั่งคนที่ไม่ได้คิดอยากตายเลย แต่พอสื่อมวลชนนำเสนอข่าวโดยบอกวิธีการอย่างละเอียด มันก็เหมือนฝังไปในจิตใต้สำนึก เมื่อเกิดความเครียดขึ้นมา จิตใต้สำนึกก็จะเลือกวิธีฆ่าตัวตาย เพราะเวลาเกิดเหตุคับขัน คนเรามักใช้วิธีการที่คุ้นเคย" นพ.อภิชาติกล่าว

บทบาทของสื่อมวลชนในปรากฏการณ์ "ก๊อปปี้แคท" ยังถูกอธิบายเพิ่มเติมโดย นพ.ยงยุทธ โดยระบุว่าการเสนอข่าวการฆ่าตัวตายอย่าง "ครึกโครม" และ "สุกเอาเผากิน" เช่น บอกว่าคนนี้อกหักเลยฆ่าตัวตาย ทำให้กลุ่มคนที่เปราะบางเกิดการเลียนแบบ

"ที่จริงแล้วไม่มีใครในโลกที่ฆ่าตัวตายเพราะเหตุง่าย ๆ แต่เขาฆ่าตัวตายด้วยเหตุผลอันสลับซับซ้อน" นพ.ยงยุทธกล่าว

เขายกตัวอย่างว่า เคยมีประเทศในยุโรปที่ประชาชนมีปัญหาหนี้สินตัดสินใจฆ่าตัวตายด้วยการกระโดดให้รถไฟใต้ดินทับรวมเก้าคน เพราะสื่อบรรยายข่าวอย่างละเอียด ต่อมาจึงมีการขอความร่วมมือสมาคมวิชาชีพสื่อวางแนวทางในการนำเสนอข่าวว่าต้องไม่ลงข่าวการฆ่าตัวตายอย่างครึกโครม ไม่บอกวิธีการที่เป็นรูปธรรม และไม่สรุปสาเหตุง่าย ๆ และควรจะให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ควรบอกช่องทางขอรับการช่วยเหลือกรณีเกิดปัญหาสุขภาพจิต จนกลายเป็น "Do and Don't" (ข้อควรทำและไม่ควรทำ) ในการนำเสนอข่าวของสื่อ

17 ปี อัตราฆ่าตัวตายของชาวอเมริกันพุ่งแตะ 30%

ในสัปดาห์ที่ "ดีไซเนอร์แถวหน้า" และ "เชฟดัง" ชาวอเมริกันตัดสินใจ "ปลิดชีพตัวเอง" ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (ซีดีซี) ได้เผยแพร่ "รายงานชิ้นใหม่" เมื่อ 8 มิ.ย. ระบุว่า สถิติการฆ่าตัวตายของชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับจากปี 1999 โดยมีอัตราเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ร้อยละ 25

เฉพาะปี 2016 มีพลเมืองเกือบ 4.5 หมื่นคนฆ่าตัวตาย นั่นหมายความว่าทุก ๆ หนึ่งแสนคน มี 15.6 คนที่เลือกจบชีวิตตัวเอง

Image copyright Getty Images

"ข้อค้นพบใหม่" ที่ ดร.เดโบราห์ สโตน หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวกับบีบีซีคือมี 25 รัฐ ที่มีอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 โดยเกือบทั้งหมดเป็นรัฐทางตะวันตกและมิดเวสต์ของสหรัฐฯ

เธอระบุด้วยว่า ปัจจัยที่ทำให้อัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นมาจากปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ และปัญหาทางการเงิน อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตด้วยว่ารัฐทางตะวันตกของสหรัฐฯ บางแห่งมีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์อาจเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า รัฐเหล่านี้อาจมีความเป็นชนบทมากกว่าที่อื่น ๆ ทำให้การเข้าถึงการรักษาพยาบาล หรือ การให้คำปรึกษา เป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังอยู่ในช่วงของการฟื้นตัวจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจ และยังไม่ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการอย่างเหมาะสม

ผลการศึกษาของซีดีซี พบว่า ร้อยละ 54 ของชาวอเมริกันที่เสียชีวิตโดยการฆ่าตัวตาย ไม่มีอาการป่วยทางจิต

หมายเหตุ: ถ้าคุณต้องการใครสักคนเป็นเพื่อนพูดคุย สามารถโทรไปที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ตลอด 24 ชม. หรือสมาคมสะมาริตันส์แห่งประเทศไทย 02-7136793 เวลา 12.00-22.00 น.

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม