ประสบการณ์ตรง “คนข้ามเพศ” กับความหวังแปลงเพศด้วย "บัตรทอง"

  • 13 กรกฎาคม 2018
รูปสาวหนุ่มข้ามเพศ Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

ตัวแทนกลุ่มคนข้ามเพศเรียกร้องขยาย "สิทธิบัตรทอง"จากเดิมให้เฉพาะแก้ไขเพศกำกวมแต่กำเนิด มาครอบคลุมการแปลงเป็นเพศเพื่อให้ตรงใจปรารถนา เผย "เมื่อเข้าสู่ภาวะคนข้ามเพศ หมายถึงการต้องเข้าโรงพยาบาลตลอดชีวิต"

"มติที่ออกมา เหมือนการปฏิวัติวงการสาธารณสุขไทยเลย ถ้าทำได้สำเร็จ" คือความรู้สึกของ ก้าวหน้า เสาวกุล ผู้ก่อตั้ง "ทีค พลังทรานส์" (TEAK - Trans Empowerment) ชุมชนผู้ชายข้ามเพศ ไทย-อินโดนีเซีย และอดีตประธานร่วมสมาคมอิลก้า เอเชีย (International Lesbian, Gay, Bisexual, Trans and Intersex Association) ที่บอกกับบีบีซีไทย ภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) มีมติขอให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พิจารณากรณีกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTI) ซึ่งเข้าข่ายเป็นบุคคลที่มีภาวะเพศกำกวม หรือมีมากกว่า 1 เพศในคนเดียว (Intersex) สามารถดำเนินการผ่าตัดแปลงเพศของตนตามคำรับรองของแพทย์โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาตามสิทธิหลักประกันสุขภาพ

สปสช. ส่งหนังสือแจ้ง กสม. ตั้งแต่เดือน ก.ย. 2560 ว่าบุคคลที่มีภาวะเพศกำกวมสามารถใช้สิทธิ "บัตรทอง" เพื่อผ่าตัดแปลงเพศให้ตรงกับเพศสภาพที่แพทย์รับรองได้ นอกจากนี้จะ "รวบรวมข้อมูล" เสนอต่อบอร์ด สปสช. เพื่อพิจารณาประกาศกำหนดเป็นประเภทและขอบเขตการบริการสาธารณสุขต่อไป ในส่วนของกลุ่ม LGBTI และคนที่ผ่านการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว หรือคนข้ามเพศ (Transgender)

เมื่อเลือกเป็นชายข้ามเพศ ต้องเข้า รพ. ตลอดชีวิต

ในฐานะผู้ชายข้ามเพศ (Transman) ก้าวหน้าเริ่มใช้ฮอร์โมนเพื่อเข้าสู่ขั้นตอนของการแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย เมื่อ 2 ปี 2 เดือนก่อน และต้องฉีดฮอร์โมนไปตลอดชีวิต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายเดือนละ 500 บาท ยังไม่รวมการเข้ารับการผ่าตัดหน้าอก มดลูก และผ่าตัดเพื่อต่ออวัยวะเพศ ซึ่งต้องควักเงินอีกหลายแสนหรืออาจถึงหลักล้าน

"เมื่อเข้าสู่ภาวะคนข้ามเพศ มันหมายถึงการต้องเข้าโรงพยาบาลหรือคลินิกไปตลอดชีวิต ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง" ก้าวหน้ากล่าวและว่า "นี่คืออุปสรรคให้ชนชั้นล่างไม่สามารถเป็นชายข้ามเพศได้"

กระบวนการเปลี่ยนผ่านจากหญิงสู่ความเป็นชาย ต้องเริ่มต้นที่โรงพยาบาล/คลินิก เพื่อตรวจเลือดและร่างกายอย่างละเอียด ถึงจะเริ่มฉีดฮอร์โมนได้ ก้าวหน้าบอกว่าผู้รับบริการมักเลือกคลินิกที่เป็นมิตรกับ LGBTI ทว่าไม่ใช่ทุกคลินิกที่เข้าใจวิธีปฏิบัติกับพวกเขา โดยเฉพาะกรณีผู้ชายข้ามเพศซึ่งถือ "เป็นเรื่องใหม่" ที่เพิ่งเข้ามาในไทย 5-7 ปีที่ผ่านมานี้ ต่างจากกรณีผู้หญิงข้ามเพศ (Transwoman) ซึ่งมีเทคโนโลยีและองค์ความรู้ค่อนข้างมาก ทันทีที่รู้ตัวว่าใจเป็นผู้หญิง ก็สามารถเรียนรู้วิธีการต่าง ๆ จากประสบการณ์ของกลุ่มคนที่ถูกเรียกว่า "เจ้" และ "ตัวแม่" ได้ สามารถซื้อฮอร์โมนมาแปะ ทา กินได้เอง

เปิดประสบการณ์ด้านลบ เมื่อคลินิกก้าวล่วงพื้นที่ส่วนตัว

"มันมีหลายเรื่องนะที่เป็นปัญหา เช่น บัตรผู้เข้ารับบริการ เราไม่อยากให้คุณใส่ว่า 'นางสาว' หรือเวลาสอบประวัติ ก็จะมีคำถามทำนองว่าทำไมถึงจะแปลงเพศ แปลงหรือยัง ทำไปถึงขั้นไหนแล้ว พ่อแม่ไม่ว่าอะไรหรือ มันทำให้เรากลายเป็นวัตถุไปเลย และค่อนข้างก้าวล่วงรุกล้ำเข้ามาพื้นที่ส่วนตัว" ชายข้ามเพศบอกเล่าประสบการณ์

ก้าวหน้าหยิบยกรายงานชิ้นหนึ่งของธนาคารโลก ระบุว่า กลุ่มคนข้ามเพศมักรู้สึกเป็นกังวลเมื่อต้องเปิดเผยบัตรประชาชนหรือแจ้งข้อมูลต่อผู้ให้บริการด้านสาธารณะสุขว่ามีสภาวะข้ามเพศ และมักจินตนาการหรือคาดหมายว่าผลลัพธ์จะออกมาในเชิงบวกหรือลบ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ป้ายบอกว่าห้องน้ำนี้เป็นของ "คนทุกเพศ" ติดตั้งในแคลิฟอร์เนีย หลังจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายรับรองการแต่งงานของเพศเดียวกันทั่วประเทศ เมื่อ มิ.ย. 2558 โดยถือเป็นชัยชนะทางการเมืองของ LGBTI

"มันมีความกังวลว่าเขาจะจับเราไปอยู่ในพื้นที่ที่เหมาะสมหรือไม่ เช่น ผมต้องการเปลี่ยนชุดในห้องผู้ชาย ต้องการใช้ห้องน้ำชาย รวมถึงการเข้าหอผู้ป่วยด้วย" และ "ไม่ว่าคุณจะเป็นอะไรก็ตาม คุณมีสิทธิได้รับการรักษาพยาบาลภายใต้สวัสดิการของรัฐ"

อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดหวังว่าความเข้าใจต่อประเด็นอ่อนไหวของกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศจะเกิดขึ้นทันที หากการผ่าตัดทางเพศได้รับการรับรองให้เป็น "สิทธิขั้นพื้นฐาน" ตามหลักประกันสุขภาพ เพราะนี่คือทัศนคติที่สั่งสมกันมา แต่การเริ่มต้นยอมรับจะช่วยพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ เช่น พลิกตำราการเรียนการสอนเด็ก ๆ ในโรงเรียนใหม่ว่าเพศไม่ได้มีแค่ชายกับหญิงเท่านั้น ให้การอบรมบุคลากรด้านสาธารณสุขว่ากลุ่มคนข้ามเพศมีความอ่อนไหวในเรื่องใด รวมถึงในอนาคตอาจมีงานศึกษาวิจัยอย่างจริงจังเกี่ยวกับอายุเฉลี่ยของคนข้ามเพศ

ต้องการจิตแพทย์ช่วยปรับตัวเข้าสู่ชีวิตใหม่

ความพยายามเปลี่ยนแปลงสภาพร่างกายให้สอดคล้องกับจิตใจ ทำให้คนข้ามเพศหลายคนเกิดภาวะซึมเศร้าหรือสับสน โดยก้าวหน้าเปรียบเปรยว่าเป็นเหมือน "การเกิดใหม่"

Image copyright Kaona Saowakun
คำบรรยายภาพ ก้าวหน้า เสาวกุล ใช้เวลากว่า 2 ปีแล้วในการเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการรับฮอร์โมนเพื่อแปลงเพศจากหญิงเป็นชาย

"เราถูกเลี้ยงมา 10-20 ปีเป็นเพศหนึ่ง พอเราตัดสินใจข้ามเพศ มันคือการก้าวไปสู่ชีวิตใหม่ที่ต้องเรียนรู้ใหม่ ซึ่งจิตแพทย์จะช่วยปรับตัวในการเข้าสู่ชีวิตใหม่ของเรา และเท่าที่ทราบกองทุน สปสช. ครอบคลุมเรื่องการให้บริการโดยจิตแพทย์ด้วย" ก้าวหน้ากล่าวถึงข้อดีหากการผ่าตัดแปลงเพศของกลุ่ม LGBTI ได้รับการรับรองให้ใช้สิทธิบัตรทอง

ชี้ไม่ใช่การต่อสู้ แต่เป็นไปตามสิทธิในการรักษาพยาบาล

มติ กสม. ที่ออกมาถือเป็นความพยายาม "รักษาสิทธิ" และ "ขยายสิทธิ" ให้กลุ่ม LGBTI หลังมีผู้ร้องเรียนซึ่งอ้างว่าตนมีภาวะเพศกำกวม และประสงค์จะยื่นเรื่องขอเปลี่ยนคำนำหน้านาม แต่ไม่สามารถทำได้ เนื่องจากแพทย์ยังไม่สามารถวินิจฉัยเพื่อยืนยันภาวะเพศกำกวมได้

Image copyright ประชาสัมพันธ์ กระทรวงยุติธรรม
คำบรรยายภาพ กิตตินันท์ ธรมธัช ร่วมงาน "GENDER MATTERS" ส่งเสริมความเท่าเทียมกันทางเพศ เมื่อ 7 ก.ค.

แม้เห็นว่า "เป็นเรื่องดี" ที่เกิดความชัดเจนว่าบุคคลที่มีภาวะเพศกำกวมสามารถใช้บัตรทองผ่าตัดแปลงเพศได้ แต่ กิตตินันท์ ธรมธัช นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย องค์กรที่ทำงานด้านสิทธิและสุขภาวะของคนหลากหลายทางเพศ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า "นี่ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนหรืออะไร เพราะเป็นเรื่องข้อเท็จจริง เป็นสิ่งที่มันเป็นอยู่แล้ว" ในทางการแพทย์ถือว่าการมี 2 เพศในคนเดียวแต่กำเนิดเป็นการเจ็บป่วย เหมือนคนเกิดมามี 11 นิ้ว ก็ต้องได้รับการผ่าตัดรักษา เพียงแต่ กสม. และ สปสช. ทำให้กระบวนการมันชัดเจนขึ้นเท่านั้น

สิ่งที่กิตตินันท์ ผู้ที่ถูกเรียกขานว่า "คุณแม่" ชวนสังคมขบคิดคือ ในเมื่อกลุ่ม LGBTI ได้รับการยอมรับแล้วว่าไม่ใช่ผู้ป่วยทางจิต วิปริต ผิดธรรมชาติ ควรหรือไม่ที่จะได้รับการพิจารณาประเด็นสิทธิมนุษยชนต่าง ๆ เช่น สิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านาม สิทธิในการสมรส รวมถึงสิทธิในการรักษาพยาบาลในประเด็นที่เป็นผลสืบเนื่องจากการผ่าตัดแปลงเพศ

Image copyright ประชาสัมพันธ์ กระทรวงยุติธรรม
คำบรรยายภาพ กระทรวงยุติธรรมเตรียมเสนอกฎหมายคู่ชีวิตสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน ซึ่งถ้าทำได้จะถือว่าไทยทำเป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชีย

"เมื่อมีการผ่าตัดแปลงเพศแล้ว ประกันสุขภาพ 30 บาทครอบคลุมแค่ไหน เพราะการไปเฉาะอวัยวะเพศออกแล้วเปลี่ยนเป็นผู้หญิง การรับฮอร์โมนต่าง ๆ บ้างครั้งมันมีผลข้างเคียง ดังนั้นสิทธิที่คณะกรรมการควรบรรจุลง ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 5 วรรคสามแห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 คือสิทธิในการรักษาโรคที่แพทย์วินิจฉัยว่าเป็นผลจากการผ่าตัดแปลงเพศ" นายกสมาคมฟ้าสีรุ้งฯ กล่าว

ข่าว "ผ่าตัดแปลงเพศด้วยบัตรทอง" กลายเป็นหัวข้อสนทนาหลักของกลุ่ม LGBTI ในวันนี้ แม้ยังไม่มีความชัดเจนว่าพวกเขาจะได้รับอานิสงส์หรือไม่ เมื่อไร และอย่างไร

ย้ำให้สิทธิเฉพาะเพศกำกวมเท่านั้น

ล่าสุดนายโสพล จริงจิตร รองเลขาธิการ กสม. ออกมาย้ำว่า ขณะนี้มีเพียงกลุ่มบุคคลที่มีภาวะเพศกำกวม (Intersex) เท่านั้นที่ได้รับสิทธิผ่าตัดแปลงเพศด้วยบัตรทอง ซึ่งคิดว่ามีไม่มาก เพราะ 10 ปีที่ผ่านมา กสม. เพิ่งได้รับการร้องเรียนเพียง 2 รายเท่านั้น ส่วนกลุ่ม LGBTI อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สปสช. ว่าจะให้ขอบเขตแค่ไหน และอาจมีเงื่อนไขพิเศษ เช่น อาจต้องจ่ายเงินสมทบบางส่วน จึงขอว่า "อย่าสับสนว่าการใช้สิทธิดังกล่าวครอบคลุมถึงกลุ่มตนเอง และแห่กันไปขอใช้สิทธิบัตรทองเพื่อผ่าตัดแปลงเพศกับโรงพยาบาล ยืนยันว่ากรณีนี้ยังไม่ครอบคลุมถึง LGBTI"

ย้ำปรัชญา "บัตรทอง" ให้บริการที่มีความจำเป็น

ขณะที่ ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ โฆษก สปสช. อธิบายปรัชญาในการเกิดขึ้นของบัตรทองตามโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่า สิทธิในการรับบริการสาธารณสุข ตามมาตรา 5 ของ พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มุ่งเน้น "บริการที่มีความจำเป็น" ซึ่งครอบคลุมเกือบหมดแล้ว ยกเว้น "สิ่งที่เกินจำเป็น" เช่น การสร้างเด็กหลอดแก้ว การผ่าตัดแปลงเพศ ยกเว้นกรณีแพทย์ลงความเห็นว่าผิดเพศสภาพ เช่น เด็กเกิดมามีทั้งจู๋และนม พอโตขึ้นมาเรื่อย ๆ จิตใจเป็นชาย 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็ขณะเดียวกันก็มีหน้าอก จนโดนเพื่อนล้อ พอไปหาหมอบอกว่านี่คือเพศสภาพชาย อย่างนี้ได้รับสิทธิผ่าตัดแปลงเพศตามบัตรทอง

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ กลุ่มผู้ชุมนุมหลายร้อยคนที่ใช้ชื่อว่า "กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ" ชุมนุมคัดค้านการแก้ไข พ.ร.บ. หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 เมื่อ มิ.ย. 2560

"กรณีภาวะเพศกำกวมเราไม่ได้เจอบ่อย มีคนเดียวที่ รพ.พระนั่งเกล้าฯ เมื่อ 2-3 ปีก่อน แต่การจะขยายสิทธินี้ให้ครอบคลุม LGBTI เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกันอีกมากเพราะมองได้หลายแง่มุม บางมุมมองว่าเป็นสิทธิความเสมอภาค แต่ถ้าพิจารณาจากหลักเศรษฐศาสตร์ก็ต้องดูมีความคุ้มค่าของงบประมาณ" ทพ.อรรถพรกล่าวกับบีบีซีไทย

ปัจจุบันกองทุน สปสช. มีงบไหลเวียน 1.1 แสนล้านบาทเพื่อให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชน (ไม่รวมงบเงินเดือนบุคลากร) ซึ่งโฆษก สปสช. ระบุว่า จะรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นส่งให้คณะอนุกรรมการ สปสช. อีกหลายชุดพิจารณา ประกอบด้วย อนุกรรมการด้านสิทธิ, งบประมาณ, ยุทธศาสตร์ ก่อนไปถึงการพิจารณาของบอร์ด สปสช. ต่อไป จึงต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อย 1 ปีถึงจะทราบว่าบทสรุปเป็นอย่างไร เนื่องจากการพิจารณาบัญชีโรคของปีงบประมาณ 2562 เสร็จสิ้นไปแล้ว ก็ต้องพิจารณาข้อเสนอของ กสม. ในปีงบประมาณปี 2563 ต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง