รับน้อง: เมื่อนักศึกษารุ่นใหม่กล้าปฏิเสธระบบโซตัส และกิจกรรมไม่เหมาะสม

  • 24 กรกฎาคม 2018
รับน้อง: เมื่อนักศึกษารุ่นใหม่กล้าปฏิเสธระบบโซตัส และกิจกรรมไม่เหมาะสม Image copyright Getty Images

เหตุการณ์นักศึกษารุ่นพี่ทำร้ายร่างกายรุ่นน้องร่วมสาขาเดียวกัน ทำให้สังคมตั้งคำถามเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้องอีกครั้ง ขณะที่ผู้คลุกคลีกับนักศึกษารุ่นใหม่สังเกตว่าพวกเขามีทัศนคติที่เปลี่ยนไปจากเดิม

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา นักศึกษาชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ ถูกนักศึกษารุ่นพี่ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บสาหัส ซึ่งพวกเขายอมรับว่าทำไปเพื่อสั่งสอนที่ปกครองนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ได้ไม่ดีตามระบบโซตัส

ช่วงเวลาก่อนเปิดเทอม เป็นช่วงที่นักศึกษาจำนวนมากร่วมกิจกรรมรับน้อง เพื่อทำความรู้จักและสร้างสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาใหม่และเก่า

แต่ระบบที่เรียกว่าโซตัส (SOTUS) ที่ถูกนำมาใช้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้สร้างแบบแผนประเพณีที่เน้นปลูกฝังความเคารพต่อรุ่นพี่ ซึ่งบ่อยครั้งรวมถึงการบังคับ สร้างความกดดัน ไปจนถึงการใช้ความรุนแรง และไม่ใช่นักศึกษาทุกคนที่เห็นชอบกับวัฒนธรรมแบบนี้

ไม่ยอมรับหากไม่ไม่มีเหตุผล

นักศึกษาชั้นปีที่ 1 คนหนึ่งที่กำลังเตรียมตัวสำหรับการเปิดภาคเรียนช่วงปลายเดือนนี้ บอกกับบีบีซีไทยว่า เขาจะเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง หากมันอยู่ในกรอบที่เหมาะสมเท่านั้น

"ต้องบอกเลยว่า การรับน้องมันเป็นสิ่งที่ดี ที่รุ่นพี่ควรจะให้การต้อนรับกับน้องที่เข้าไปปี 1 เพราะตอนอยู่มัธยมถือเป็นสังคมเล็ก ๆ สังคมหนึ่ง แต่มหาวิทยาลัยเป็นสังคมที่ใหญ่กว่าเดิม การรับน้องเป็นการช่วยสร้างสัมพันธ์ที่ดี แต่ต้องอยู่ในขอบเขตของมัน"

"อยากให้ลดการว้ากต่อรุ่นน้อง การใช้คำพูดรุนแรง เพราะมันไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุดที่จะให้รุ่นน้องให้เกียรติรุ่นพี่"

เขากล่าวว่าเพื่อนของเขาหลายกำลังกังวลกับกิจกรรมรับน้อง รวมถึงเพื่อนชาวมุสลิมที่ไม่สามารถร่วมบางพิธีได้

"เพื่อนเป็นมุสลิม เพื่อนบางคนก็ไม่อยากเข้าร่วม เพราะบางพิธีกรรมก็ไม่สามารถเข้าร่วมได้ บางคนก็เขาร่วมหมด บางคนเคร่งบ้างไม่เคร่งบ้าง พอไม่เข้าเขาก็วิตกกงวัลว่าอาจไม่พอใจกันหรือเปล่า"

เขากล่าวว่าข่าวความรุนแรงระหว่างรุ่นพี่-รุ่นน้องที่เกิดขึ้น ทำให้ครอบครัวเป็นห่วง และจะไม่อยู่เฉยหากพบว่ามีอะไรที่ไม่เหมาะสม

"ความรู้เท่าไม่ถึงการของรุ่นพี่เกิดขึ้นอยู่ทุก ๆ ปี แต่มันจะไม่หมดไปถ้ากฎหมายไม่เข้มงวด" เขากล่าว "อันไหนที่ไม่เหมาะสม ต้องมีการออกเสียงให้กับโลกภายนอกได้รู้"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 ส่วนมากอยู่ในช่วงอายุราว 17-19 ปี

นักศึกษาชั้นปีที่ 1 อีกคนหนึ่งเปิดเผยถึงประสบการณ์ของตัวเอง หลังจากไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้เนื่องจากได้รับบาดเจ็บที่ข้อเท้า และแพทย์แนะนำให้งดเคลื่อนไหว แต่กลับกลายเป็นเหตุผลที่รุ่นพี่ใช้การลงโทษเพื่อน ๆ ที่ต่างส่งข้อความกดดันให้เธอกลับไปร่วมกิจกรรมรับน้องให้ได้

เธอเขียนข้อความผ่านสื่อโซเชียล วิพากษ์วิจารณ์ประสบการณ์ครั้งนี้ ซึ่งสุดท้ายทำให้เธอตัดสินใจย้ายที่เรียน

"เพื่อนทุกคนที่ทักมาถาม ไม่มีใครถามเลยว่าหายดีหรือยัง เป็นยังไงบ้างมีแต่ถามว่าเมื่อไหร่จะมา เพราะเพื่อนโดนซ่อมมันเหนื่อย" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย

"หนูเครียด ก่อนโทรไปปรึกษาครอบครัว คือนอนไม่หลับ เพราะค่าเทอมเราก็จ่ายไปแล้ว ถ้าจะไม่เรียนก็กลัวพ่อแม่จะเสียใจหรือไม่โอเคกับการตัดสินใจของเรา แต่พอคุยจริง ๆ พ่อแม่ก็โอเคถ้ารุ่นพี่กับเพื่อน ๆ ไม่มีเหตุผลขนาดนั้นก็ไม่ต้องไปทน"

เมื่อเด็กรุ่นใหม่กล้าปฏิเสธโซตัส

เมธาวี คำสวาสดิ์ คอลัมน์นิสต์ประจำเว็บไซต์ เด็กดี เพิ่งเขียนบทความชื่อ "แค่ไหนถึงเรียกว่า 'ว้าก' ? ความจริงที่เฟรชชี่ควรรู้ก่อนตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมรับน้อง" ซึ่งเธอกล่าวว่าเป็นประเด็นที่มีการถกเถียงทุกปี

"เรารู้สึกว่า รุ่นเรา ก็มีความต่อต้านนะ ไม่มีใครชอบการที่ถูกคนมาทำอะไรรุนแรง ตะโกนใส่ แต่ความกล้ามักจะไม่ค่อยมีกัน คือตาม ๆ กันไป แต่เด็กรุ่นหลัง ๆ เขาจะกล้าพูดเลยว่า ไม่เอานะ" เมธาวีกล่าว

จากการคลุกคลีในแวดวงการศึกษาและกิจกรรมของนักศึกษา เธอมองเห็นความเปลี่ยนแปลงในความกล้าแสดงออกของนักศึกษาใหม่ยุคนี้ แต่คิดว่าการตัดสินใจไม่เข้าร่วมตั้งแต่แรก ก็อาจทำให้เสียโอกาสในการสัมผัสสังคมมหาวิทยาลัยแบบหนึ่งได้เช่นกัน

"การเข้าร่วมกิจกรรมของ เด็กรุ่น Gen Me จะต่างจากรุ่นก่อน ๆ ที่เคยผ่านกิจกรรมรับน้องมา ถ้าพูดถึงเรื่องสิทธิมนุษยชน เด็ก ๆ รุ่นนี้ มีขอบเขตที่กว้างขึ้นนะ และมันกว้างขึ้นเรื่อย ๆ เลยอยากบอกว่ามันเป็นสิทธิที่น้องเลือกได้นะ"

นอกจากนี้เมธาวีกล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลพบว่า ในแต่ละปีระยะเวลาในการเตรียมตัวกิจกรรมรับน้องนั้นสั้นลงเรื่อย ๆ เพราะมหาวิทยาลัยกำกับดูแลมากขึ้น ขณะที่รุ่นพี่หลายคนก็มีความคิดที่เปลี่ยนไปเกี่ยวกับระบบโซตัส

"ตัวรุ่นพี่เองก็จะโตมากับสังคมที่เริ่มขี้เกียจกับอะไรแบบนี้แล้วเหมือนกัน ก็จะจัดให้เบาลงด้วยความคิดของตัวเองว่า เราจะดุน้องไปทำไม ทำไมเราต้องมาเข้าห้องเชียร์อยู่นาน ๆ รุ่นพี่ก็อยากมีชีวิตของตัวเอง"

อย่างไรก็ตาม เธอเชื่อว่าระบบโซตัสยังคงอยู่ได้เพราะยังมีกลุ่มนักศึกษาที่ชอบหรือ "เห่อ" วัฒนธรรมแบบนี้

"มันรันไปด้วยกันทั้งระบบ คือรากของมันยังอยู่ คนที่เล่นอะไรเห่อ ๆ มันยังมีอยู่ทุกรุ่น แต่มันก็น้อยลงจริง ๆ ถ้าเป็นสมัยก่อนเพื่อนเข้าห้องเชียร์ขาด 5 คน ถือว่าขาดเยอะ แต่เดี๋ยวนี้อาจจะหายไป 20 คน"

ระบบโซตัส หรือ SOTUS เป็นชื่อที่มาจากตัวอักษรย่อของคำว่า:

  • Seniority - ระดับความอาวุโส
  • Order - ระเบียบวินัย
  • Tradition - ประเพณี
  • Unity - ความเป็นหนึ่งเดียว
  • Spirit - สปิริต หรือ น้ำใจ

ขณะที่ไม่สามารถระบุต้นกำเนิดได้แน่ชัด หลายคนเชื่อว่ามันถูกนำเข้ามาสู่มหาวิทยาลัยไทย จากประเทศสหราชอาณาจักร สหรัฐฯ หรือฟิลิปปินส์ ในรูปแบบกิจกรรมรับน้องที่เข้มข้นเพื่อปลูกฝังคุณค่าดังกล่าว

ในบทความปี 2558 ของสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษายูซอฟ อิชัค นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ ศ. ธงชัย วินิจจะกูล วิเคราะห์ว่า ถึงแม้ประเพณีโซตัสน่าจะถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่มันได้ถูกดัดแปลงให้เป็นของไทยไปแล้ว และหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ระบบโซตัสเจริญงอกงามในสังคมไทยได้ เป็นเพราะลักษณะทางสังคมที่มีระดับชั้น

ให้รุ่นน้องอาสาจับตารุ่นพี่

ขณะที่นักศึกษารุ่นพี่หลายคนจับตามองรุ่นน้องที่เพิ่งเข้ามาใหม่ รุ่นน้องอีกส่วนหนึ่งก็กำลังจับตามองการทำกิจกรรมของพวกเขาอยู่เช่นกัน

กลุ่มเครือข่ายปฏิรูปรับน้องประชุมเชียร์เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือ Anti SOTUS ก่อตั้งมาเกือบ 10 ปีแล้ว และเป็นกำลังสำคัญในการรณรงค์ต่อต้านวัฒนธรรมโซตัส

นอกจากนำเสนอพฤติกรรมการรับน้องที่ไม่เหมาะสมในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เพจ Anti SOTUS ยังทำหน้าที่เหมือนศูนย์รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับกิจกรรมรับน้อง ซึ่งบางวันอาจมีถึง 3-5 เรื่อง

กีรติ ปั้นมณี หนึ่งในผู้ดูแลเพจ Anti SOTUS มองว่าความรุนแรงในการรับน้อง "เบาลงไป" ในช่วงหลายปีหลังนี้ หลังจากมีการสอดส่องมากขึ้น ซึ่งทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะได้

"มักจะเป็นการแอบทำภายในสถาบัน มันมีความแนบเนียนในการทำมากขึ้น ช่วยกันหลบบ้าง แต่คนที่ไม่สะดวกทั้งทางร่างกายและจิตใจ ที่โดนบังคับให้เข้าร่วมก็ยังมีอยู่" กีรติกล่าวกับบีบีซีไทย

"โซตัสแบบอ่อน ที่ใช้ระบบกิจกรรมที่เอานักศึกษาเข้ามาช่วย มันลงมาเป็นแบบนี้เยอะขึ้น มันเป็นพื้นที่สีเทานิดนึง ทำกิจกรรมพยายามให้น้องเข้าร่วม กิจกรรมไม่รุนแรง แต่การบังคับมันก็ไม่ถูก ถ้าไม่เข้าร่วมก็จะบอกว่า 'เห็นแก่ตัว ทำไมไม่มาช่วยเพื่อนทำงาน ปรับเงิน 500 บาท' ในมุมมองเขาก็มองว่ามันชอบธรรม"

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เครือข่ายของเขาประกาศแคมเปญ "เฟรชชี่อาสาจับตารุ่นพี่" เพื่อให้นักศึกษาปีที่ 1 ทำหน้าที่สอดส่องในจุดที่มหาวิทยาลัยเข้าไม่ถึง ซึ่งเขากล่าวว่าในเวลาไม่ถึงสัปดาห์มีผู้ร่วมอาสาแล้วหลายสิบคน

"วัฒนธรรมที่มาพร้อมกับอำนาจ"

อย่างไรก็ตาม การแจ้งข้อมูลเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก สำหรับนักศึกษาคนไหนก็ตามที่จะนำข้อมูลเหล่านี้ออกมาเผยแพร่ ซึ่งมีทั้งความกลัวและผลที่อาจตามมาหากรุ่นพี่รู้เข้า

"เราพยายามปิดตัวตนเขาให้ แต่บางเคสมันก็สุดวิสัยด้วย ถ้าทางนู้นเขาไปหาจนเจอจริง ๆ เราก็จะช่วยเหลือ ปกป้องน้องคนนี้ผ่านโซเชียลมีเดียว่า ใครทำเด็กคนนี้ มีเรื่องกันยาวแน่"

กีรติเห็นด้วยว่าส่วนหนึ่งที่กิจกรรมที่ไม่เหมาะสมยังคงมีอยู่อาจเป็นเพราะมหาวิทยาลัยดูแลไม่ทั่วถึง แต่ขณะเดียวกันเขาเชื่อว่าโครงสร้างที่มหาวิทยาลัยเองยังต้องการใช้ประโยชน์จากนักเรียนในการทำกิจกรรม เป็นเหตุผลที่ระบบโซตัสยังคงอยู่ต่อไปได้

"ถ้าบังคับไปเข้าร่วมกิจกรรม ก็ไม่ใช่แล้ว มีกิจกรรมได้ แต่มันควรตอบสนองความต้องการของคน ไม่ใช่เอาคนไปเป็นฟันเฟืองหรือเชื้อเพลิงในการสร้างกิจกรรม" กีรติกล่าว

กีรติกล่าวว่าผู้สนับสนุนระบบโซตัสมักให้เหตุผลว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดจากตัวบุคคลมากกว่าตัวระบบ แต่ในมุมมองของเขา เหตุทำร้ายร่างกายที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นผลลัพธ์ของวัฒนธรรมที่เกิดจากระบบโซตัส

"มันไม่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมมองคือว่า มหาวิทยาลัยปล่อยให้วัฒนธรรมพวกนี้มันอยู่มาได้ยังไง" เขากล่าว

"ถ้าเราเอาระบบโซตัสมาใช้ ซึ่งมันมีเรื่องคุณค่าการนอบน้อมต่อผู้ใหญ่ มันมีอำนาจในระบบของมันอยู่ เอามาให้คนใช้โดยไม่มีการควบคุม ระบบที่ไม่มีการควบคุมผล มันย่อมเป็นระบบที่ล้มเหลว"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม