เขื่อนลาวแตก: กี่ทุนไทยที่ไปสร้างเขื่อนผลิตไฟในลาว

  • 28 กรกฎาคม 2018
เขื่อนน้ำเทิน 2 Image copyright AFP/GettyImages
คำบรรยายภาพ เขื่อนน้ำเทิน 2 ในแขวงคำม่วน เริ่มก่อสร้างเมื่อปี 2548 มีทุนไทยไปลงทุน ได้แก่ อิตาเลียน-ไทย และเอ็กโก กรุ๊ป บริษัทลูก กฟผ. เริ่มขายไฟให้ กฟผ.เมื่อปี 2552

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อยที่ทำให้ชาวลาวตอนใต้หลายร้อยชีวิตสูญหาย หลายพันชีวิตต้องไร้ที่อยู่และสูญที่ทำกิน เป็นหนึ่งในหลายโครงการพลังงานที่มีบริษัทจากไทยและธนาคารไทยเป็นผู้ให้เงินกู้

หลังเหตุเขื่อนแตก บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทลูกของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทไฟฟ้าเซเปียน-เซน้ำน้อย ได้มอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือเบื้องต้น 1.3 พันล้านกีบ หรือราว 5 ล้านบาทแก่ทางการ สปป.ลาว ทว่าความเสียหายจากเขื่อนแตกทั้งชีวิตและทรัพย์สิน และยังไม่นับต้นทุนทางทรัพยากรทางธรรมชาติในการสร้างเขื่อน ยังไม่มีการประเมินมูลค่าในขณะนี้

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย คือ 1 ใน 11 โครงการด้านพลังงานที่บริษัทไทยเข้าไปลงทุนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งขณะนี้มีโรงไฟฟ้าแล้ว 46 แห่ง และอยู่ในแผนอีก 54 แห่ง ตามแผนพัฒนาประเทศให้เป็น "แบตเตอรีของเอเชีย"

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เขื่อนลาวแตก: บีบีซีคุยผู้ประสบภัยน้ำท่วม

ไทยไม่เอาเขื่อน ให้เพื่อนบ้านสร้างแทน

การก่อสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าในไทยถูกคัดค้านจากนักสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านในชุมชนมากว่าสามทศวรรษ แต่ใน สปป. ลาว การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้าคืออุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ โดยมี บริษัทไทยเป็นผู้ลงทุน ธนาคารไทยเป็นผู้สนับสนุนเงินทุน และกฟผ. เป็นผู้ซื้อหลัก

เขื่อนเซเปียน-เซน้ำน้อย มีมูลค่าโครงการ 3.24 หมื่นล้านบาท มีกำลังการผลิต 410 เมกกะวัตต์ มีบมจ. ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง ถือหุ้นร้อยละ 25 และบริษัทข้ามชาติเกาหลีใต้สองแห่ง เอสเค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น ถือหุ้นร้อยละ 26 โคเรียเวสเทิร์นพาวเวอร์ ร้อยละ 25 และวิสาหกิจของลาว (Lao Holding State Enterprise) อีกร้อยละ 24 โครงการนี้ใช้เงินกู้จำนวน 2.2 หมื่นล้านบาท จากธนาคารไทย 4 แห่ง คือ กรุงไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย กรุงศรีอยุธยา และ ธนชาต

เขื่อนไซยะบุรีที่กั้นแม่น้ำโขง คืออีกตัวอย่างของโครงการ ไทยลงทุน-ลาวขาย-ไทยใช้ เขื่อนไซยะบุรี ถูกกล่าวหาจากกลุ่มองค์กรสิ่งแวดล้อมชี้ว่า เป็นภัยคุกคามต่อทรัพยากรแม่น้ำโขง และจะส่งผลกระทบข้ามแดนต่อประเทศลุ่มน้ำโขง โครงการนี้มีกำลังผลิต 1,285 เมกะวัตต์ มีบริษัท ซี เค พาวเวอร์ บริษํทในเครือก่อสร้างยักษ์ใหญ่ ช.การช่าง เป็นผู้ร่วมลงทุนก่อสร้าง มีธนาคารไทยร่วมให้กู้ 4 แห่ง โดยจะขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. ร้อยละ 95 เริ่มจ่ายกระแสไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ในปี 2562

ย้อนเส้นทางทุนไทยในพลังงานลาว

นายวิฑูรย์ เพิ่มพงศาเจริญ ผอ.เครือข่ายพลังงานเพื่อนิเวศวิทยาแม่น้ำโขง มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ กล่าวกับ บีบีซีไทย ว่า จุดเริ่มต้นของลาวในการเป็นพื้นที่พัฒนาโครงการเขื่อนผลิตไฟฟ้ามีขึ้นหลังการรวมตัวของกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือ GMS ในปี 1995 ต่อมา ธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย หรือเอดีบี ได้ว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษา สำรวจความเหมาะสมทางด้านพื้นที่เพื่อสร้างเขื่อนในลาว ก่อนรัฐบาลลาวเปิดให้สัมปทาน นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ทุนไทยเข้าไปรับสัมปทานในประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิฑูรย์อธิบายว่า บริษัทที่ได้สัมปทานจะเริ่มพัฒนาโครงการ สำรวจความเป็นไปได้ และหาเงินกู้เจรจาขายไฟกับ กฟผ. ก่อนจะเริ่มจดทะเบียนเป็นบริษัทที่ใช้ชื่อของโครงการและกระจายหุ้นส่วนจัดตั้งเป็นบริษัทร่วมลงทุน (Joint venture)

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
เขื่อนลาวแตก: ราคาที่ต้องจ่ายกับการเป็น “แบตเตอรีแห่งเอเชีย”

ธรรมาภิบาลของทุนไทยในประเทศเพื่อนบ้าน

นายวิฑูรย์ กล่าวอีกว่า ชี้ว่าโครงการที่ปล่อยกู้โดยสถาบันการเงินของไทยไม่มีเงื่อนไขการศึกษาผลกระทบที่รัดกุม ต่างจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดโดยธนาคารโลกซึ่งธนาคารนานาชาติยึดถือ

"ธนาคารในนานาชาติเป็นที่ยอมรับว่าต้องมีมาตรฐาน จึงได้ยอมลงนามในมาตรฐานของธนาคารโลกเป็นพื้นฐาน ในการประเมินผลกระทบต่าง ๆ แต่ปรากฏว่าธนาคารไทยไม่มีนโยบายเหล่านี้"

Image copyright AFP/GettyImages

เขาได้ยกตัวอย่างโครงการเขื่อนน้ำเทิน 2 ซึ่งเป็นโครงการแรกของลาวที่เปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนได้โดยตรงในโครงการสาธารณูปโภคของประเทศ ว่าธนาคารโลกมีเงื่อนไขในการลงทุนที่รัดกุม

"ตอนเวิลด์แบงค์มาทำน้ำเทิน 2 มีขั้นตอนเยอะมาก ภาคประชาชนเข้าไปกดดันได้กว่าโครงการจะผ่านได้ใช้เวลา 5-6 ปี แต่โครงการต่อ ๆ มาอย่างน้ำงึม 2 มาตรฐานต่าง ๆ ถูกปฏิเสธว่าเป็นการเสียเวลา และเสียเงินโดยใช่เหตุ" นายวิฑูรย์กล่าว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม