ผู้ค้าบริการทางเพศไทย ไปทำอะไรใน 'งานเอดส์โลก' ที่เนเธอร์แลนด์?

  • 5 สิงหาคม 2018
บูธกิจกรรม Image copyright Empower Foundation

เมื่อเอ่ยถึงคำว่าโสเภณี หลายคนอาจนึกถึงคนที่ทำอาชีพขายบริการทางเพศ บางคนอาจเรียกงานนี้ด้วยความเหยียดหยามว่า เป็นการขายตัว บางคนมองว่าเป็นงานสบาย ทั้งที่ยังไม่เคยลองทำ แต่จะมีสักกี่คนที่รู้สึกว่า โสเภณี ก็คืออาชีพหนึ่ง ไม่ต่างจากงานบริการอย่างอื่น

กลุ่มหญิงไทยที่ทำงานบริการทางเพศจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์มาร่วมจัดกิจกรรมภายในงานการประชุมเอดส์โลก 2018 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 23-27 ก.ค. ที่ผ่านมา พวกเธอเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาเพื่อเรียกร้องสิ่งที่เห็นว่าเป็นความไม่เท่าเทียม และทำให้พวกเธอถูกเอารัดเอาเปรียบจากการประกอบอาชีพนี้ โดยปัญหาสำคัญที่เป็นต้นตอ ก็คือ การที่อาชีพขายบริการทางเพศ ยังเป็นเรื่องผิดกฎหมายในไทยอยู่

ใช้ถุงยางเป็นหลักฐาน

ทันตา เลาวิลาวัณยกุล ผู้ประสานงานจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ อ้างถึงจุดยืนขององค์กรระหว่างประเทศ เช่น องค์การอนามัยโลก และยูเอ็นเอดส์ รวมถึงงานวิจัยจากทั่วโลก ที่สนับสนุนการทำให้การค้าบริการทางเพศเป็นเรื่องถูกกฎหมาย แต่เธอกลับไม่เห็นความพยายามในการผลักดันเรื่องดังกล่าวอย่างจริงจัง

"ปัจจุบันพนักงานบริการยังถูกจับ ยังผิดกฎหมาย แล้วก็เวลาที่พนักงานบริการถูกจับ ตำรวจมักใช้ถุงยางเป็นหลักฐาน" ทันตา เล่า

Image copyright Empower Foundation

ในบทความเรื่องการคุ้มครองสิทธิ์ผู้ทำงานบริการทางเพศของยูเอ็นเอดส์ ระบุว่า ความเสี่ยงในการถูกจับกุม รวมถึงบทบัญญัติของกฎหมายที่ให้ใช้ถุงยางเป็นหลักฐานของการทำงานบริการทางเพศ เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการดำเนินงาน ด้านการบริการและโครงการป้องกันเอชไอวี เพราะเมื่อการครอบครองถุงยางถูกตำรวจใช้เป็นหลักฐานของการทำงานบริการทางเพศ ก็ทำให้เกิดความเสี่ยงของการติดเชื้อเอชไอวีเพิ่มมากขึ้นในประชากรสำคัญกลุ่มนี้

Image copyright Ekarin Bumroongpuk/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ทันตา ระบุว่า ตลอด 58 ปีที่ผ่านมา กฎหมายปรามการค้าประเวณี ไม่ได้สามารถช่วยทำให้จำนวนพนักงานบริการลดลง

"การใช้ถุงยางเป็นหลักฐานทำให้เราไม่สามารถปกป้องตัวเราเองได้ เพราะว่าถุงยางจริง ๆ แล้วมันคือเครื่องมือในการป้องกัน มันคืออุปกรณ์ในการทำงาน แล้วถ้าหากว่าเราไม่สามารถพกอุปกรณ์ในการทำงาน หรือเครื่องมือในการป้องกันเราได้ มันก็คงไม่ต่างกับพนักงานดับเพลิงที่ไม่สามารถใส่ชุดกันไฟ ใส่หมวก ใส่บู๊ต ใส่อะไร เหมือนเราวิ่งตัวเปล่าไปเพื่อช่วยเขาดับไฟ" เธอเปรียบเทียบ

ทันตา เห็นว่าในเมื่อองค์กรระหว่างประเทศเคยลั่นวาจาไว้แล้วในเรื่องนี้ ก็ควรที่จะรับผิดชอบต่อคำพูดของตัวเอง นั่นคือเหตุผลสำคัญที่เธอและเพื่อนสมาชิกจากมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ซึ่งเป็นการรวมตัวกันของผู้ค้าบริการทางเพศในไทย ได้จัดกิจกรรมแต่งกายล้อเลียนสถานการณ์ที่ตำรวจบุกจับผู้ค้าบริการทางเพศโดยใช้ถุงยางเป็นหลักฐาน และยื่นหนังสือให้แก่ยูเอ็นเอดส์ และโกลบอลฟันด์ (Global Fund--GF) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำงานเพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของ เอชไอวี/เอดส์, วัณโรค และมาลาเรีย ที่การประชุมเอดส์โลก 2018 เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมา

เพจมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊กประกอบภาพกิจกรรมล้อเลียนนี้ว่า "เพื่อสร้างความตระหนักให้ทุกคนเข้าใจว่าปัญหานี้ควรได้รับการแก้ไข เราจับคนในงาน 160 คน รวมทั้งประธาน GF ยังมีการบุกทลาย 8 ร้าน ยึดถุงยางมากกว่า 1,000 ชิ้น"

Image copyright Empower Foundation
คำบรรยายภาพ พนักงานบริการที่เป็นสมาชิกมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ประเทศไทย จัดกิจกรรมล้อเลียนการจับกุมผู้ค้าประเวณี โดยใช้ถุงยางอนามัยเป็นหลักฐาน

58 ปีของการปราบปราม

ในอดีต การขายบริการทางเพศไม่ผิดกฎหมายไทย เว็บไซต์ของไอลอว์ ซึ่งเป็นองค์กรพัฒนาเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนที่ทำงานกับภาคประชาสังคมและคนทั่วไป ระบุว่า การให้บริการทางเพศถูกทำให้เป็นอาชญากรรมครั้งแรก ในปี พ.ศ.2503 จากการออกพระราชบัญญัติปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2503 ในสมัยรัฐบาลของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีของไทยระหว่างปี พ.ศ. 2502-2506

พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าว ถูกยกเลิกไปในปี พ.ศ.2539 และถูกแทนที่ด้วยพระราชบัญญัติป้องกันและปรามปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539

Image copyright Facebook/Empower Foundation
คำบรรยายภาพ ทันตา (คนขวาสุด) และไหม (คนที่ 4 จากขวา) เข้าร่วมกิจกรรมล้อเลียนในงานเอดส์โลก 2018 ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์

ทันตา ระบุว่า ตลอด 58 ปีที่ผ่านมา กฎหมายปรามการค้าประเวณี ไม่ช่วยทำให้จำนวนพนักงานบริการลดลง แต่กลายเป็นช่องโหว่ให้เกิดการทุจริต และการเรียกเก็บส่วยมากขึ้นด้วย นอกจากนี้ยังทำให้พนักงานบริการถูกเอารัดเอาเปรียบจาก เงื่อนไขตามอำเภอใจของเจ้าของสถานบริการ

ตรวจภายในเดือนละ 3 ครั้ง

โมริ พนักงานบริการวัย 25 ปี เล่าถึงปัญหาที่ตัวเธอเผชิญว่า นอกจากการตรวจเลือดแล้ว ทางเจ้าของสถานประกอบการบังคับให้พนักงานบริการทางเพศต้องตรวจภายในเดือนละ 3 ครั้ง ซึ่งเธอเห็นว่า มากเกินความจำเป็น

Image copyright Ekarin Bumroongpuk/BBC Thai
คำบรรยายภาพ โมริ พนักงานบริการวัย 25 ปี เล่าถึงสภาพเงื่อนไขการทำงานที่เธอเห็นว่าไม่เป็นธรรม

"มันไม่จำเป็นขนาดนั้นมั้ยคะ ตรวจภายในเดือนละ 3 ครั้ง แล้วการตรวจแต่ละครั้งเราต้องเอาเงินเราออกเองนะคะในการตรวจ ครั้งหนึ่งก็ 300-400 บาท แล้วก็เรื่องกฎต่าง ๆ มันเหมือนกับว่า มันไม่มีกฎหมายเข้ามาช่วยเราเหมือนภาคแรงงานอื่น ๆ ทำให้เราโดนกดตรงนี้เยอะ" โมริ เล่า

ทันตา กล่าวเสริมว่า หากไม่ทำตามก็จะไม่ได้รับเงินเดือนจากนายจ้าง เพราะพนักงานบริการต้องนำหลักฐานการตรวจไปยื่นแสดง นอกจากนี้ยังมีการบังคับให้ออกไปกับผู้ซื้อบริการ และเงื่อนไขอื่น ๆ ที่ละเมิดกฎหมายแรงงาน

เงื่อนไขการทำงานบางส่วนของ พนักงานบริการทางเพศ

สถานบริการแต่ละแห่งอาจมีกฎที่ไม่เหมือนกัน

3 ครั้ง/เดือน

คือจำนวนการตรวจภายใน

  • มาสายถูกปรับอย่างน้อย นาทีละ 5 บาท

  • น้ำหนักตัวเกินกำหนดถูกปรับ กิโลกรัมละ 1,000 บาท/เดือน

  • บังคับดื่มแอลกอฮอล 100-200 ดื่ม/เดือน

  • ตรวจเลือด 1 ครั้ง/เดือน

Getty Images

'เราคือมนุษย์หรือเปล่า?'

เธอบอกว่า พนักงานบริการทางเพศมีศักดิ์ศรี จำนวนมากเป็นแม่คน และ 80% เป็นผู้นำครอบครัว ที่ต้องรับผิดชอบดูแลคนในครอบครัว พวกเธอไม่ได้ขออะไรมากกว่า การเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม สิทธิความเป็นคน และสิทธิแรงงานที่ควรจะได้รับ

"คนที่ทำงานเหล่านี้เป็นมนุษย์ใช่หรือเปล่า พวกคุณคิดว่าเราคือมนุษย์หรือเปล่า การที่คุณกำหนดกฎเกณฑ์เหล่านี้ขึ้นมา คุณได้มองหรือเปล่าว่าเราคือมนุษย์คนหนึ่ง เราเป็นวงล้อของสังคม เป็นวงล้อของเศรษฐกิจ เป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจของประเทศด้วยซ้ำ เราคือแรงงานหนึ่ง เรารอเมื่อไหร่คุณจะเข้ามาคุ้มครองแรงงานอย่างพวกเรา" ทันตา ซึ่งเป็นพนักงานบริการมานาน 22 ปี กล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้หญิงที่ทำงานในบาร์อะโกโก้ย่านพัฒน์พงษ์คนหนึ่งกำลังรอลูกค้า ในช่วงที่เกิดเหตุความวุ่นวายจากการประท้วงต่อต้านรัฐบาลในกรุงเทพฯ ช่วงเดือนพ.ค. ปีพ.ศ. 2553

ไหม พนักงานบริการวัยกว่า 30 ปี เล่าถึงความเป็นมาของมูลนิธิเอ็มพาวเวอร์ ซึ่งก่อตั้งมานาน 33 ปี ว่า เริ่มมาจากความต้องการเรียนภาษาอังกฤษของพนักงานบริการในย่านพัฒน์พงษ์ ทำให้พวกเขามีโอกาสแลกเปลี่ยนพูดคุยกันถึงการถูกเอารัดเอาเปรียบจากการทำงาน จึงมีการรวมกลุ่มกันมากขึ้น และจัดกิจกรรมเรียกร้องสิทธิ์ต่าง ๆ ขึ้น

"เราไม่ต้องการความช่วยเหลือ แต่เราต้องการให้สังคม หรือนโยบาย หรืออะไรก็แล้วแต่ อยากให้มองสิทธิของเรามากกว่าจะมาสงสารหรือว่ามาช่วยเหลือเรา เราไม่ต้องการความพิเศษ หรือด้อยกว่า เราต้องการเท่าเทียมกับทุกอาชีพที่มีอยู่" ไหม กล่าว

'เรื่องเซ็กส์ของผู้ใหญ่ไม่ควรมีกฎหมายมากำหนด'

จากข้อมูลของเว็บไซต์ ProCon.org ซึ่งเป็นองค์กรการกุศลที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อดีข้อเสียในเรื่องที่มีการถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันในสังคมมากกว่า 50 ประเด็น รวมถึงการค้าประเวณีด้วย โดยทางเว็บไซต์ระบุถึงข้อมูลใน 100 ประเทศเกี่ยวกับนโยบายการค้าประเวณี พบว่า มี 53 ประเทศที่การค้าประเวณีถูกกฎหมาย 12 ประเทศที่ถูกกฎหมายอย่างจำกัด และ 35 ประเทศ ที่ผิดกฎหมาย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ย่านโคมแดงในกรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งอนุญาตให้มีการค้าประเวณีอย่างถูกกฎหมาย

ทันตา เปิดเผยว่า หลายพรรคการเมืองเริ่มเข้ามาพูดคุยกับทางกลุ่มผู้ค้าบริการ เพื่อรับฟังความต้องการ และนำไปทำนโยบาย โดยในช่วงที่ผ่านมาทางกลุ่มของเธอพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมในการปรับแก้กฎหมาย แต่ก็ไม่ได้รับการใส่ใจ

"เราเป็นเหมือนอากาศอะ สิ่งที่เราเสนอไม่มีประโยชน์ ไม่ฟัง ไม่กลับไปคิด ไม่มีอะไรเลย"

สิ่งที่พวกเธอต้องการคือ การได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน พนักงานบริการเข้าถึงสิทธิประกันสังคม เช่นเดียวกับแรงงานทั่วไป เรื่องเพศเป็นเรื่องที่ไม่ควรต้องมีกฎหมายมากำหนด แต่หากเกิดความรุนแรงหรือการข่มขืน ก็มีกฎหมายอาญาบังคับใช้อยู่แล้ว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การค้าประเวณีในเนเธอร์แลนด์ถูกกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2000

"เรื่องที่เขาจะไปมีเพศสัมพันธ์กับใคร ได้อะไร ไม่ได้อะไร เรื่องเซ็กส์ของผู้ใหญ่ไม่ควรมีกฎหมายมากำหนด" ทันตา กล่าว นอกจากนี้เธอยังยกตัวอย่างประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งการค้าประเวณีไม่ผิดกฎหมาย แต่กลับขาดแคลนแรงงาน ซึ่งเป็นการบ่งบอกว่า "คำว่าไม่ผิดกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่า คนจะแห่เข้ามาทำ อาชีพมันก็เป็นทักษะของแต่ละคน เป็นความชอบส่วนบุคคล บางครั้งที่จะสามารถทำงานได้ ถึงจะมาทำ"

"เราไม่ได้ต้องการถูกกฎหมายนะคะ เราขอไม่ผิดกฎหมาย แยกให้ออกนะ มันคนละเรื่องกัน การทำให้ถูกกฎหมาย หมายความว่าคุณต้องสร้างกฎหมายขึ้นมาเพื่อบอกว่า คุณทำอย่างนี้ถูกกฎหมาย เราต้องไปจดทะเบียน ต้องไปเจอการตีตราอีกเหรอ เอาแค่ไม่ผิดกฎหมายได้ไหม" ทันตา กล่าว

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม