เอชไอวี/เอดส์: จาก 'เด็กขายบริการ' สู่พรรค 'อนาคตใหม่' และเป้าหมาย 'เอชไอวีเป็นศูนย์'

  • 4 สิงหาคม 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ปังปอนด์ เชื่อว่า การทำให้ 'เอชไอวีเป็นศูนย์' จะประสบความสำเร็จในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

ลองนึกย้อนไปในช่วงวัย 14-15 ปี คุณมีความทรงจำอะไรที่เด่นชัดในช่วงเวลานั้นบ้าง ช่วงวัยรุ่นขณะนั้น ร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ช่วงเวลาที่น่าจะได้เล่นและเรียนหนังสือกับเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ช่วงเวลาที่ได้อยู่พร้อมหน้ากับพ่อแม่พี่น้อง แต่สำหรับ กฤตนัน ดิษฐบรรจง หรือ 'ปังปอนด์' เหตุการณ์ที่แจ่มชัดอยู่ในความทรงจำช่วงวัยนั้นของเขาคือ ทะเลาะกับแม่และพ่อเลี้ยง, ถูกพ่อเลี้ยงทำร้าย, หนีออกจากบ้าน, ขายบริการทางเพศ แล้วก็ติดเชื้อเอชไอวี

ปังปอนด์ ที่มีชื่อเหมือนตัวการ์ตูนใน 'ขายหัวเราะ' แต่เรื่องราวที่เขาเผชิญในชีวิตวัยเด็กทำให้คนที่ได้รับรู้ต่างหัวเราะไม่ออก เขาเผชิญหน้ากับมันเพียงลำพัง แต่สุดท้ายก็ก้าวผ่านมันมาได้ จนกระทั่งเป็น ปังปอนด์ หนุ่มน้อยวัย 20 ปี ที่ผันตัวมาทำงานรณรงค์ด้านเอชไอวี/เอดส์ และยังเป็นผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรค 'อนาคตใหม่' ด้วย

บีบีซีไทยคุยกับปังปอนด์ ในการเดินทางมาต่างประเทศครั้งแรกของเขา เพื่อเข้าร่วมการประชุมเอดส์โลก ณ กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ระหว่างวันที่ 23-27 ก.ค. ที่ผ่านมา

หนีออกจาก 'บ้าน' ไปสู่ 'วังสราญรมย์'

ปังปอนด์ เล่าว่า ครอบครัวเขามีปัญหาตั้งแต่อายุ 7 ขวบ หลังพ่อถูกจำคุกในคดีค้ายาเสพติด แม่พาแฟนใหม่ เข้ามาอยู่ด้วยในบ้าน

การที่พ่อเลี้ยงก้าวเข้ามาในชีวิตของปังปอนด์โดยที่เขาไม่เต็มใจ ทำให้เขาเริ่มทะเลาะกับพ่อเลี้ยง จากนั้นก็หนักข้อขึ้นถึงขั้น "ถูกพ่อเลี้ยงและแม่ทำร้ายร่างกายจนบาดเจ็บ" ฟางเส้นสุดท้ายขาดลงตอนเขาเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 3 เมื่อเขา 'ไม่เพียงแต่ถูกทำร้ายร่างกายแต่ยังถูกขู่ฆ่าด้วย' ทำให้เขารู้สึกว่าไม่เหลือพื้นที่ในบ้านสำหรับเขาอีกต่อไป

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ภาพจากแฟ้ม เด็กชายที่ขายบริการทางเพศกำลังนั่งรออยู่ในเกสต์เฮาส์

ปังปอนด์ หนีไปอยู่ห้องที่ลุงเช่าทิ้งไว้เพียงลำพัง และต้องเริ่มหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเอง แต่ด้วยวัยที่ยังเด็กอยู่มาก ไม่มีงานอื่นให้เลือกทำ สิ่งที่เขาคิดได้ในตอนนั้นคือ การขายบริการทางเพศ ซึ่งเขาเคยเห็นจากรายการสารคดี

"มีอยู่วันหนึ่งอะครับ เราก็เลยลองไปเดินดู เดินเสร็จปุ๊บ มีคนจอดจริง ๆ เว้ย มีคนจอด แล้วก็มีคนซื้อ ซื้อบริการจากเราไป เราก็เริ่มจากว่าตอนนั้น เราก็ทำอะไรไม่ค่อยเป็นมากเท่าไหร่ จนกระทั่ง เรารู้สึกว่า เออ ตรงนี้น่าจะเป็นอาชีพที่เราน่าจะทำได้ดีที่สุดแล้ว เพราะในช่วงเวลานั้น ช่วงอายุ 15 อะครับ เราไปสมัครเซเว่นก็ไม่ได้ เราไปสมัครงานที่อื่นก็ไม่ได้ มันก็เลยต้องมาจบอยู่ที่ตรงนี้"

Image copyright กฤตนัน ดิษฐบรรจง
คำบรรยายภาพ ปังปอนด์ ในช่วง ม.ต้น

ช่วงเวลาครึ่งปีที่ใช้ชีวิตกลางคืนวนเวียนอยู่ที่วังสราญรมย์จบลง หลังจากแม่แยกทางกับพ่อเลี้ยง เขาจึงกลับไปอยู่บ้านกลับแม่ ชีวิตที่ดูเหมือนจะดีขึ้นของเขา เผชิญกับมรสุมลูกใหญ่ซ้ำอีกครั้ง

เพื่อนใหม่ชื่อ 'เอชไอวี'

แม้ตอนนั้นจะก้าวเข้าสู่วัยเริ่มใช้คำนำหน้าว่า 'นาย' แต่ความเดียงสาของเด็กก็ยังคงมีอยู่ ทักษะในการเจรจาต่อรองกับลูกค้าที่เป็นผู้ใหญ่ เพื่อให้ใช้ถุงยางอนามัยป้องกันตัวตามที่ปังปอนด์รู้ว่าเป็นสิ่งควรทำนั้น จึงไม่ใช่เรื่องง่าย เขาพบว่าตัวเองเป็นหนองในเทียม และร่างกายอ่อนแอป่วยง่าย จึงเริ่มหาข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต และตัดสินใจบอกแม่ว่าจะไปตรวจหาเชื้อเอชไอวีที่คลินิกนิรนาม

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ประชาชนชาวไทยมีสิทธิ์เข้ารับการตรวจหาเชื้อเอชไอวีฟรีปีละ 2 ครั้ง

'เอดส์เป็นแล้วตาย' เชื่อว่าคนที่เกิดในยุค 80 เช่นเดียวกับผม คงจะจำได้ติดหู คำขวัญนี้ถูกใช้รณรงค์ต่อต้านโรคเอดส์ในสมัยที่เกิดการแพร่ระบาดใหม่ ๆ อานุภาพของมันยังคงส่งผลมาจนถึงทุกวันนี้ รวมถึงเด็กที่เกิดในปลายยุค 90 อย่างปังปอนด์

"ประเทศไทย เป็นประเทศที่ชอบปลูกฝังความคิดแบบว่า ด้านลบไว้ก่อนอะ ด้านเดียวไว้ก่อน มันก็เลยทำให้เรามอง 'เอชไอวี' ว่าเป็น 'เอดส์' เป็นโรคติดต่อที่ร้ายแรง เราต้องตายแน่เลย" ปังปอนด์เล่า แต่เขาก็บอกว่า ในตอนนั้นก็มีความรู้เกี่ยวกับเอชไอวีอยู่บ้าง และเตรียมเผื่อใจไว้แล้วครึ่งหนึ่ง

ทำ 'ความฝัน' ให้สำเร็จก่อนค่อย 'ตาย'

ปังปอนด์ นั่งรถไฟฟ้าไปร้องไห้ไประหว่างทางกลับบ้าน เขาใช้เวลา 2-3 วันในการรวบรวมสติ และเปิดเผยเรื่องนี้กับแม่

"ทีแรกตอนที่แม่รู้ แม่ก็ไม่คุยกับผมไปอาทิตย์หนึ่ง แม่ก็รู้สึกไม่โอเค แต่พอเขาได้ไปพบกับหมอ ไปคุยกับหมอจริง ๆ เขาก็เริ่มปรับตัวกับเรา โดยเริ่มแรกเขาอาจจะแยกของใช้ หรือเป็นห่วงเรามากขึ้น" ปังปอนด์เล่า ถึงปฏิกิริยาของแม่ที่ยังไม่ค่อยเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีมากนัก จนถึงขั้นไม่ยอมรับประทานอาหารร่วมกับลูกนานถึง 2 ปี

"ประมาณ 5-6 ปี กว่าที่เขาจะเข้าใจเราได้ถึงทุกวันนี้" ปังปอนด์ ซึ่งปัจจุบันใช้ชีวิตอยู่กับแม่ และเป็นเสาหลักหารายได้ดูแลครอบครัว กล่าว

Image copyright New Gen Network
คำบรรยายภาพ ความฝันอย่างหนึ่งของปังปอนด์คือ การเป็นนักข่าว

แต่ในช่วงแรกของการติดเชื้อ แม้แต่ตัวของปังปอนด์เอง ก็ถูกอิทธิพลของอคติของผู้คนในสังคมที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีเล่นงาน

"เราไม่กล้าไปเอนทรานซ์ หรือไปแอดมิชชันในมหาวิทยาลัยดัง ๆ ได้เลย เพราะเรากลัวว่า เขาจะไม่รับเรา มันก็เป็นความคิดที่ฝังอยู่ในหัวผมน่ะครับ ว่าเราไม่โอเค ไม่แอดฯ ดีกว่า ไม่เรียน ม.ปลาย ดีกว่า" ปังปอนด์ เล่า

แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังมีความมุ่งมั่นที่จะทำความฝันให้สำเร็จ "เรามีความฝันอยู่ข้างหน้าเป็นของตัวเองอยู่ แต่ความฝันนั้นเราจะต้องทำให้ได้ พอทำให้ได้เสร็จ จะตายเมื่อไหร่ก็ค่อยตาย"

ความฝันนั้นก็คือ การเป็นนักข่าว ซึ่งปัจจุบัน ปังปอนด์กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะสื่อสารมวลชน ม.รามคำแหง หลังจบการศึกษานอกโรงเรียน นอกจากนี้ก็ได้ทำงานด้านสื่อด้วยการเขียนบทความลงเผยแพร่ในเพจส่องสื่อทางเฟซบุ๊กอีกด้วย

ก่อตั้งเครือข่ายเยาวชนผู้ติดเชื้อเอชไอวี

วอยซ์ทีวีรายงานโดยอ้างข้อมูลจากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ว่า ปี 2560 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ยังมีชีวิตอยู่ประมาณ 440,000 คน และมีผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 5,000 คน หรือเฉลี่ยวันละ 16 คน โดยประเทศไทย ประกาศเจตนารมณ์ไว้ว่า ภายในปี 2573 จะลดจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ให้เหลือปีละไม่เกิน 1,000 คน ลดการเสียชีวิตในผู้ติดเชื้อเอชไอวีเหลือปีละไม่เกิน 4,000 คน และลดการรังเกียจ หรือการเลือกปฏิบัติ อันเกี่ยวเนื่องจากเอชไอวี และเพศสภาพลง 90%

Image copyright กฤตนัน ดิษฐบรรจง

หลังจาก ปังปอนด์ มีสถานะเป็นหนึ่งในผู้ติดเชื้อ เขาได้เริ่มเข้ามาทำกิจกรรม และพบปะกับเพื่อนเยาวชนจากหลากหลายที่ จากนั้นเจ้าหน้าที่สังคมสงเคราะห์ได้ชักชวนเขามาร่วมทำงานด้านเอชไอวี ทำให้ปังปอนด์มีโอกาสรวบรวมเพื่อนสมาชิกจัดตั้งเครือข่ายเยาวชนผู้ติดเชื้อเอชไอวีขึ้นเมื่อปีที่แล้ว โดยได้รับทุนสนับสนุนจากองค์การยูนิเซฟ

เขามุ่งมั่นในการทำหน้าที่นี้ และยอมเปิดเผยสถานะการติดเชื้อของตัวเองต่อสาธารณชน เพื่อให้การเล่าเรื่องของเขาดูน่าเชื่อถือ เป็นตัวอย่างให้ผู้อื่นเห็นว่า ผู้ติดเชื้อเอชไอวีก็คือคนปกติคนหนึ่ง

'การเลือกปฏิบัติ' ยังคงเป็นปัญหาใหญ่

การเข้ามาทำงานกับเยาวชน ทำให้ปังปอนด์ได้เห็นปัญหาของเยาวชนที่อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวีมากขึ้น รวมถึงปัญหาที่เขาเผชิญด้วยตัวเอง

"ปัญหาหลัก ๆ ก็หนีไม่พ้นเรื่องการเลือกปฏิบัติ มีน้องที่ไปสมัครเรียนบางที่ แล้วก็ไม่ได้เรียนก็มี เพราะว่ามีการตรวจเลือดแฝง หรือว่าพอรู้ว่ามีเชื้อเอชไอวีก็ถูกกีดกันจากสังคม แล้วก็มีเรื่องของสภาพจิตใจของน้อง ๆ เอง เพราะว่าเด็กที่มีเชื้อเอชไอวี เขาจะมีความเซนซิทีฟกว่าผู้ใหญ่"

Image copyright กฤตนัน ดิษฐบรรจง

ปังปอนด์ อธิบายว่า การตรวจเลือดแฝง คือการแอบตรวจหาเชื้อเอชไอวีไปพร้อมกับการตรวจสุขภาพทั่วไป โดยไม่มีการแจ้งแก่ผู้รับการตรวจเลือดก่อน จากนั้นทางคลินิกที่ทำการตรวจจะเปิดเผยผลการตรวจให้แก่สถานศึกษาหรือสถานประกอบการที่เป็นคู่สัญญา แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย และเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล แต่ก็ยังพบปัญหานี้เกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่

ปัญหาสำคัญอีกเรื่องคือ การถูกเลือกปฏิบัติจากที่ทำงาน ซึ่งปังปอนด์บอกว่า เป็นปัญหาสำคัญที่ยังแก้ไม่ตก ทำให้เยาวชนในเครือข่ายยังมีความกังวลอยู่ ปังปอนด์ได้เล่าประสบการณ์การถูกเลือกปฏิบัติที่เขาเจอกับตัวเองจากที่ทำงานแห่งหนึ่ง ในช่วงที่เขาทำงานด้านการขายได้นาน 3 เดือน

"เขาไปสืบมาครับ แล้วก็รู้ เขาก็เลยมาคุยกับเรา โทรศัพท์มาคุยกับเราว่า ไม่ต้องมาทำงานแล้วนะพรุ่งนี้ เขากลัวว่า เอชไอวี จะติดทางอากาศ ซึ่งมันเป็นเหตุผลที่โง่มาก แต่เราไม่สามารถที่จะแย้งอะไรกับเขาได้ เพราะเขาไม่ฟังแล้ว แล้วเขาก็ไล่เราออกจากงานเลย"

นอกจากนี้ เมื่อถึงช่วงวัยที่เข้าใกล้การเกณฑ์ทหาร เยาวชนชายที่ติดเชื้อเอชไอวีที่ไม่ต้องการเป็นทหาร ได้นำผลเลือดไปยื่นต่อเจ้าหน้าที่ ทำให้หนังสือลงทะเบียนทหารกองเกิน หรือ สด. 9 ถูกระบุว่า พวกเขาเป็นโรคติดต่อร้ายแรง ซึ่งอาจส่งผลต่อการสมัครเข้าทำงานในอนาคตได้ ปังปอนด์ มองว่า กรณีนี้เข้าข่ายการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีเช่นกัน

Image copyright กฤตนัน ดิษฐบรรจง

อคติใหญ่ 4 เรื่อง

จากประสบการณ์ทำงานด้านเอชไอวี ปังปอนด์ สะท้อนถึงอคติ 4 เรื่องใหญ่ ในสังคม

"การตีตราว่าเอชไอวีเท่ากับตาย อันนี้อันดับหนึ่ง อันดับสองคือ การตีตราว่า เอชไอวีทำให้เราไม่สามารถไปทำงานได้ หรือไม่สามารถเรียนหนังสือได้ เพราะเรามีเชื้อเอชไอวี อาจจะถูกสังคมรังเกียจ อันที่สามก็คือ การมองเพศศึกษาเป็นเรื่องสกปรก อันที่สี่ก็คือ การมองเอชไอวีว่าเป็นเรื่องสำส่อน สี่อันดับนี้ผมว่าเท่ากัน"

ตราบาปที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้รับจากสังคม รุนแรงถึงขั้นส่งผลให้เยาวชนที่ติดเชื้อบางส่วนเกิดการตีตราตัวเองขึ้น จนถึงขั้นปฏิเสธการรักษา ไม่ยอมกินยา

'อนาคตใหม่' และ 'มุมมองใหม่' ของปังปอนด์

ปังปอนด์ เล่าถึงการก้าวเข้ามาเป็นผู้ร่วมจดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ของเขาว่า เหตุผลหนึ่งคือ เขาต้องการทำงานมากกว่าแค่การ 'รณรงค์'

Image copyright พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ ปังปอนด์ (คนกลาง) ระบุว่า การจะทำให้ประเด็นการเลือกปฏิบัติหมดไปจากสังคมไทย อาศัยเพียงการรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่พอ นั่นคือเหตุผลหนึ่งที่เขาเข้าร่วมจดจัดตั้งพรรคอนาคตใหม่ ที่มีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ (ที่ 2 จากซ้าย) เป็นหัวหน้าพรรค

"การรณรงค์เป็นแค่หนึ่งเครื่องมือ ที่ทำให้นโยบายของเยาวชนถูกเปล่งออกมา เราเคยเข้าไปร่วมกับสภาเด็กฯ แต่ว่าสภาเด็กฯ ไม่ได้มีพื้นที่ให้กับเรา เราเคยไปที่งานประชุมต่าง ๆ ซึ่งงานประชุมต่าง ๆ เขาก็เอาเยาวชนมา เพื่อที่จะมาเป็นแค่ไม้ประดับในที่ประชุม"

การจะทำให้ประเด็นการเลือกปฏิบัติหมดไปจากสังคมไทย อาศัยเพียงการรณรงค์เพียงอย่างเดียวไม่พอ เขาจึงต้องการลองทำงานด้านนโยบายด้วยการเข้าร่วมกับพรรคการเมือง เพื่อทำให้เรื่องที่พวกเขารณรงค์ถูกนำไปปรับใช้ในรัฐบาลชุดต่อ ๆ ไปได้

"เรื่องเอชไอวีก็ต้องพึ่งพิงการเมืองมากพอสมควร ในการที่จะทำให้ทุกคนเท่าเทียมกัน การที่จะทำให้ทุกคน เข้ารักษาสิทธิ์ สามารถได้รับยาต้านที่มีคุณภาพและราคาถูก รวมไปถึงอาจจะฟรีสำหรับทุกคน หรือการป้องกันอย่างผ่านเพร็ป (Prep ย่อมาจาก Pre-exposure prophylaxis หรือ ยาป้องกันก่อนการสัมผัสเชื้อ) หรือว่า ผ่านเป็ป (Pep ย่อมาจาก Post-exposure prophylaxis หรือ ยาป้องกันหลังการสัมผัสเชื้อ) เป็นต้น รวมไปถึงกฎหมายการเลือกปฏิบัติ ซึ่งมันทำให้ทุกคนสามารถเท่าเทียมกันได้อย่างแท้จริง" ปังปอนด์ กล่าว

Image copyright พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ ปังปอนด์ เข้าร่วมการประชุมพรรคอนาคตใหม่อย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา

ส่วนการสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นเรื่องอนาคต ที่เขายังมีเวลาตัดสินใจนานถึง 5 ปี นอกจากนี้การได้เข้าร่วมประชุมเอดส์โลก ยังเป็นการเปิดมุมมองให้แก่เขาอย่างมาก ในประเด็นเกี่ยวกับเพศศึกษาและการเลือกปฏิบัติต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวีในต่างประเทศ เรื่องของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ การเข้าถึงยาต้านไวรัส และการแก้ปัญหาเอชไอวีในต่างประเทศ

"มันทำให้เราเห็นว่า เราไม่ได้ต่อสู้อยู่แค่คนเดียว วันนี้เรามีเพื่อนต่อสู้อยู่ทั่วโลกด้วย เพียงแต่ว่าเรายังหาไม่เจอ จนกระทั่งวันนี้ที่เราเจอพวกเขาแล้ว" ปังปอนด์ กล่าว

ตั้งเป้า 'เอชไอวีเป็นศูนย์' และ 'ทุกคนเท่าเทียมกัน'

ปังปอนด์ มีเป้าหมายที่จะตั้งเครือข่ายเยาวชนผู้ติดเชื้อเอชไอวี ให้เป็นมูลนิธิ และอยากทำงานให้กับเยาวชนในรุ่นต่อ ๆ ไป แต่พยายามที่จะไม่รับสมาชิกเพิ่ม เพราะว่า "เราอยากให้เอชไอวีกลายเป็นศูนย์ในประเทศไทย" ซึ่งเขาระบุว่า ต้องทำงานหนัก ประกอบกับแนวโยบายและการทำงานในหลายภาคส่วน

"เอชไอวีเป็นศูนย์ก็คือว่า เราอาจไม่เจอผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือ เอชไอวี กลายเป็นเรื่องปกติ" แม้ว่าเป้าหมายนี้อาจจะดูท้าทาย แต่ปังปอนด์ก็คิดว่า จะประสบความสำเร็จในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

Image copyright Ekarin Bumroongpuk/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปังปอนด์ เชื่อว่า การทำให้ 'เอชไอวีเป็นศูนย์' จะประสบความสำเร็จในอีก 10-20 ปีข้างหน้า

นอกจากนี้ สิ่งที่เขาอยากเห็นในอนาคตอีกเรื่องหนึ่งก็คือ "เราอยากเห็นว่า อนาคตทุกคนเท่าเทียมกัน เท่าเทียมกันด้วยสวัสดิการที่รัฐควรจะต้องมีให้ เท่าเทียมกันด้วยการที่ไม่กีดกันหรือเลือกปฏิบัติต่อคนที่มีติดเชื้อเอชไอวี หรือไม่ว่าเขาจะเพศอะไรก็แล้วแต่ ทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้"

สุดท้าย สิ่งที่ปังปอนด์ อยากจะบอกแก่ทุกคนในสังคมคือ "เราอยากให้เอชไอวีเป็นเรื่องของทุกคน วันนี้เราอยู่กับเชื้อเอชไอวี เราไม่รู้หรอกว่า ใครมีใครไม่มีเชื้อเอชไอวี เราอยากให้ทุกคนมองคนที่มีเชื้อเอชไอวีมีค่าเท่ากัน มีค่าเท่ากับคุณ"

ช่วงเวลาวันเศษ ๆ ที่ได้พบเจอพูดคุยกับ ปังปอนด์ เด็กหนุ่มวัย 20 ปีคนนี้ จนถึงนาทีที่เราต้องกล่าวคำอำลา ทำให้ผมเห็นถึงความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่สำหรับเด็กวัยเท่านี้ นอกจากรับผิดชอบตัวเอง ครอบครัว และยังต้องทำงานเพื่อสังคม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานจิตอาสา ผู้อ่านหลายคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจนึกย้อนกลับไปสมัยที่อยู่ในวัย 20 ปีเหมือนผม แล้วคิดในใจว่า "สมัยนั้นเราทำอะไรบ้างนะ?"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม