สันติบาลเคร่งครัดความปลอดภัยนายกฯ สั่งนักข่าว-ช่างภาพอยู่ห่างอย่างน้อย 5 เมตร

  • 3 สิงหาคม 2018
นายกฯ ท่ามกลางวงล้อมของผู้ติดตามเมื่อคราวไปเยือนบุรีรัมย์ เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา Image copyright ROYAL THAI GOVERNMENT
คำบรรยายภาพ นายกฯ ท่ามกลางวงล้อมของผู้ติดตามเมื่อคราวไปเยือนบุรีรัมย์ เมื่อพฤษภาคมที่ผ่านมา

ตำรวจสันติบาลบังคับใช้ระเบียบความปลอดภัยให้แก่นายกรัฐมนตรี โดยกำหนดให้ช่างภาพ-สื่อมวลชนทำความเคารพก่อนและหลังถ่ายภาพ ห้ามห้อมล้อมและอยู่ห่างจากนายกรัฐมนตรีไม่น้อยกว่า 5 เมตร

ในวันนี้ (3) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ(คสช.) ไปเป็นประธานในพิธีเปิดงาน Thailand Social Expo 2018 ที่ฮอลล์ 5 - 7 อิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพค เมืองทองธานี โดยมีการรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนา

บุคคลที่จะเข้าไปในอาคารอิมแพค สถานที่จัดงานจะถูกตรวจสอบอย่างละเอียด รวมทั้งต้องผ่านเครื่องสแกนวัตถุต้องสงสัย โดยหน่วยรักษาความปลอดภัยทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจสันติบาล หน่วยรักษาความปลอดภัยสถานที่ของอินแพ็ค เข้าร่วมตรวจสอบด้วยก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางมาถึง

ทุกคนจะต้องลงทะเบียนติดบัตรและติดสติ๊กเกอร์เพื่อแสดงว่าผ่านการตรวจเรียบร้อยแล้วทุกคน กระเป๋าและวัตถุแปลกปลอมจะต้องแสดงกับเจ้าหน้าที่

Image copyright BBC thai
คำบรรยายภาพ ระเบียบที่ออกมาให้ช่างภาพ สื่อมวลชนปฏิบัติตามในวันนี้

นอกจากนี้ สื่อมวลชนและช่างภาพที่จะเข้าปฎิบัติหน้าที่ภายในบริเวณงานก็ถูกควบคุมไปด้วย โดยเจ้าหน้าที่จากกองกำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจสันติบาล 1 จัดทำใบลงทะเบียนสำหรับช่างภาพสื่อมวลชนโดยให้มีการลงชื่อ สังกัด และเบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจน มีการจดเลขบัตรประชาชน13หลัก ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการลงทะเบียนเช่นนี้

และเหนือใบลงทะเบียนก็มีข้อกำหนดสองชุดด้วยกัน ชุดหนึ่งคือ "มารยาทในการถ่ายภาพของช่างภาพสื่อมวลชน" ซึ่งระบุด้วยไว้ด้วยกัน 7 ข้อคือ

1. ต้องอยู่ในลักษณะเคารพต่อนายกรัฐมนตรีและแสดงความเคารพทั้งก่อนและหลังถ่ายภาพ

2. การแต่งกายที่สุภาพบุรุษชุดสูทสากล สุภาพสตรีชุดกระโปรง รองเท้าหุ้มส้น

3 .กล้องที่จะนำมาบันทึกภาพต้องผ่านการตรวจและติดแท็กที่ได้รับอนุญาตจากตำรวจสันติบาล

4. จะอนุญาตให้เฉพาะช่างภาพที่ลงทะเบียนและติดปลอกแขนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

5.ไม่แสดงจริยาวาจาหรือมารยาทอันไม่สมควร

6.ในการถ่ายภาพควรอยู่ห่างจากนายกรัฐมนตรี 5 เมตรเป็นอย่างน้อย

7. ไม่ควรเบียดเสียดกันถ่ายภาพหรือถ่ายภาพลักษณะยืนค้ำศีรษะผู้อื่นหรือยื่นกล้องถ่ายภาพในลักษณะถ่ายภาพข้ามตัวนายกรัฐมนตรี

Image copyright BBC Thai/Wasawat Lukharang
คำบรรยายภาพ ช่างภาพถ่ายภาพนายกฯ เล่นแบดกับรัชนก อินทนนท์

ส่วนชุดที่ 2 ก็คือ "ข้อควรปฎิบัติในการบันทึกภาพ" ซึ่งมี 7 ข้อเช่นกัน คือ

1.ต้องไม่ถ่ายภาพตรงหน้า ขณะที่นายกรัฐมนตรีอยู่ในห้องรับรอง

2.ห้ามถ่ายภาพขณะเดินขึ้นหรือลงจากที่สูงเช่นบันได ฯลฯ

3.ห้ามถ่ายภาพขณะรับประทานอาหาร

4.ห้ามออกนอกสถานที่ที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ วิ่งตัดหน้า วิ่งลุกลนหรือห้อมล้อมกีดขวางทางเดิน

5.ให้บันทึกได้ในจุดหรือสถานที่ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดไว้เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและสวยงาม

6.การใช้ไฟฉายใช้ได้ในทุกโอกาส แต่การถ่ายไฟไม่ควรเกิน 1,500 วัตต์และควรอยู่ห่างจากห้องรับรอง

7.หากฝ่าฝืนมารยาทข้อควรปฏิบัติหรือไม่เชื่อฟังคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ จะถูกริบปลอกแขนและห้ามบันทึกภาพ

Image copyright BBC Thai/Wasawat Lukharang
คำบรรยายภาพ นักข่าวสายการเมืองถ่ายภาพร่วมกับนายกรัฐมนตรี

เมื่อสอบถามสันติบาลเพื่อขอคำอธิบายว่าระเบียบนี้จะบังคับใช้เป็นการถาวรหรือไม่ รวมทั้งสาเหตุของการกำหนดข้อบังคับเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบจากหน่วยงานดังกล่าว

ส่วนพล. ท. สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาลตอบคำถามบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่า ทางทีมงานโฆษกรัฐบาลไม่เคยมีระเบียบเช่นนี้ "โดยปกติแล้วหน่วยงานสันติบาลก็เป็นหน่วยงานหนึ่งที่ดูแลความปลอดภัยของนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ทราบว่ามีระเบียบเช่นนี้ออกมาด้วย"

ภายหลังพล. ท. สรรเสริญได้ให้ข้อมูลอีกว่าข้อปฏิบัติดังกล่าวออกมาตั้งแต่ปี 2558 "ไม่เข้าใจว่าทำไมถูกนำมาเผยแพร่ตอนนี้อีก...โดยนายกรัฐมนตรีไม่ต้องการให้เกิดความเข้าใจผิดหรือเกิดปัญหาการทำงานระหว่างทีมนายกรัฐมนตรีและสื่อมวลชน"

ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าวัตถุประสงค์ของการออกข้อปฏิบัติ "ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจคงมีความปรารถนาดีต้องการให้การรักษาความปลอดภัยผู้นำประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ"

นอกจากนี้พล. ท. สรรเสริญยังได้กล่าวด้วยว่าตั้งแต่ปี 2558 ที่ข้อปฏิบัตินี้ออกมา เจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บังคับใช้โดยเคร่งครัด เรื่องใดที่ไม่เกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยเช่น โค้งคำนับก่อนและหลังการถ่ายภาพ นายกรัฐมนตรีก็ได้กำชับให้สันติบาลไปทบทวนและถอนออกไป

ขณะเดียวกันนายปรเมศวร์ เหล็กเพชร สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่าทางสมาคมได้รับทราบถึงระเบียบเช่นนี้แล้ว และกำลังหารือกันระหว่างสมาชิกอยู่ แต่ยังไม่มีผลการหารือออกมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง