หน่วยงานจัดการน้ำระบุไทยไม่ซ้ำรอยน้ำท่วมใหญ่ปี 2554

  • 7 สิงหาคม 2018
น้ำโขงเอ่อท่วมที่จ. นครพนม Image copyright Chessadaporn Buasai
คำบรรยายภาพ น้ำโขงเอ่อท่วมที่ จ. นครพนม

ขณะที่ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของประเทศได้รับผลกระทบจากฝนที่ตกหนักและต่อเนื่อง จนเกิดคำถามว่าปีนี้จะมีสภาพใกล้เคียงกับปี 2554 บ้างหรือไม่ แต่ทางรัฐบาลก็มั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับมวลน้ำที่จะมาในภายหลังได้โดยไม่ให้ซ้ำรอยกับน้ำท่วมใหญ่เมื่อ 7 ปีก่อนแน่นอน

ขณะที่นักวิชาการยังเห็นว่าหน่วยงานของไทยยังคงไม่มีแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ และยังคงทำงานแบบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอยู่ ซึ่งอาจะทำให้เกิดความเสียหายที่น่าจะป้องกันได้

บูรณาการความร่วมมือภาครัฐ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวกับบีบีซีไทยว่าสถานการณ์ในปีนี้คงไม่ซ้ำรอยกับปี 2554 โดยมีประเด็นที่ต่างกันชัดเจนอยู่ดังนี้

1. สภาพฝนที่เกิดขึ้นต้นฤดูเกิดขึ้นแตกต่างปี 2554 ปี เพราะว่าปี 2554 ฝนจะตกทางตอนเหนือไล่มาทางภาคกลาง แล้วย้อนกลับไปภาคเหนืออีกครั้ง ทำให้มวลน้ำจากภาคเหนือมหาศาลไหลลงมายังภาคกลาง และเมื่อระบายไม่ทันก็ทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ นายสมเกียรติยังอธิบายด้วยว่าในช่วงต้นปีนี้ ฝนจะตกตามแนวชายขอบของประเทศอย่างเช่น อีสานตอนบน และภาคตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทิศทางการระบายของมวลน้ำย่อมแตกต่างกันแน่นอน

2. ในปี 2561 มีหน่วยงานสั่งการให้มีการพร่องน้ำ และระบายน้ำให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด และทันเวลาที่จะรับน้ำฝนที่จะมาใหม่ได้ ดังนั้นมวลน้ำจะไม่เกิดการสะสมให้เป็นมวลใหญ่มหาศาลในแบบของเมื่อ 7 ปีก่อน

3. นอกจากนี้ ในปีนี้ก็มีการบูรณาการการจัดการน้ำเป็นหนึ่งเดียวกัน นอกจากนี้ก็ยังมีการจัดทำระบบติดตาม ประสานบูรณาการใน 9 หน่วยงานหลัก ไม่ว่าจะเป็น กรมอุตุนิยมวิทยา สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า หน่วยงานในสังกัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และมีหน่วยงานของทหาร และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเป็นหน่วยสนับสนุนด้านปฏิบัติการหากเกิดน้ำท่วม หรือดินถล่มขึ้นมา

Image copyright JIRAPORN KUHAKAN/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ชาวบ้านใน อ.บางบาล จ.พระนครศรีอยุธยา ใช้เรือสัญจร เข้าออกหมู่บ้าน เมื่อเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว

"ในปี 54 นั้นยังไม่มีหน่วยงานอย่าง สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติซึ่งเป็นหน่วยงานขับเคลื่อนนโยบายแบบเบ็ดเสร็จ หรือ single command" นายสมเกียรติกล่าว "ผมว่าสถานการณ์ปีนี้เราคุมได้ และแม้จะมีพายุฝนเข้ามาหนักอย่างที่เราไม่ได้คาดคิดไว้ หลังกรมอุตุฯ ติตตามร่องรอยคาดสถานการณ์ได้ เราก็มีเวลาในการเตรียมตัวอีก 7-8 วัน อย่างเช่นการอพยพคนออกจากพื้นที่ ก็น่าจะทำได้ทันการ"

ปภ.เตือน 50 จังหวัดเฝ้าระวัง 6-9 สค. นี้

สถานการณ์น้ำของไทยน่าจะท้าทายยิ่งขึ้นไปอีก หลังจากอิทธิพลของพายุโซนร้อน "เซินติญ"และมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ ตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค.-7 ส.ค. ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง และดินถล่ม ใน 28 จ. รวม 88 อำเภอ ประชาชนได้รับผลกระทบ 39,812 ครัวเรือน 110,540 คน และผู้เสียชีวิต 1 รายที่ จ.สกลนคร เป็นเด็กชายวัย 14 ปีซึ่งพลัดตกจมน้ำเสียชีวิตเมื่อ 30 ก.ค. ที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตามมี 19 จ. ที่สถานการณ์คลี่คลายแล้ว คงเหลืออีก 10 จ. ที่ยังคงมีสถานการณ์อุทกภัยอยู่

ล่าสุดกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) ได้แจ้งเตือน 50 จังหวัดให้ต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อุทกภัย (ดูรายละเอียดในแผนที่) ในช่วงวันนี้ถึงวันที่ 9 ส.ค. นี้

ชาวบ้านที่อยู่ใกล้กับเขื่อนก็ต้องเตรียมตัวไว้ด้วย ข้อมูลจากกรมชลประทานระบุว่าปริมาตรน้ำในเขื่อนแก่นกระจาน จ.เพชรบุรี ได้ทะลุเกินความจุเก็บกักแล้วเมื่อเวลา 11.00 น. เศษ โดยมีน้ำอยู่ที่ 725 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือคิดเป็นร้อยละ 102 ของปริมาตรเก็บกัก ขณะที่วันเดียวกันนี้เมื่อปี 2560 มีระดับน้ำอยู่เพียง 337 ล้าน ลบ.ม. เท่านั้น

ส่วนพื้นที่ภาคอีสาน เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร ก็มีปริมาตรน้ำเกินความจุเก็บกักเช่นกัน โดยคิดเป็นร้อยละ 103 ของปริมาตรเก็บกัก

เช่นเดียวกับอีก 2 เขื่อนในภาคตะวันออกที่มีน้ำค่อนข้างมาก ทั้งเขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ์ จ.กาญจนบุรี มีปริมาตรน้ำร้อยละ 87 และร้อยละ 85 ของปริมาตรเก็บกักตามลำดับ (ดูรายละเอียดในแผนที่ 2) และทางจังหวัดก็ได้เตือนชาวบ้านก็เก็บของขึ้นสู่ที่สูง เนื่องจากเขื่อนทั้งสองรวมทั้งเขื่อนแม่กลองกำลังเร่งระบายน้ำออกมา

การบริหารจัดการน้ำยังคงใช้แผน "ตั้งรับ"

ในขณะที่รัฐบาลของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตรซึ่งต้องรับมือกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ในปี 2554 ถูกวิพากษ์ทั้งจากฝ่ายตรงข้าม นักวิชาการและประชาชนว่าล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำโดยสิ้นเชิง ทั้งไม่มีข้อมูลที่ถูกต้องในมือ, ไม่มีการประสานงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดีพอ จนทำให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 1.4 ล้านล้านบาท และส่งผลให้ความเจริญเติบโตในปีดังกล่าวลดลงประมาณ 1.1% GDP ของประเทศ

หลังจากนั้นรัฐบาลไทยจึงได้พยายามที่จะจัดตั้งระบบเพื่อรับมือกับสถานการณ์ให้ได้ดีมากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามดร. เสรี ศุภราทิตย์ จากศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ ม.รังสิต กล่าวกับบีบีซีไทยว่าการบริหารจัดการภัยภิบัติของประเทศไทย โดยเฉพาะน้ำท่วมยังคงไม่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก "เป็นการเคลื่อนไหวหลังการที่เกิดภัยแล้วเท่านั้น เช่น จะเคลื่อนไหวพร่องน้ำออกจากเขื่อนในช่วงฤดูฝนแล้วเท่านั้น ซึ่งที่จริงในช่วงปกติ ที่น้ำไม่ท่วมก็ควรจะมีการวางแผนบูรณาการทั้งระบบ"

เขากล่าวอีกว่าแม้ดูภาพรวมของปริมาณฝนตกแล้ว ในปีนี้อาจจะยังไม่มากเหมือนปี 2554 "แต่ด้วยสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การดูภาพรวมไม่อาจจะช่วยได้อีกต่อไป สิ่งที่ต้องทำก็คือ ประเมินความเสี่ยงความเปราะบางของแต่ละพื้นที่"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 ผู้คนต้องเอารถไปจอดไว้บนสะพาน รวมทั้งไปอาศัยอยู่บนนั้นด้วย

ดร.เสรียกตัวอย่างว่า เช่น ตัวเมืองเพชรบุรี เป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกน้ำท่วม "ในช่วงที่สถานการณ์ปกติ ก็ควรจะต้องขุดคลองผันน้ำ ขุดลอกเพื่อเตรียมการรับมือ ไม่ใช่จะมาเตรียมการเฉพาะในช่วงที่ฝนตกแล้ว น้ำจะเอ่อท้นแล้วเท่านั้น"

"ในเชิงตั้งรับ เรามีความเชี่ยวชาญมาก พอเกิดน้ำท่วม เราก็เข้าไปเตรียมรับน้ำ ผันน้ำ เตรียมสิ่งของเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย แต่ไม่ได้ทำเชิงรุกกันเลย ก่อนหน้านี้มีการพูดถึงงบวางแผนจัดการน้ำทั่วประเทศ 3.5 แสนล้านบาท แต่ก็ถูกยกเลิกไป มีการวางแผนใหม่เป็นล้านล้านบาท ก็ยกเลิกไปอีก แล้วก็กลับมาตั้งรับกันใหม่ เป็นแบบนี้ซ้ำกันไปทุกปี มันก็จึงไม่สามารถที่จะป้องกันความเสียหายที่ควรจะป้องกันได้"

"จริง ๆแล้ว เราก็ควรจะมีแผนบริหารจัดการน้ำ ที่ไม่ขึ้นกับการเมือง ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ส่วนใหญ่แผนบริหารจัดการน้ำจะถูกล้มโดยประชาชน เพราะประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลยตั้งแต่ต้น" เขากล่าวสรุป