เมื่อลูกสาววัย 3 ขวบของคุณมีไอคิว 171

  • 17 สิงหาคม 2018
โอฟีเลีย ดิว มีระดับไอคิวอยู่ที่ 171 ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไป
คำบรรยายภาพ โอฟีเลีย ดิว มีระดับไอคิวอยู่ที่ 171 ซึ่งสูงกว่าคนทั่วไป

พ่อแม่ของโอฟีเลีย มอร์แกน-ดิว ทราบมานานแล้วว่าลูกสาวเป็นเด็กฉลาด แต่หลังส่งเธอเข้าโรงเรียนได้ไม่นาน พวกเขาจึงได้เข้าใจว่าเธอพัฒนาไปไกลกว่าเด็กรุ่นเดียวกันมากกว่าที่คิด

"จริง ๆ ตั้งแต่เธออายุได้ 8 เดือน [ที่เราเริ่มรู้ว่าเธอเป็นเด็กฉลาด]" นาตาลี มอร์แกน แม่ของโอฟีเลีย กล่าวในรายการโทรทัศน์ของบีบีซี

คำว่า "เป็นไง' (hiya)" คือคำแรกที่โอฟีเลียสามารถพูดได้ ในช่วงเวลาที่เร็วกว่าเกณฑ์ปกติ 2-3 เดือน

"มันเริ่มจากตรงนั้นเลย เธอเริ่มพูดชื่อสี ตัวอักษร ตัวเลข ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับเด็กส่วนมาก"

ตั้งแต่อายุ 2 ขวบ โอฟีเลีย สามารถจดจำและท่องตัวอักษรได้ทั้งหมด และตอนนั้นเองที่ทั้งสองตัดสินใจพาโอฟีเลีย เข้ารับการประเมินโดยนักจิตวิทยาเด็กผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กที่มีพรสวรรค์

โอฟีเลียได้ทำแบบทดสอบสแตนฟอร์ด-บิเนต์ (Stanford-Binet test) ซึ่งใช้ประเมินเด็กอายุตั้งแต่ 2 ขวบขึ้นไป ในด้านต่าง ๆ เช่น การรับรู้ถึงพื้นที่ ทักษะทางภาษา และการใช้เหตุผล

ความฉลาดทางปัญญา หรือไอคิว (IQ) ของคนทุกวัยมักอยู่ที่ระดับ 85-115 คะแนน และมีค่าเฉลี่ยที่ 100 คะแนน

โอฟีเลียสามารถทำได้ 171 คะแนน และในวัย 3 ขวบ เธอได้เข้าร่วมสมาคมเมนซา (Mensa) ซึ่งเป็นสมาคมของกลุ่มผู้มีระดับความฉลาดทางปัญญาสูงที่เก่าแก่ที่สุดของโลก

เชื่อกันว่านักวิทยาศาสตร์คนสำคัญของโลกอย่าง สตีเฟน ฮอว์คิง และอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ มีระดับไอคิวอยู่ที่ 160 คะแนน

"ฉันกังวลว่าคนจะคิดว่าเราเป็นพ่อแม่ประเภทที่ผลักดันลูกมากเกินไป" นาตาลี กล่าว "ฉันภูมิใจในตัวโอฟีเลีย ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ตาม ตราบเท่าที่เธอมีความสุขและสุขภาพแข็งแรง"

นาตาลีกล่าวว่า ลูกสาวของเธอ ยังคงเป็น "เด็ก 3 ขวบอย่างมาก ในด้านอื่น ๆ " เธอชอบวิ่งเล่นกับลูกพี่ลูกน้องและกระโดดใส่แอ่งน้ำ แบบที่เด็กวัยเดียวกันชอบทำ นอกจากนี้ยังชอบทดลองและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ

"มันเหมือนกับผมคุยกับเด็กอายุ 19 ปี" พ่อของเธอกล่าว

"เธอสามารถสนทนาได้เป็นเรื่องเป็นราว เธอมีความคิดของเธอเอง มันดูเหมือนว่าเธอจะเรียนรู้ทุกอย่างได้รวดเร็วมาก และจดจำสิ่งเหล่านั้นได้"

ร่างกายและอารมณ์ของพวกเขายังคงเป็นเด็ก

ลิน เคนดัลล์ นักจิตวิทยา และผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับเด็กที่มีพรสวรรค์สำหรับสมาคมเมนซา ประจำสหราชอาณาจักร กล่าวว่า เด็กพิเศษเหล่านี้ สามารถประมวลความคิดได้อย่างรวดเร็ว มีความจำที่ดี และมีสมาธิต่อสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวมากกว่าเด็กส่วนใหญ่

นอกจากนี้ เด็กเหล่านี้ยังมีความกระหายที่จะเรียนรู้ ซึ่งเคนดัลล์กล่าวว่าอาจทำให้ผู้ปกครองลำบากในการตอบสนองความต้องการ

"ปกติเวลาพ่อแม่มาปรึกษาฉัน พวกเขาจะบอกว่า 'ช่วยด้วย เด็กคนนี้ไม่อยากจะหยุดถามคำถามและเรียนรู้ตลอดเวลา' " เธอกล่าว

นอกจากนี้ สิ่งหนึ่งที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ของเด็กพิเศษต้องเผชิญคือความรู้สึกโดดเดี่ยว เนื่องจากไม่สามารถปรึกษาพ่อแม่เด็กคนอื่น ๆ ได้เนื่องจากมันอาจฟังดูเป็นการโอ้อ้วด

อย่างไรก็ตาม เธอกล่าวว่า พ่อแม่บางคนมักผลักดันลูกมากเกินพอดี ซึ่งมีตั้งแต่การควบคุมอาหารและจัดไปจนถึงจัดตารางชีวิตอย่างเคร่งครัด และนั่นเป็นสิ่งที่เธอไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง

"ถึงแม้สมองของเด็กเหล่านี้จะขับเคลื่อนด้วยความเร็วแสง ร่างกายและอารมณ์ของพวกเขายังคงเป็นเด็ก และเราต้องจำไว้เสมอ" เธอกล่าว

ติดตามข่าววิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีล่าสุดได้ทุกวันทางเว็บไซต์ bbcthai.com และเฟซบุ๊กของบีบีซีไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม