คดี "ข่มขืน" เกาะเต่า ผ่านมาเกือบ 3 เดือน เรื่องไปถึงไหน?

  • 8 กันยายน 2018
คนนั่งริมหาดบนเกาะเต่า Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "ฉันขอเตือนคนหนุ่มสาวทั้งหลายให้อยู่ห่างจากเกาะเต่า ฉันไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะกลับไปที่นั่นอีกแล้ว" นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษที่อ้างว่าถูกข่มขืนบนเกาะเต่าให้สัมภาษณ์กับสื่อ

ผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว หลังเกิดเหตุที่หญิงนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษวัย 19 ปี อ้างว่าถูกมอมยา ถูกลักทรัพย์ และถูกข่มขืนบนเกาะเต่า ล่าสุด วันนี้ (8 ก.ย.) เว็บไซต์ เดอะ ไทม์ส ตีพิมพ์บทสัมภาษณ์ของหญิงผู้เสียหาย ซึ่งเป็นการให้สัมภาษณ์ครั้งแรกของเธอจากที่พักในกรุงลอนดอน โดยเธอได้กล่าวเตือนคนหนุ่มสาวไม่ให้ไปเที่ยวเกาะเต่า เธอบอกกับเว็บไซต์เดอะไทม์สว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยพยายามทำให้เธอเสียชื่อเสียงอย่างเปิดเผยมากกว่าที่จะช่วยสอบสวนคดีของเธอ และไม่ได้ให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นหรือช่วยตรวจหลักฐานนิติวิทยาศาสตร์

เธอกล่าวหาว่าพวกเขาพยายามปกปิดความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะเกรงว่าจะสร้างภาพพจน์ในแง่ลบต่อการท่องเที่ยวของไทย "ฉันขอเตือนคนหนุ่มสาวทั้งหลายให้อยู่ห่างจากเกาะเต่า ฉันไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะกลับไปที่นั่นอีกแล้ว" เธอกล่าว

อย่างไรก็ตาม เธอบอกว่า เธอไม่ได้บอกว่าไม่ควรไปเที่ยวเมืองไทยเลย เพราะประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เธอชอบมากที่สุด แต่เป็นประเทศที่มีความสวยงามที่มีด้านมืดพรางตัวอยู่

ในบทสัมภาษณ์ เธอบอกกับผู้สื่อข่าวว่า คืนที่เกิดเรื่องเป็นคืนสุดท้ายของเธอและเพื่อน ๆ ที่เกาะเต่า เธอออกไปดื่มกับเพื่อนที่บาร์ โดยเธอดื่มรัมผสมโค้ก ต่อมาเริ่มรู้สึกเพลียจึงบอกเพื่อนว่าอยากกลับที่พัก เพื่อนของเธออาสาเดินไปส่ง แต่ระหว่างทางทั้งเธอและเพื่อนก็รู้สึกง่วงซึมขึ้นมาทันทีจนต้องนั่งพักที่ชายหาด เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกทีก็พบว่าตัวเองอยู่บนชายหาด รู้สึกเจ็บไปหมดทั้งตัว ขณะกำลังพยายามจะยันตัวลุกก็เห็นผู้ชายคนหนึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ เธอไม่แน่ใจว่าชายคนนั้นเห็นว่าเธอได้สติแล้วหรือไม่ แต่เขารีบเดินออกไป เธอจึงรีบลุกหนี ตอนนั้นเธอมองไปรอบ ๆ ก็พบว่าข้าวของหายไปหมดแล้ว และเธอไม่รู้ว่าเธออยู่ที่ไหน เธอพบเสื้อผ้าของเธอ จึงรีบแต่งตัวและเดินไปย่านที่มีผู้คน หลังจากกลับถึงห้องพักเธอไม่ได้พูดคุยกับใครและรีบเดินทางออกจากเกาะเต่าไปยังเกาะพะงัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้เสียหายบอกว่า เธอรู้สึกว่าตำรวจไทยคิดว่าเธอต่อต้านประเทศไทย พยายามทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทางด้านท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศ

เธอบอกด้วยว่า เธอเข้าแจ้งความเหตุข่มขืนที่เกาะพะงัน แต่ตำรวจบอกว่าไม่มีอำนาจสอบสวนนอกพื้นที่จึงรับแจ้งความเหตุลักทรัพย์เท่านั้น

"ฉันงงมาก เพื่อนฉันที่มาด้วยกันก็โมโหมาก ตำรวจพูดซ้ำ ๆ ว่านี่ไม่ใช่พื้นที่เกาะของเขา ไม่มีแม้แต่จะจัดหาความช่วยเหลือ หรือแนะนำให้คุยปรึกษากับใคร ไม่มีชุดอุปกรณ์ตรวจหาร่องรอยการข่มขืน ฉันไม่ได้กลับไปเกาะเต่าอีกเพราะฉันรู้สึกกลัว เพื่อนฉันกลับไปแจ้งความเรื่องนี้ที่เกาะเต่าแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น"

เธอบอกว่า คืนที่เกิดเหตุเธอสวมเสื้อยืดของเพื่อนเธอ จากนั้นเพื่อนเธอบอกว่าให้นำเสื้อตัวนี้ใส่ถุงไปให้ตำรวจเพราะเสื้อตัวนี้เต็มไปด้วยสิ่งที่ดูเหมือนคราบอสุจิ แต่ถึงอย่างนั้นตำรวจที่เกาะพะงันก็ยังไม่ยอมดูหลักฐานที่นำไปให้

ผู้เสียหายบอกว่า เธอรู้สึกว่าตำรวจไทยคิดว่าเธอต่อต้านประเทศไทย พยายามทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงทางด้านท่องเที่ยวและชื่อเสียงของประเทศ "ฉันแค่รายงานสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน แต่ไม่มีใครช่วยฉันเลย"

นอกจากจะมีความสับสนในเรื่องของข้อมูลจากผู้เสียหายและจากตำรวจแล้ว ยังดูเหมือนว่าไม่ค่อยมีความคืบหน้าในการดำเนินคดีมากนัก จนถึงตอนนี้ เรารู้ข้อเท็จจริงอะไรแล้วบ้าง

ลำดับเหตุการณ์

ช่วงปลายเดือนส.ค. สื่อไทยและอังกฤษหลายแห่งตีพิมพ์อีเมลที่นางซาราห์ (สงวนนามสกุล) แม่ของผู้เสียหาย เขียนถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวไทย ซึ่งระบุว่าลูกสาวของเธอถูกข่มขืนที่เกาะเต่าในช่วงดึกของวันที่ 25 มิ.ย. ล่วงเข้าเช้าวันที่ 26 มิ.ย. หลังเกิดเหตุผู้เสียหาย ได้เดินทางจากเกาะเต่า ไปยังเกาะพะงันทันทีเนื่องจากเกรงอันตรายต่อชีวิต เมื่อไปถึงเกาะพะงันได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจที่สภ.เกาะพะงัน เรื่องถูกข่มขืนและถูกลักทรัพย์ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภ. เกาะพะงันแจ้งว่าไม่สามารถรับแจ้งความกรณีข่มขืนได้ เนื่องจากอยู่นอกพื้นที่ แต่ได้รับแจ้งความคดีลักทรัพย์ไว้

ผู้เสียหายเดินทางกลับอังกฤษในวันที่ 2 ก.ค. และเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดให้นางซาราห์ฟัง เธอจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจอังกฤษ หลังจากนั้น ในวันที่ 13 ก.ค. นางซาราห์เขียนอีเมลถึงตำรวจท่องเที่ยวไทยเพื่อรายงานเหตุข่มขืนที่เกิดขึ้น และเจ้าหน้าที่ได้ตอบกลับด้วยการขอให้ส่งหลักฐานให้ จากนั้นนางซาราห์ได้ติดต่อสถานกงสุลอังกฤษในไทย และสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษในไทยเพื่อแจ้งเรื่องและขอความช่วยเหลือด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เคยเกิดเหตุอาชญากรรมกับนักท่องเที่ยวต่างชาติบนเกาะเต่ามาแล้วก่อนหน้านี้หลายเหตุการณ์ รวมถึงเหตุฆาตกรรม น.ส.ฮันนาห์ วิทเธอริดจ์ และ นายเดวิด มิลเลอร์ บริเวณหาดทรายรี เมื่อ ก.ย. 2557

เหตุใดจึงยังไม่มีการดำเนินคดี

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว ในฐานะรองผอ.ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (ศปอส.ตร.) บอกกับบีบีซีไทยวานนี้ (7 ก.ย.) ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบเหตุจากการที่ผู้เสียหายให้สัมภาษณ์ออกข่าวในสื่อของอังกฤษ จึงลงพื้นที่ไปตรวจสอบหลักฐาน ตรวจสอบร่องรอยนิติวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ เท่าที่สามารถตรวจสอบได้ และสอบปากคำพยานในพื้นที่ จากพยานหลักฐานเท่าที่มีอยู่ในตอนนี้ ยังไม่พบว่ามีการวางยา หรือมีเหตุข่มขืนเกิดขึ้นตามที่กล่าวอ้างจริง จนถึงตอนนี้ ผู้เสียหายยังไม่มาให้ปากคำกับตำรวจ จึงไม่สามารถหาพยานหลักฐานใหม่ได้

ในส่วนของการแจ้งความ ผู้เสียหายบอกกับสื่ออังกฤษว่า ได้มีการแจ้งความเหตุข่มขืนที่สภ. เกาะพะงันจริง แต่เจ้าหน้าที่ตร. ไม่รับแจ้งความ ด้านพล.ต.ต.สุรเชษฐ์ บอกว่า จากการตรวจสอบบันทึกประจำวัน การแจ้งความที่เกาะพะงันเป็นการแจ้งความเรื่องเอกสารหาย โทรศัพท์หาย เงินหาย 3,000 บาท และบัตรเครดิตธนาคารหาย แต่ไม่ได้แจ้งเรื่องถูกข่มขืน อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4 ก.ค. เพื่อนชายของผู้เสียหายย้อนกลับไปแจ้งความที่ สภ. เกาะเต่าว่าผู้เสียหายถูกข่มขืน แต่ตามกฎหมายต้องให้ผู้เสียหายมาแจ้งเอง คนอื่นมาแจ้งแทนไม่ได้ จึงไม่สามารถรับแจ้งความได้

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว กล่าวว่า ยังไม่พบว่ามีการวางยา หรือมีเหตุข่มขืนเกิดขึ้นตามที่กล่าวอ้างจริง จนถึงตอนนี้ ผู้เสียหายยังไม่มาให้ปากคำกับตำรวจ จึงไม่สามารถหาพยานหลักฐานใหม่ได้

หากผู้เสียหายเข้าแจ้งความเหตุข่มขืน ทำไม ตร. จึงไม่รับแจ้งความนอกเขตพื้นที่

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา หมวด 2 อำนาจสืบสวนและสอบสวน มาตรา 18 ระบุว่า ในจังหวัดอื่นนอกจากจังหวัดพระนครและจังหวัด ธนบุรี พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ปลัดอำเภอ และ ข้าราชการตำรวจซึ่งมียศตั้งแต่ชั้นนายร้อยตำรวจตรีหรือเทียบเท่า นายร้อยตำรวจตรีขึ้นไป มีอำนาจสอบสวนความผิดอาญาซึ่งได้เกิด หรืออ้าง หรือเชื่อว่าได้เกิดภายในเขตอำนาจของตน หรือผู้ต้องหามีที่อยู่ หรือถูกจับภายในเขตอำนาจของตนได้

นั่นหมายความว่า เมื่อผู้เสียหายเข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจใด ๆ ก็ตาม อย่างแรก พนักงานสอบสวนต้องพิจารณาว่าเหตุร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นในเขตนั้น เชื่อว่าเกิดในเขตนั้น หรือผู้เสียหายอ้างว่าเกิดในเขตนั้น หรือผู้ต้องหาอาศัยอยู่ในเขตนั้น หรือถูกจับในเขตนั้น ถ้าเข้าองค์ประกอบอย่างใดอย่างหนึ่งก็มีอำนาจรับแจ้งความเพื่อดำเนินคดีต่อไปได้เลย ในกรณีนี้ พนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจเกาะพะงันจึงไม่มีอำนาจรับแจ้งความตามหลักกฎหมาย

พยานหลักฐานใดที่จะช่วยให้สรุปได้ว่ามีเหตุข่มขืนจริง

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์บอกว่า ขณะนี้ยังรอพยานหลักฐานทั้งพยานบุคคลและวัตถุพยาน ในกรณีนี้คือ 1. คราบอสุจิบนเสื้อยืดที่ผู้เสียหายเก็บไว้ซึ่งสามารถนำมาตรวจหาดีเอ็นเอผู้กระทำผิดได้ 2. ผลการตรวจร่องรอยการข่มขืนบนร่างกาย และ 3. คำให้การของผู้เสียหาย

เนื่องจากผู้เสียหายเดินทางออกนอกประเทศไทยกลับไปอังกฤษแล้ว ขณะนี้ตำรวจกำลังประสานงานกับสถานกงสุลอังกฤษในไทยเพื่อให้ผู้เสียหายไปให้ปากคำกับตำรวจอังกฤษ และส่งบันทึกสอบปากคำรวมทั้งเสื้อที่มีคราบอสุจิมาให้ตรวจสอบต่อ

"ในความเป็นจริง ตำรวจอังกฤษสามารถตรวจคราบอสุจิได้เอง เดิมทีทางนั้นจะตรวจดีเอ็นเอให้เอง จะตรวจวัตถุพยานเองเลย แต่จากการหารือกับสถานกงสุลอังกฤษเมื่อวานนี้ (6 ก.ย.) ท่านกงสุลอังกฤษประจำประเทศไทย บอกว่าทางอังกฤษจะส่งกลับมาให้เราตรวจเองทั้งหมดโดยที่ทางอังกฤษจะไม่ตรวจเลย เพราะเกรงว่าพยานหลักฐานนั้นจะเสียไป" พล.ต.ต. สุรเชษฐ์กล่าว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ตำรวจของสหราชอาณาจักรสามารถรับแจ้งความและตรวจสอบพยานหลักฐานได้ ซึ่งผลการตรวจสอบอาจถูกส่งให้ตำรวจไทยเพื่อใช้ในการสอบสวนคดีต่อไป

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์บอกด้วยว่า เมื่อได้รับเอกสารทั้งหมดจากสถานกงสุลอังกฤษและตรวจสอบดูแล้ว ถ้ามีพยานหลักฐานใหม่ก็จะดำเนินการสอบสวน หรือจะขอสอบปากคำผู้เสียหายจากประเทศอังกฤษ หรืออาจประสานให้ผู้เสียหายเดินทางเข้ามาสอบปากคำที่ไทยก็ได้

ทั้งนี้ นางซาราห์บอกกับบีบีซีไทยวานนี้ว่า ได้รับการติดต่อจากสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษในไทย และได้ส่งมอบเสื้อที่มีคราบอสุจิให้เจ้าหน้าที่ตำรวจไปแล้ว โดยขณะนี้เสื้อตัวดังกล่าวอยู่กับอินเตอร์โพล แต่ไม่รู้ว่าขั้นตอนในการตรวจสอบต้องใช้เวลานานแค่ไหน แต่เธอเกรงว่าตำรวจไทยอาจบิดเบือนผลการตรวจดีเอ็นเอได้

นอกจากนี้เธอบอกว่า ลูกสาวของเธอได้ผลการตรวจสภาพร่างกายและสภาพจิตใจจากแพทย์ที่อังกฤษแล้ว

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์ บอกว่าผู้ที่มีอำนาจในการตรวจคือเจ้าหน้าที่นิติวิทยาศาสตร์ ทั้งนี้รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจซึ่งรับผิดของเรื่องนิติวิทยาศาสตร์บอกกับเขาว่า ถึงแม้จะผ่านมาเกือบ 3 เดือนแล้ว แต่ถ้าพยานหลักฐานนั้นไม่ถูกทำลายไปก็สามารถตรวจได้ ในกรณีนี้ เสื้อเดินทางจากไทยไปอังกฤษ และจะถูกส่งกลับมายังไทย ถ้าหากรักษาดี ๆ ไม่ให้พยานหลักฐานสูญเสียไป ก็สามารถตรวจสอบได้ แต่ถ้าเก็บรักษาพยานหลักฐานไว้ไม่ดี เกิดการเสียหายก็จะตรวจไม่ได้

ตำรวจอังกฤษมีอำนาจในการสอบสวนคดีนี้หรือไม่?

ข้อมูลจากเว็บไซต์กระทรวงต่างประเทศอังกฤษหมวดที่เกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของตำรวจระบุว่า "ตำรวจสหราชอาณาจักรไม่สามารถสอบสวนเหตุที่เกิดในต่างประเทศ หรือร้องขอให้มีการสอบสวนเหตุร้ายได้ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในต่างประเทศไม่มีพันธะผูกพันต้องดำเนินการสอบสวนคดี หากท่านไม่ได้เข้าแจ้งความต่อตำรวจตอนอยู่ต่างประเทศ ท่านสามารถรายงานเรื่องเหตุดังกล่าวที่สถานีตำรวจในสหราชอาณาจักรได้ กำลังตำรวจทั้งหมดมีเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญในการสอบสวนเรื่องคดีข่มขืนและการละเมิดทางเพศ โดยเจ้าหน้าที่สามารถเก็บหลักฐานและส่งเรื่องต่อให้ตำรวจท้องถิ่นของคุณได้ เจ้าหน้าที่อาจแบ่งปันข้อมูลเรื่องหลักฐานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างชาติได้ แต่อาจใช้เวลาในการดำเนินการเป็นเวลานาน บริการของตำรวจอาจมีความแตกต่างกันบ้างในเรื่องของการจัดหาความช่วยเหลือ และท่านควรปรึกษาพวกเขาถึงทางเลือกที่คุณมี ท่านสามารถเลือกได้ว่าต้องการคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงหรือชาย"

นั่นหมายถึงว่า ในกรณีนี้ ตำรวจของสหราชอาณาจักรสามารถรับแจ้งความและตรวจสอบพยานหลักฐานได้ ซึ่งผลการตรวจสอบอาจถูกส่งให้ตำรวจไทยเพื่อใช้ในการสอบสวนคดีต่อไป

ขั้นตอนต่อไป

พล.ต.ต. สุรเชษฐ์กล่าวผ่านการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ว่า ขณะนี้ตำรวจไทยมุ่งแสวงหาพยานหลักฐานเพราะตั้งใจอยากหาความจริงให้ปรากฏ ระบบการสอบสวนของประเทศไทยเป็นระบบกล่าวหา จึงต้องเริ่มจากการสอบสวนผู้เสียหาย

"ประเด็นหลักคือต้องสอบสวนเธอให้ได้ก่อน แต่ตอนนี้ยังสอบสวนไม่ได้เลย "

อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้นางซาราห์เคยให้สัมภาษณ์กับสื่อไว้ว่าจะไม่ยอมให้ลูกสาวของเธอกลับไปที่นั่นอีก หากต้องมีการดำเนินเรื่องใด ๆ เธอจะเป็นผู้เดินทางไปเอง โดยทางสถานเอกอัครราชทูตอังกฤษและสถานกงสุลในไทยได้ยืนยันช่วยเหลือดูแลเรื่องความปลอดภัยของเธอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม