ห้ามสโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศจัดเสวนาอนาคตนายพลเมียนมา อ้างกระทบความมั่นคง

  • 10 กันยายน 2018
ที่ทำการเอฟซีซีที Image copyright Wasawat Lukharang/BBCThai

ตำรวจจาก สน. ลุมพินีเยือนสโมรสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศประจำประเทศไทย (เอฟซีซีที) สั่งห้ามจัดเสวนาในหัวข้อที่เกี่ยวกับอนาคตของ นายพลในกองทัพเมียนมา อ้างเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกรง "บุคคลที่ไม่หวังดี อาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความวุ่นวาย"

ค่ำวันนี้ เอฟซีซีที มีกำหนดจัดงานเสวนาพิเศษในหัวข้อ Will Myanmar's Generals Ever Face Justice for International Crimes ? ซึ่งอาจแปลเป็นไทยได้ว่า นายพลในกองทัพเมียนมาจะถูกดำเนินคดีในข้อหาก่ออาชญากรรมระหว่างประเทศหรือไม่ ? แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจจาก สน.ลุมพินี ได้เดินทางมายังเอฟซีซีที อาคารมณียาเซ็นเตอร์ พร้อมคำสั่งระงับการจัดเสวนาลงนามโดยพันตำรวจเอก อัครวุฒ ธานีรัตน์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี

เอกสารของตำรวจระบุเหตุผลว่าได้รับการประสานงานจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องว่าการจัดกิจกรรมดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หรืออาจมีบุคคลผู้ไม่หวังดีอาจฉวยโอกาสสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความวุ่นวายได้

เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งไม่ต้องการเปิดเผยนามบอกกับเจ้าหน้าที่ของเอฟซีซีทีว่า หัวข้อของการเสวนาในวันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และอาจมีการกล่าวพาดพิงถึงประเทศที่สาม ซึ่งอาจจะกระทบความสัมพันธ์ระหว่างกันได้ เขาบอกด้วยว่าตำรวจ เคยระงับการจัดเสวนาในทำนองเดียวกันนี้ซึ่งมีหัวข้อเกี่ยวเนื่อง กับประเทศเวียดนามมาแล้ว

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเนื้อหาของการเสวนาในวันนี้ กำหนดจะพูดคุยกันในประเด็นที่ว่านายพลอาวุโสของกองทัพเมียนมา ซึ่งรวมถึง พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย ผู้บัญชาการทหารสูงสุด จะถูกสอบสวนและลงโทษจากเหตุการณ์ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่เกิดขึ้นในรัฐยะไข่ รวมทั้งข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติทั้งในรัฐยะไข่ คะฉิ่น และรัฐฉาน หรือไม่ ?

ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วยนายตุน ขิ่น ประธานองค์การ Burmese Rohingya Organisation UK ซึ่งเป็นแกนนำเรียกร้องให้มีการตรวจสอบสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา และเป็นผู้แจ้งให้สภาคองเกรส กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯ รัฐสภาอังกฤษ สภาสหภาพยุโรป และคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ รับรู้ถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในเมียนมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ชาวโรฮิงญาขณะอพยพไปยังบังกลาเทศ

ส่วนผู้บรรยายอีกสองคนได้แก่นายกอบศักดิ์ ชุติกุล อดีตเอกอัครราชทูตและอธิบดีหลายกรมในกระทรวงต่างประเทศ และเมื่อต้นปีนี้เขาเพิ่งลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะที่ปรึกษานานาชาติว่าด้วยโรฮิงญาในเมียนมา ซึ่งนางออง ซาน ซู จี เป็นผู้แต่งตั้ง

ขณะที่นายคิงสลีย์ แอ๊บบอต ผู้บรรยายอีกคนหนึ่งเป็นที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศอาวุโสโครงการเอเชีย-แปซิฟิก คณะกรรมการนิติศาสตร์สากลหรือซีไอเจ (International Commission of Jurists) เขาเห็นว่าเรื่องดังกล่าวเป็นประเด็นกังวลของโลก ไทยในฐานะประเทศเพื่อนบ้านของเมียนมาและเป็นเสียงสำคัญของอาเซียน ควรจะดำเนินบทบาทเป็นแกนหลักในการพูดถึงเรื่องนี้ การสั่งห้ามไม่ให้จัดเสวนาถือว่าน่าผิดหวังอย่างยิ่งและทำให้สูญเสียโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และพิสูจน์ความเป็นไปได้ในการหาผู้กระทำผิด ในเวทีที่เปิดกว้างในภูมิภาค

สื่อมวลชนไทยหลายแห่งรายงานว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย มีความสัมพันธ์อันดีกับผู้นำเหล่าทัพของไทย รวมถึง พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่รับเขาเป็นบุตรบุญธรรม

ไทยรัฐออนไลน์ รายงานเมื่อ 6 ก.ค. 2557 อ้างคำให้สัมภาษณ์ของ พล.ท.พิศณุ พุทธวงศ์ หัวหน้าสำนักงานประธานองคมนตรีว่า พลเอกอาวุโสมิน อ่อง หล่าย เข้าพบ พล.อ.เปรมหลายครั้ง และขอเป็นบุตรบุญธรรมเมื่อปี 2555 โดยบอกว่า "พล.อ.เปรมอายุเท่าบิดาท่าน แถมยังเป็นทหารเหมือนกัน ท่านจึงขอเป็นลูกบุญธรรม"

97 ปี เปรม ติณสูลานนท์ จากนายกรัฐมนตรี สู่ "ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม