เรือล่มภูเก็ต: 2 เดือนหลังเหตุร้าย จีนยังเมิน วันเดียวยกเลิก 20 เที่ยวบิน เตือนเลี่ยงอันดามัน ช่วง "โกลเดนวีค"

  • 21 กันยายน 2018
ทะเลภูเก็ต Image copyright Craig Ferguson/Getty Images
คำบรรยายภาพ ชายทะเลภูเก็ต

สถานทูตจีนในไทยแจ้งเตือนพลเมืองให้หลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวชายฝั่งอันดามันของไทยช่วงวันหยุดยาวต้น ต.ค. เหตุเพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงปลายฤดูมรสุม แม้ภาครัฐและเอกชนในจังหวัดชายฝั่งอันดามันทยอยออกมาตรการฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว

หนังสือพิมพ์เซาท์ไชนามอร์นิงโพสต์ รายงานเมื่อ 20 ก.ย. ว่า สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยประกาศเตือนพลเมืองจีนที่จะเดินทางมาไทยในช่วงหยุดยาวโกลเดนวีค ให้หลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวทางทะเล โดยเฉพาะใน จ.ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เพราะสภาพอากาศที่แปรปรวนในช่วงท้ายฤดูมรสุม ซึ่งเป็นเหตุให้มีนักท่องเที่ยวจมน้ำ 6 รายเมื่อเดือนที่แล้ว

ทว่านายสรายุทธ มัลลัม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว (สทท.) จังหวัดภูเก็ต เปิดเผยกับบีบีซีไทยทางโทรศัพท์ว่า "เมื่อวานนี้ (20 ก.ย.) เพียงวันเดียว มีเที่ยวบินที่ส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินเช่าเหมาลำจากประเทศจีนขอยกเลิกราว 20-23 เที่ยวบิน"

เขาบอกว่า นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นนับจากเหตุเรือล่มฟีนิกซ์ล่มใกล้เกาะเฮ จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นไปได้ว่ามาตรการเรียกความเชื่อมั่นจากนักท่องเที่ยวจีน "อาจยังไม่เต็มศักยภาพ" หรือบริษัทนำเที่ยวจีนอาจ "ยังไม่กล้าเสี่ยง" ที่จะส่งลูกค้ากลับมา เพราะโศกนาฏกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในเวลา 16.00 น. ของวันที่ 5 ก.ค. แต่กว่าจะมีทีมออกไปค้นหาก็ 06.00 น. ของวันรุ่งขึ้น

นายสรายุทธคาดการณ์ว่าในช่วงโกลเด้นวีค จำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาเที่ยว จ.ภูเก็ตจะ "ไม่เต็มสูบ" เหมือนปีก่อน ๆ แต่ประเมินว่าเมื่อพ้นช่วงมรสุมแล้วเข้าสู่ฤดูท่องเที่ยว หรือไฮซีซัน (พ.ย.-ธ.ค. ) สถานการณ์จะดีขึ้น

ขณะที่นายอิทธิฤทธิ์ กิ่งเล็ก ประธาน สทท. เผยสถานกาณ์ที่ จ.กระบี่ พบว่า นักท่องเที่ยวจีนมีจำนวนลดลงราว 20% ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา จำนวนเที่ยวบินเช่าเหมาลำก็ลดลง "ซ้ำร้าย เมื่อไม่นานมานี้ สื่อจีนยังรายงานถึงการระบาดของไข้เลือดออกในพื้นที่ส่วนนี้ด้วย"

Image copyright Zhang Zhitao / Getty Images
คำบรรยายภาพ ทีมกู้ภัยปูพรมค้นหาผู้สูญหาย กรณีเรือฟีนิกซ์ล่ม นอกชายฝั่ง จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 7 ก.ค 2651

ทัวร์จีนย้ายไปเที่ยวญี่ปุ่นแทน

เว็บไซต์ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวของจีน Ctrip ระบุว่า ปกติแล้วจะมีชาวจีนราว 7 ล้านคนเดินทางไปต่างประเทศในช่วงโกลเด้นวีค และประเทศไทยมักติดอันดับ 3 ของเป้าหมายการเดินทาง รองจากฮ่องกงและมาเก๊า แต่ปีนี้มีลูกค้าจองตั๋วเดินทางไปญี่ปุ่นมากกว่าไทยแล้ว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของทางบริษัท

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยการท่องเที่ยวแห่งประเทศจีน (China Tourism Academy) ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวจีน ระบุว่า ที่ผ่านมาไทยติดอันดับ 3 ของเป้าหมายการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศสำหรับชาวจีนแผ่นดินใหญ่มาเป็นเวลานาน ตามหลังฮ่องกง และมาเก๊า

ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้มีนักท่องเที่ยวจีนเยือนไทย 5.93 ล้านคน เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน Ctrip ระบุ

แต่กระแสนิยมท่องเที่ยวไทยของชาวจีนต้องสั่นคลอนจากโศกนาฏกรรมเรือนักท่องเที่ยวจีนอับปางที่จังหวัดภูเก็ต ทำให้บรรดาสนามบินต่างพยายามดึงนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้กลับมาอีกครั้ง โดยเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ไทยได้เปิดช่องทางพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวจีนที่สนามบิน 5 แห่งทั่วประเทศ โดยมีเจ้าหน้าที่ที่พูดภาษาจีนกลางได้คอยให้บริการโดยเฉพาะ

อย่างไรก็ตาม คาดว่ายอดการเติบโตของนักท่องเที่ยวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมาประเทศไทยช่วงวันหยุดหน้าร้อนอาจลดลงจากเหตุเรือล่มหลังถูกคลื่นสูง 5 เมตรซัด เมื่อต้นเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีนักท่องเที่ยวเสียชีวิตไปเกือบ 50 คน ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน

ข้อมูลจาก Lvmama.com บริษัทท่องเที่ยวอีกแห่งของจีน ระบุว่า ชาวจีนส่วนใหญ่เลือกที่จะ "รอดู" สถานการณ์ว่าจะเดินทางมาเที่ยวที่ประเทศไทยหรือไม่หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวขึ้น

Image copyright PORNCHAI KITTIWONGSAKUL / Getty Images
คำบรรยายภาพ นักท่องเที่ยวพักผ่อนบนหาดป่าตอง จ.ภูเก็ต

อย่างไรก็ดี ประธาน สทท. ยืนยันว่า ได้เพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวใน จ.ภูเก็ต กระบี่ และพังงา อย่างเต็มที่ อาทิ การแจ้งเตือนภัยสภาพอากาศ, การบังคับให้นักท่องเที่ยวทุกคนทำประกันภัยก่อนลงเรือ, กำหนดให้นักท่องเที่ยวพักผ่อนก่อนอย่างน้อย 1 วันก่อนลงทะเล เพื่อป้องกันการหลับระหว่างดำน้ำ, รวมถึงกวดขันการออกเรือในช่วงสภาพอากาศแปรปรวนทัวร์จีนย้ายไปเที่ยวญี่ปุ่นแทน

หวังใช้เกาะปอเป็นต้นแบบ "ริสต์แบนด์จีพีเอส" ตามตัวนักท่องเที่ยว

อีกหนึ่งมาตรการที่ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวนำมาใช้อย่างจริงจังเพื่อที่ท่าเทียบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต ตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. คือการให้นักท่องเที่ยวสวมสายรัดข้อมือ หรือ "ริสแบนด์อัจฉริยะ"

"เทคโนโลยีไม่หลอกเรา ไม่คลาดเคลื่อน จึงเหมาะกับการรับรองความปลอดภัยที่จะปล่อยให้ความผิดพลาดของมนุษย์เกิดขึ้นไม่ได้" นายพัสกร ภู่ทองดี ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาดของโฟลวโลว (Flowlow) ผู้พัฒนาเทคโนโลยีความปลอดภัยสำหรับการท่องเที่ยวทางทะเล กล่าว

Image copyright Flowlow
คำบรรยายภาพ ริสต์แบนด์ สำหรับใช้บริการท่าเที่ยบเรืออ่าวปอ จ.ภูเก็ต เปิดตัวใช้งานตั้งแต่ต้นเดือน ก.ย. 2561

นักท่องเที่ยวทุกคนที่ใช้บริการท่าเทียบเรือต้องซื้อริสแบนด์แทนตั๋วโดยสาร แล้วนำใช้สแกนเข้า-ออกผ่านแนวกั้นอิเล็กทรอนิกส์ทุกครั้ง นั่นหมายความว่าเจ้าหน้าที่จะทราบทันทีหากมีนักท่องเที่ยวคนใดตกหล่นหรือสูญหาย ซึ่งนายพัสกรกล่าวว่าเสียงตอบรับจัดว่า "ค่อนข้างดี"

บริษัทผู้ผลิตได้ใช้เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ดในการอ่านข้อมูล แต่ในอนาคตกำลังพัฒนาเทคโนโลยีจดจำใบหน้า (facial recognition) และนำระบบจีพีเอสมาประยุกต์ใช้ด้วย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปี 2562

"หากสำเร็จ ท่าเทียบเรืออ่าวปอจะเป็นแห่งแรก ๆ ของโลก ที่ติดตามพิกัดตำแหน่งของนักท่องเที่ยวทางทะเลได้แบบเรียลไทม์ในขอบเขตคลาดเคลื่อนไม่เกิน 10 วินาที" นายพัสกรกล่าวและว่า นอกจากนี้ยังมีแผนขยายผลริสแบนด์อัจฉริยะไปใช้กับท่าเทียบเรืออื่น ๆ ในภูเก็ต รวมถึง จ.กระบี่ และพังงา ด้วย

อย่างไรก็ตาม นายพัสกรยอมรับว่าการพัฒนาใช้จีพีเอสยังติดข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น อุปกรณ์ไม่สามารถกันน้ำได้มากนัก มีขนาดใหญ่ ต้องตั้งเสาบนทุ่นกลางทะเล และราคาของเทคโนโลยีค่อนข้างสูง

คำเตือนของสถานทูตจีนเตือนนักท่องเที่ยวว่าคลื่นอาจสูงกว่า 2 เมตรในฤดูมรสุม ตั้งแต่เดือน พ.ค. - ต.ค. พร้อมแนะว่าไม่ควรว่ายน้ำหรือเดินทางออกทะเล

นอกจากนี้ สถานทูตยังย้ำเตือนให้นักท่องเที่ยวจีนปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ขณะอยู่ในประเทศไทย และไม่ลงเล่นน้ำหากทางการปักธงแดงที่ชายหาดเพื่อเตือนภัยคลื่นลมแรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม