พืชจีเอ็มโอ ต่างจาก พืช“ปรับแก้จีโนม” อย่างไร

  • 4 ตุลาคม 2018
East-West Seed vegetables in a wooden cart Image copyright EAST-WEST SEED
คำบรรยายภาพ บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กำลังศึกษาการปรับแก้จีโนมร่วมกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ

บริษัทเมล็ดพันธุ์สัญชาติดัตช์ที่มีฐานการผลิตในไทย ผลักดัน "ปรับแก้จีโนม" ให้เป็น "ทางเลือก" ของ จีเอ็มโอ หวังตลาดเมล็ดพันธุ์มูลค่านับหมื่นล้านเติบโต แต่วงวิชาการไทยยังตั้งคำถาม และ สหภาพยุโรปยังไม่ยอมรับ

การปรับแก้จีโนม (Genome editing) คือ การปรับเปลี่ยน หรือแก้ไขสารพันธุกรรมที่อยู่ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต โดยส่วนมากจะทำในส่วนที่เป็นยีนของสิ่งมีชีวิตนั้นให้มีลักษณะที่ต้องการ โดยนายธนพัฒน์ นิลวรานนท์ นิสิตปริญญาโท ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ยกตัวอย่างว่า สามารถแก้ไขยีนที่ควบคุมการต้านทานโรคในมะเขือเทศสายพันธุ์ A ให้มีลำดับดีเอ็นเอของยีนเหมือนสายพันธุ์ B (Gene knock-in) เพื่อให้มีคุณสมบัติต้านทานโรคดี

การปรับแก้จีโนมนี้แตกต่างจากเทคนิคจีเอ็มโอ ในแง่ที่จีเอ็มโอเป็นการใส่ยีนของพืชต่างชนิดเพิ่มลงไปในพืชหลัก เพราะต้องการให้มีคุณสมบัติผสมผสาน เช่น มะเขือเทศกับพริก เพื่อให้มะเขือเทศมีรสเหมือนกับพริก และในเชิงทฤษฎีแล้ว ยังสามารถตัดต่อยีนของสิ่งมีชีวิตหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ หรือ พืช เข้าด้วยกันได้อีกด้วย

นายธนพัฒน์ ยกตัวอย่างฝ้ายบีที ซึ่งเป็นต้นฝ้ายที่ใส่ยีนของแบคทีเรียบีทีเข้าไปในจีโนมของต้นฝ้าย ทำให้ต้นฝ้ายเกิดคุณสมบัติต้านทานต่อหนอนเจาะสมอฝ้ายได้

Image copyright Getty Creative

ในขณะที่การปรับแต่งจีโนมนั้นจะทำภายในสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกันเท่านั้น เช่น ทำให้มะเขือเทศชนิดหนึ่งมีคุณสมบัติที่ดีของมะเขือเทศอีกชนิดหนึ่ง และเทคนิคนี้ยังสามารถแก้ไขยีนที่ทำให้เกิดลักษณะที่ไม่ต้องการโดยการเอาออกไปได้ (Gene knock-out) อย่างแม่นยำ

ในกระบวนการของการปรับแก้จีโนม จะมีการใช้เทคนิคที่ใช้ทำจีเอ็มโอเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แม้ว่าสุดท้ายแล้วจะได้พืชเหมือนที่ปรับปรุงพันธุ์กันตามปกติ จึงเป็นที่ถกเถียงกันว่าการปรับแก้จีโนมเป็นจีเอ็มโอหรือไม่

ปัจจุบันในไทย มีเพียง มก. และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติที่ทำการศึกษาวิจัยเรื่องการปรับแก้จีโนม โดย มก. เริ่มศึกษาเมื่อปีที่แล้วในห้องทดลอง และอยู่ในระหว่างการพูดคุยกับบริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด ผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง ในการร่วมมือทำการวิจัย

ทั้งนี้ บริษัทสัญชาติดัทช์ที่มีฐานอยู่ในไทย ได้เริ่มศึกษาการปรับแก้จีโนมเมื่อ 4 ปีที่แล้วกับมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส เพื่อที่จะเรียนรู้เทคโนโลยีดังกล่าวในมะเขือเทศ โดยเป็นเพียงแค่การศึกษาในห้องทดลอง และยังไม่มีการทดสอบในแปลงหรือทำเป็นผลิตภัณฑ์

Image copyright EAST-WEST SEED
คำบรรยายภาพ นายเบิร์ท แวน เดอ เฟลซ์ ประธานและกรรมการบริหาร บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายเมล็ดพันธุ์ผักตราศรแดง

"ในฐานะที่เราเป็นบริษัท เราต้องระมัดระวังเรื่องนี้เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในกรณีที่ยังไม่มีข้อกำหนดควบคุม แต่เราเชื่อว่าวิทยาศาสตร์เป็นคำตอบสำหรับสิ่งท้าทายต่าง ๆ ที่สังคมกำลังเผชิญ" นายเบิร์ท แวน เดอ เฟลซ์ ประธานและกรรมการบริหาร บริษัท อีสท์ เวสท์ ซีด จำกัด กล่าวกับสื่อมวลชนเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ที่ จ. เชียงใหม่

อีสท์ เวสท์ ซีด เป็นผู้สนับสนุนหลักในการจัดงานวิชาการนานาชาติ The Solanaceae Conference ครั้งที่ 15 ระหว่าง 30 ก.ย. - 4 ต.ค. 2561 ซึ่งมีผู้ร่วมงานกว่า 300 คนจาก 30 ประเทศที่มารวมตัวกันเพื่อประชุมเรื่องการปรับปรุงพันธุ์พืชในตระกูล Solanaceae (มะเขือ พริก ยาสูบ และมันฝรั่ง) ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของศูนย์วิจัยและพัฒนาของ อีสท์ เวสท์ ซีด

ไม่มีการควบคุม

แม้ว่าไทยจะไม่มีกฎหมายควบคุมการปรับแก้จีโนม แต่เป็นไปได้สูงที่เทคนิคดังกล่าวจะถูกควบคุมเช่นเดียวกับจีเอ็มโอ ซึ่งไม่อนุญาตให้เพาะปลูกพืชจีเอ็มไอในประเทศ ยกเว้นในห้องปฏิบัติการ หรือในโรงเรือนที่มีมาตรฐานความปลอดภัยทางชีวภาพ

รศ.จุลภาค คุ้นวงศ์ รองผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีชีวภาพ มก. กล่าวว่า แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่ากระบวนการทางกฎหมายของไทยจะไปในทิศทางใด แต่ควรต้องมีการศึกษาการปรับแก้จีโนมเพื่อเป็นการเตรียมตัวรองรับเทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูงสำหรับการนำไปใช้ในการปรับปรุงพันธุ์พืช โดยเฉพาะเทคนิคการน็อคเอาท์ยีน (gene knock-out) ที่สามารถจะยับยั้งการแสดงออกของยีนที่ไม่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้ หากไทยออกข้อกำหนดที่อนุญาตให้มีการปรับแก้จีโนม นายแวน เดอ เฟลซ์ คาดว่าจะใช้เวลาสองถึงสามปีบริษัทถึงจะมีผลผลิตป้อนสู่ตลาดได้ โดยขณะนี้บริษัทส่งออกเมล็ดพันธุ์ไปกว่า 60 ประเทศ และอ้างว่ามีส่วนแบ่งการตลาด 48% ในเมล็ดพันธุ์ผักในประเทศไทย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เมล็ดพันธุ์บรรจุซองทั่วไปในท้องตลาด

ไม่แก้ปัญหา ?

แม้ว่าผู้ที่สนับสนุนการปรับแก้จีโนมหรือการดัดแปลงพันธุกรรมจะมองเทคโนโลยีดังกล่าวว่าเป็นการแก้ปัญหาการขาดอาหารที่เกิดจากภาวะโลกร้อนได้อย่างเร็วที่สุด แต่นายสาคร สงมา ผู้ประสานงาน Climate Watch Thailand องค์กรติดตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าวว่า ทางออกดังกล่าวไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุของภาวะโลกร้อน แถมยังสร้างผลกระทบด้านลบอื่น ๆ ตามมา เช่น เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถตัดสินใจเรื่องการผลิตได้ ต้องผลิตส่งธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่อย่างเดียว

"จริง ๆ แล้วคำถามคือ จะแก้ปัญหาอะไร ถ้าโลกร้อนทำให้อาหารน้อย ก็ต้องเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร โดยให้ชาวนามีอำนาจในการปลูกอาหารเอง" นายสาคร กล่าว

เช่นเดียวกันกับนายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี หรือ ไบโอไทย ที่มองว่าการปรับแก้จีโนมยังอยู่ในช่วงที่เพิ่งเริ่มศึกษา ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงลำดับยีนเพื่อให้ได้ผลที่ต้องการอาจมีข้อจำกัดและความเสี่ยงอยู่ เนื่องจากมียีนบางส่วนที่เรายังไม่รู้หน้าที่การทำงาน ดังนั้นการปรับแก้จีโนมต้องเข้าสู่กระบวนการเดียวกันกับจีเอ็มโอ และต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดและผ่านกระบวนการทดสอบความปลอดภัยทางชีวภาพก่อน

"มันคือจีเอ็มโอ"

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การทดลองพืชจีเอ็มโอที่สถาบันวิจัย Rothamsted ในประเทศอังกฤษ เป็นต้นเหตุของการประท้วงในปี 2555

เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา ศาลยุติธรรมสหภาพยุโรปได้ตัดสินว่าการดัดแปลงสิ่งมีชีวิตโดยใช้การปรับแก้จีโนม ถือว่าเป็นการดัดแปลงพันธุกรรม หรือ จีเอ็ม

คำพิพากษาดังกล่าวหมายความว่า อาหารทุกชนิดที่ผลิตขึ้นมาโดยใช้วิธีการปรับแก้ยีน จะเข้าข่ายจีเอ็มโอ และยังรวมไปถึงพื้นที่อื่น ๆ เช่น การรักษาโรคทางพันธุกรรมในมนุษย์ และสัตว์ที่ดัดแปลงพันธุกรรม

การตัดสินดังกล่าวมาจากการที่สหภาพเกษตรกร Confédération Paysanne ในประเทศฝรั่งเศสยื่นฟ้องในกรณีที่เมล็ดพันธุ์ที่ต้านสารเคมีกำจัดวัชพืชมีความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะถูกสร้างมาโดยวิธีใดก็ตาม

เทคนิคในการปรับแก้จีโนมที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด รู้จักกันในชื่อ "คริสเปอร์-แคสไนน์" (CRISPR-Cas9) ซึ่งถูกค้นพบเมื่อปี 2555 โดยเปลี่ยนแปลงวิธีการรักษาโรคใหม่ ด้วยการตัด เพิ่ม หรือดัดแปลง บางส่วนของดีเอ็นเอในยีนที่บกพร่อง ทำให้เซลล์ซ่อมแซมยีนที่เสียหายในร่างกายมนุษย์ได้

มีการนำเทคนิคแก้ไขดัดแปลงพันธุกรรมแบบคริสเปอร์-แคสไนน์ ไปประยุกต์ใช้ในงานหลายด้าน ทั้งทางการแพทย์และการปรับปรุงพันธุ์พืชเพื่อเกษตรกรรม โดยในทางการแพทย์ขณะนี้กำลังมีการวิจัยเพื่อใช้เทคนิคดังกล่าวรักษาโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคเม็ดเลือดแดงรูปเคียว อาการตาบอดจากพันธุกรรม รวมทั้งใช้ในการผลิตเซลล์ภูมิคุ้มกัน (ที-เซลล์) ที่ทำลายเซลล์มะเร็งในร่างกายด้วย

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม