มะม่วง: ทำไมไทยส่งออกมะม่วงได้น้อยลงเมื่อโลกร้อนขึ้น

  • 8 ตุลาคม 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
โลกร้อนกระทบส่งออกมะม่วงไทย?

เมื่อโลกร้อนขึ้น ฝนตกไม่ตรงฤดูกาล ชาวสวนมะม่วงไทยได้รับผลกระทบต่อผลผลิตและรายได้

เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ชาลี จันเมือง ยกเลิกการปลูกมันสำปะหลังในแปลง 11 ไร่ ใน จ.พิษณุโลก เพื่อปลูกมะม่วงหลากหลายพันธุ์ที่เธอซื้อมาจาก จ.พิจิตร ทั้งเพชรบ้านลาด ฟ้าลั่น แก้ว เขียวเสวย และน้ำดอกไม้

เธอลงมือปลูกต้นมะม่วงเกือบ 500 ต้นด้วยตัวเอง รวมถึงตัดหญ้า ฉีดยา ใส่ปุ๋ย โดยใช้น้ำจากสระน้ำที่ขุดขึ้นมา ก่อนที่จะมี "ระบบน้ำประปาภูเขา" ในอีกประมาณ 10 ปีต่อมา

ชาลีเป็นหนึ่งในเกษตรกร ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลกรายแรก ๆ ที่เริ่มปลูกมะม่วงในยุคที่มะม่วงเพิ่งเริ่ม "บูม" ในพื้นที่แถวนั้น จนปัจจุบันเนินมะปรางกลายเป็นแหล่งส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้อันดับต้น ๆ ของประเทศ

Image copyright Getty Images

เงินลงทุนไม่ถึง 30,000 บาทในช่วงต้น ทำให้หญิงวัย 52 ปีมีรายได้จากการขายมะม่วงถึง 600,000 บาทต่อปี ภายในเวลาเกือบ 10 ปี โดยเงินที่ได้นั้น ทำให้เธอส่งลูกสาวเรียนจบปริญญาตรี และลูกชายจบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.)

แต่ภัยแล้งเมื่อปี 2557 ทำให้มะม่วงติดดอกและออกผลน้อย ส่งผลให้รายได้ของเธอลดลงมาเรื่อย เหลือเพียง 200,000 บาทเมื่อปีที่แล้ว

ชาลีไม่ใช่ชาวสวนมะม่วงเพียงรายเดียวที่ประสบปัญหาจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ชาวสวนมะม่วงทั่วประเทศตกอยู่ภายใต้ชะตากรรมเดียวกับเธอ

อากาศปรวนแปร ส่งออกแปรปรวน

มนตรี ศรีนิล ประธานสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2553 สภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ทำให้มะม่วงไม่ค่อยออกดอกตามที่เคยเป็น

"ก่อนปี 2553 มะม่วงเคยส่งออก 50-60% ของผลผลิตที่ได้ [ตอนนี้] เหลือ 20-30% ครึ่งต่อครึ่งที่หายไป บ่งบอกได้ว่ามะม่วง [ในเกรดที่ต้องการ] ไม่พอไปต่างประเทศ ด้วยอากาศร้อนขึ้น" เขากล่าวกับบีบีซีไทย

Image copyright Getty Images

ภัยแล้งปี 2557 ทำให้ต้นมะม่วงของน้องสาวของชาลีที่ปลูกมาพร้อมกับของเธอ ตายไปราว 40 ต้น ส่วนของเธอเอง ออกลูกน้อยลง และมีขนาดเล็กลง

เมื่อมีรายได้ที่ลดลง แต่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้น ชาวสวนมะม่วงบางรายถึงกับต้องยอมขายที่ดินเพื่อชดใช้หนี้ และบางรายหันไปปลูกผักหรือพืชไร่แทน

"คนที่ถอดใจปีนี้เริ่มมีเยอะ จะหันไปพืชอื่น ถ้าเป็นไปได้" มนตรีกล่าว "มันมาจากภาวะโลกร้อนแน่นอน คืออากาศแปรปรวนตลอด บางวันมีสามฤดู ทำให้ช่อมะม่วงหรือต้นมะม่วงปรับตัวไม่ได้ ถ้าเปรียบเหมือนคน ก็เหมือนไข้หวัด"

มะม่วงที่ส่งออก จะมีพ่อค้าคนกลางรับและตีราคาที่สวน โดยมีการคัดเกรด และชั่งน้ำหนักให้ได้ประมาณ 300-500 กรัมต่อลูก

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประเทศไทยส่งออกมะม่วงไปประเทศเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นสามอันดับแรก

ปัจจุบันมะม่วงน้ำดอกไม้เกรดเอที่ส่งออกไปต่างประเทศ ราคา 110-120 บาทต่อกิโลกรัม แต่หากถูกเพลี้ยไฟทำลาย ราคาจะลดลงกว่าครึ่ง เหลือเพียง 30-40 บาทต่อกิโลกรัม ประธานสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย กล่าว

นั่นทำให้ยอดส่งออกมะม่วงลดลงมาเป็นลำดับ จาก 49.45 ล้านตัน ในปี 2557 เป็น 33.38 ล้านตัน ในปีที่แล้ว จากสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร โดยส่งออกไปเกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และเวียดนาม เป็นสามอันดับแรก

อุปสรรคใหญ่น้อย

การที่ฝนตกนานหลายวันโดยไม่มีแสงแดด ทำให้ช่อมะม่วงที่กำลังบานรอการผสมเกสรถูกเชื้อราทำลาย กลายเป็นจุดดำ ๆ เล็ก ๆ และเน่าเสียในที่สุด เรียกว่า โรคแอนแทรคโนส

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ การที่ฝนตกนานหลายวันโดยไม่มีแสงแดด ทำให้ช่อมะม่วงที่กำลังบานรอการผสมเกสรถูกทำลาย

ในกรณีที่ออกดอกแล้วติดผลขนาดประมาณเมล็ดถั่วเขียว จะถูกเพลี้ยไฟที่เพิ่มขึ้นทุกปีจ้องทำลาย ทำให้ค่าใช้จ่ายของเกษตรกรในการฉีดยาเพื่อควบคุมโรค และแมลงมีมากขึ้น

สุเทพ สหายา อดีตผู้อำนวยการกลุ่มกีฏและสัตววิทยา สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร อธิบายถึงเหตุที่ทำให้จำนวนเพลี้ยไฟมากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาว่า แมลงสร้างความต้านทานต่อยาฆ่า และวงจรชีวิตของแมลงสั้นลง โดยในหน้าฝนหรือหน้าร้อนจะใช้เวลาประมาณ 15 วันในการออกลูก เทียบกับ 21 วันในฤดูหนาว

ทั้งนี้ เพลี้ยไฟหนึ่งตัววางไข่โดยเฉลี่ย 80-100 ฟองตลอดวงจรอายุขัยประมาณ 15 วัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เพลี้ยไฟจะมีวงจรชีวิตสั้นลงในภูมิอากาศที่ร้อน

ทำความเข้าใจกับชาวบ้าน

ตั้งแต่ปี 2549 สาคร สงมา ได้เดินสายไปยังชุมชนต่าง ๆ ใน จ.พิษณุโลก เพื่ออธิบายให้ชาลีและเกษตรกรอื่น ๆ เข้าใจว่าภัยพิบัติทางธรรมชาติเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ไม่ใช่จากธรรมชาติ

"ที่ต้องบอกให้ชาวบ้านรู้เพราะเป็นคนที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพราะกลุ่มอื่นมีเทคโนโลยีและความรู้ แก้ปัญหาได้" ผู้ประสานงาน Climate Watch Thailand องค์กรติดตามเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กล่าว

แต่การสื่อสารเรื่องนี้ในพื้นที่ที่ไม่ได้มีสัญลักษณ์ของบ่อเกิดของภาวะโลกร้อนอย่างโรงงานถ่านหิน ทำให้สาครต้องหาเรื่องใกล้ตัวอย่างอื่นมาอธิบายแทน เช่น ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ สาคร สงมา (ซ้าย) ผู้ประสานงาน Climate Watch Thailand

"ให้เขาสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้นกับบ้านเขา และมันสัมพันธ์กับเขายังไง เอาเรื่องใกล้ตัวมาพูด แล้วโยงกับเรื่องโลกร้อน" เขากล่าว

เงิน 'ไถ่บาป' จากประเทศพัฒนาแล้ว

เมื่อเดือนที่แล้ว ขณะที่รัฐบาลไทยเป็นเจ้าภาพการประชุมสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เครือข่ายภาคประชาสังคมไทยเกือบ 150 คน ได้จัดกิจกรรมรณรงค์ที่หน้าสำนักงานยูเอ็นในกรุงเทพฯ เพื่อเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับนโยบายของไทย เปลี่ยนจากการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอน หรือถ่านหิน สู่การใช้พลังงานหมุนเวียนทั้งหมด และหาแนวทางป้องกันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ที่หน้ายูเอ็น มีชายใส่ชุดสูทและสวมหน้ากากรูปใบหน้าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ นั่งคุกเข่า พร้อมหยิบเงินออกจากกล่องสีขาวใบหนึ่งที่เขียนว่า "Green Climate Fund" หรือ "กองทุนภูมิอากาศสีเขียว"

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

กองทุนดังกล่าว ซึ่งอยู่ภายใต้ยูเอ็น ก่อตั้งมาเมื่อปี 2553 โดยประเทศพัฒนาแล้วจะหาเงินมาใส่กองทุนนี้เพื่อให้ประเทศกำลังพัฒนาได้ใช้ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและปรับตัวภายใต้การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

แต่ปลายปีที่แล้ว ในขณะที่กำลังแถลงออกจากความตกลงปารีส ซึ่งนานาชาติจะช่วยกันรักษาระดับอุณหภูมิไม่ให้โลกร้อนขึ้นเกิน 2 องศา ทรัมป์ได้ประกาศว่าสหรัฐฯ จะยกเลิกเงินช่วยกองทุน ที่เดิมสัญญาว่าจะใส่เงินช่วยเหลืออีก 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 65,163 ล้านบาท)

ที่ผ่านมา กองทุนได้อนุมัติโครงการไปแล้วทั้งหมด 76 โครงการ มูลค่า 3,730 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (ประมาณ 120,573 ล้านบาท) โดยในภูมิภาคอาเซียน มีเวียดนามกับกัมพูชาที่รับอนุมัติโครงการแล้ว

แต่ลิดี นักปิล สาวชาวฟิลิปปินส์ที่เป็นหนึ่งในตัวแทนเพียงสองคนจากภาคประชาสังคมที่นั่งอยู่ในการประชุมบอร์ดของกองทุน กล่าวว่า เธออยากจะเห็นโครงการระดับชุมชนที่เน้นการปรับตัวทางด้านการเกษตร ที่สามารถที่จะรับประกันสิทธิในการเข้าถึงอาหารและสิทธิในที่ดิน

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ลิดี นักปิล (ซ้าย) เรียกร้องให้เม็ดเงินจากกองทุนภูมิอากาศสีเขียวลงไปสู่รากหญ้าที่ได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน เพื่อช่วยในการปรับตัว

"เราผิดหวังที่ไม่มีโครงการที่ตอบสนองต่อความต้องการของคนรากหญ้า" นักปิล กล่าวกับบีบีซีไทย ในขณะที่เธอเดินถือป้ายประท้วงบริเวณหน้ายูเอ็น

ความเห็นดังกล่าวตรงกับ วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้อำนวยการ Climate Watch Thailand และตัวแทนติดตามกองทุนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ที่มองว่า การที่ชุมชนหลาย ๆ พื้นมีความพยายามในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เช่น ปรับเปลี่ยนรูปแบบหรือระยะเวลาการผลิตถ้าฝนไม่มา ถือว่าเป็นการปรับตัวระยะสั้นเท่านั้น

"ถ้าอุณหภูมิมันเพิ่มสูงขึ้นไปอีก มันไม่ได้เพิ่มสูงขึ้นทันที มันจะค่อย ๆ เขาควรจะต้องวางแผนระยะยาวเพื่อรับมือกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับอนาคตยังไง" วนัน กล่าว

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ วนัน เพิ่มพิบูลย์ ผู้อำนวยการ Climate Watch Thailand

ในประเทศไทยเอง สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เป็นหน่วยประสานงานหลักแห่งชาติ ที่เปรียบเสมือนตัวแทนของกองทุนภูมิอากาศสีเขียว

การที่จะขอเงินสนับสนุนโครงการจากกองทุนได้ จะต้องมีหน่วยงานที่ได้รับการรับรองจากกองทุน ที่เรียกว่า Accredited Entity หรือ AE เพื่อเป็นตัวกลางในการเขียนโครงการและนำส่งต่อไปยังกองทุน โดยผ่านการเห็นชอบจาก สผ.

และเมื่อโครงการได้รับการพิจารณาอนุมัติจากกองทุน AE ก็จะเป็นผู้บริหารจัดการเงินทุน รวมทั้งทำรายงานการดำเนินโครงการให้กับกองทุนได้รับทราบต่อไป

ปัจจุบันประเทศไทยได้ส่งสองโครงการเมื่อปีที่แล้ว เรื่องการบริหารจัดการน้ำพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง ของกรมชลประทาน และการจัดการพื้นที่ชายฝั่งทะเลของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ซึ่งทั้งสองโครงการอยู่ระหว่างการพิจารณา

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

รากหญ้าพยายามปรับตัว

ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงที่ต้องใช้มากขึ้น ทำให้ชาลีต้องลงทุนเพิ่ม จากเดิมที่เคยลงทุนเพียง 70,000-80,000 บาทต่อปี เป็น 120,000-130,000 บาท

จากคนที่เคยใช้หนี้หมด เธอกลายเป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรเมื่อสองปีที่แล้ว เป็นจำนวนเกือบ 300,000 บาท

รายได้ที่ลดลงอย่างก้าวกระโดด ทำให้ปีที่แล้วชาวสวนมะม่วงหลายหมู่บ้านใน ต.ชมพู ประชุมกันเพื่อหาทางออก โดยมีการรวมกลุ่มกันเพื่อแปรรูปมะม่วงเป็นมะม่วงกวนและมะม่วงแช่อิ่ม

ชาลีเองลดการใช้ปุ๋ยเคมีเกือบครึ่ง โดยทำปุ๋ยอินทรีย์ใช้เอง และเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน เธอได้เริ่มเลี้ยงปลาในบ่อ และมีแผนที่จะเลี้ยงไก่พื้นบ้านและปู และเพาะหอยขม

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ขาลี จันเมือง

แต่ก่อนที่เคยทำมะม่วง 2 รุ่นต่อปี ก็ลดลงเหลือเพียง 2 รุ่น

"คนเราต้องพึ่งตัวเอง จะพึ่งใครล่ะ" เธอกล่าว "รัฐบาลเดี๋ยวนี้ออกไป คนใหม่ก็เข้ามา"

ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ผลักดันโดยรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการกำหนดให้ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นวาระแห่งชาติ

โดยหนึ่งในเป้าหมายและตัวชี้วัด คือ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างน้อยร้อยละ 20 จากกรณีปกติ จากปัจจุบันที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40.14 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า คิดเป็น 10% ของปริมาณการปล่อยกรณีปกติ

นั่นหมายความว่า ไม่ว่ารัฐบาลใดจะบริหารประเทศในอีก 20 ปีข้าวหน้า จะต้องทำตามเป้าหมายนี้ให้ได้

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ชาลี จันเมือง เริ่มปลูกมะม่วง 500 ต้นในพื้นที่ 11 ไร่ ตั้งแต่ 25 ปีที่แล้ว

แม้ว่าในระยะสั้น มนตรี ประธานสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย อยากให้รัฐบาลช่วยควบคุมราคายากำจัดแมลงที่มีการปรับตัวขึ้นตลอด แต่ในระยะยาวเขาอยากให้มีงานวิจัยที่เกี่ยวกับพันธุ์มะม่วงที่ต้านทางโรคแมลง แต่ปัญหาคือ นักวิจัยในมะม่วงมีน้อย และนักศึกษารุ่นใหม่ ๆ ไม่สนใจทำวิจัยเรื่องมะม่วง

"ในอดีตมะม่วงไม่เคยร้องขอจากหน่วยงานภาครัฐเลย ไม่เคยมีมะม่วงมาเท [เพื่อประท้วง] แต่ตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องหันหน้าเข้าพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐ" เขากล่าว

บ่ายวันหนึ่งในเดือน ก.ย. ดอกของต้นมะม่วงที่สวนของชาลีใกล้จะบานแล้ว หลังจากนั้นเธอต้องลุ้นว่าจะติดลูกหรือไม่

"ฝนตกมาอีกแล้วว ร้องฮึ่ม ๆ" ชาลีพูดขณะเดินดูสวน ดินทรายที่เธอเหยียบย่ำชุ่มฉ่ำและบางจุดกลายเป็นแอ่งน้ำ แม้แดดจะเพิ่งออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เมฆฝนกลับเริ่มตั้งเค้าอีกครา

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม