ประชาธิปัตย์ : ศึกดีเบตชิงหัวหน้าพรรค เขย่าอุดมการณ์ “เสรีนิยมประชาธิปไตย” ?

  • 26 ตุลาคม 2018
ประชาธิปัตย์ Image copyright Thai News Pix

คำประกาศ "กล้าเปลี่ยน" จากอุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตย เป็นประชาธิปไตยสวัสดิการ ของผู้ท้าชิงหมายเลข 2 ถูกตอบโต้โดยคู่แข่งขันรายอื่น ๆ และกลายเป็นข้อโต้เถียงหลักในศึกดีเบตชิงหัวหน้า ปชป.

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้สมัครหมายเลข 1, นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ผู้สมัครหมายเลข 2 และนายอลงกรณ์ พลบุตร ผู้สมัครหมายเลข 3 ทักทายกันในระหว่างการประชันวิสัยทัศน์ของผู้ท้าชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) คนที่ 8 ภายใต้หัวข้อ "ดีเบตประชาธิปัตย์ 61 คนไทยจะได้อะไร ?" จัดขึ้น ณ ที่ทำการ ปชป. เย็นวันนี้ (26 พ.ย.)

นี่คือการเผชิญหน้ากันอย่างเป็นทางการครั้งแรกในรอบ 18 วัน นับจาก 3 ผู้ท้าชิงยื่นใบสมัครเข้าสู่กระบวนการหยั่งเสียงเลือกตั้งขั้นต้นเพื่อเลือกหัวหน้าพรรค (ไพรมารี) เมื่อวันที่ 8 ต.ค.

ผู้ท้าชิงทุกคนอยู่ในชุดสูท แต่มีเฉพาะนายอภิสิทธิ์ที่ผูกเนคไทสีฟ้าซึ่งเป็นสีประจำพรรค

การดีเบต 90 นาที เริ่มต้นด้วยการให้ผู้ท้าชิงทุกคนพูดถึงอดีตหัวหน้า ปชป. ที่ตนชื่นชอบ ศรัทธา หรือคิดว่าทำให้พรรคเข้าสู่ยุครุ่งเรือง เป็นคำถามแรก โดยนายอภิสิทธิ์สามารถบรรยายจุดเด่นของหัวหน้า ปชป. ได้ครบทุกคนภายในเวลา 1 นาที 30 วินาทีที่กำหนดให้เป็นเวลาขั้นสูงสุดในการตอบแต่ละคำถาม พร้อมระบุว่า "หัวหน้าทุกคนมีความโดดเด่นและเป็นเสาหลักของ ปชป. โดยมีหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ 4 คนที่ได้เป็นนายกฯ และไม่มีใครมีมลทินในการทุจริตคอร์รัปชันเลย"

ขณะที่ นพ.วรงค์ยกให้นายชวน หลีกภัย หัวหน้าพรรคคนที่ 5 เป็นต้นแบบของการเป็นนักต่อสู้ ซื่อสัตย์ และรักประชาชน พร้อมเผยคำสอนนายชวนที่มีต่อตัวเขาในศึกไพรมารีชิงหัวหน้าพรรคว่า "แม้เราเป็นมวยรองก็ต้องขยัน ผมต้องขยันครับ และเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จจากคำสอนของท่าน" ทำให้นายอภิสิทธิ์ยกคำสอนของนายชวนขึ้นอ้างเช่นกันว่า "สิ่งที่ท่านบอกผมคืออย่าเลียนแบบท่าน" ส่วนนายอลงกรณ์บอกว่าศรัทธาทุกคน และประกาศสืบสานภารกิจหัวหน้าพรรคทุกคน

Image copyright Thai News Pix

วรงค์ไม่เล่นเกม 2 ขั้วการเมือง อลงกรณ์ไม่เอานายกฯ คนนอก

คำถามต่อมาคือการให้ว่าที่หัวหน้า ปชป. คนที่ 8 แสดงจุดยืนในภาวะ "สองขั้วการเมือง" ระหว่างพรรคที่ประกาศสนับสนุนรัฐบาลปัจจุบันกับพรรคที่ไม่สนับสนุนเผด็จการ โดย นพ.วรงค์บอกว่าสิ่งที่ถามมาเป็นกระแสของสื่อที่ "เป็นเกมการเมือง" หากตนได้เป็นหัวหน้าพรรคต้องกำหนดเกมเล่นเอง พร้อมตั้งเป้าหมายชนะการเลือกตั้ง ไม่ต่างจากนายอลงกรณ์ที่คาดหวังให้ ปชป. เป็นพรรคอันดับ 1 หลังการเลือกตั้งเพื่อให้ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล พร้อมประกาศ "ไม่เอานายกฯ คนนอก เพราะจะเป็นชนวนก่อวิกฤตชาติ"

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ปฏิเสธโจทย์การเมืองนี้ เพราะเห็นว่า "การเมืองเป็นสามก๊ก คนไทยควรมีทางเลือกมากกว่าเผด็จการหรือคนขี้โกง" และ ปชป. ภายใต้การนำของเขาจะเป็นทางเลือกหลักให้สังคมภายใต้อุดมการณ์เสรีนิยมประชาธิปไตยที่พรรคสืบสานกันมากว่า 70 ปี นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) 250 คนที่แม้มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญในการร่วมเลือกนายกฯ ไม่ควรฝืนเจตนารมณ์ของประชาชนที่เลือก ส.ส. เข้ามา โดยเห็นว่าพรรคเสียงข้างมากในสภาควรได้จัดตั้งรัฐบาลก่อน

อภิสิทธิ์ลั่นอุดมการณ์ "เสรีประชาธิปไตย" เปลี่ยนไม่ได้

Image copyright Thai News Pix

แม้รายการดีเบตนี้ จะไม่มีการปะทะคารมกันอย่างดุเดือดแบบรายการโต้วาทีอื่น ๆ แต่บรรยากาศเริ่มตึง-ขึงขังขึ้นเมื่อผู้ดำเนินการรายการถึงแคมเปญหาเสียงของผู้สมัครแต่ละราย ซึ่ง นพ.วรงค์ชูจุดขาย "กล้าเปลี่ยน" และได้พูดถึงการเปลี่ยนจาก "เสรีประชาธิปไตย" เป็น "ประชาธิปไตยสวัสดิการ" เพราะเห็นว่าเสรีประชาธิปไตยก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบคนจน จนเกิดภาวะรวยกระจุก จนกระจาย เป็นผลให้นายอภิสิทธิ์เจ้าของแคมเปญ "มุ่งมั่นอุดมการณ์ มุ่งหน้าอนาคตไทย" ขอใช้สิทธิพาดพิงโดยย้ำว่า "เสรีประชาธิปไตย" อยู่ในคำประกาศอุดมการณ์พรรคและข้อบังคับพรรค "ต้องไม่สับสนในอุดมการณ์การเมืองกับนโยบายทางเศรษฐกิจ เสรีนิยมไม่สนับสนุนการผูกขาด ส่วนสวัสดิการเป็นนโยบาย ไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมือง…เสรีนิยมประชาธิปไตยยอมรับนโยบายสวัสดิการที่รัฐและประชาชนมีส่วนร่วม"

"อุดมการณ์พรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่เปลี่ยนครับ" นายอภิสิทธิ์กล่าวเสียงแข็งทิ้งท้าย เรียกเสียงปรบมือจากกองเชียร์ลั่นห้องประชุม

ด้านนายอลงกรณ์ขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายด้วยการบอกว่า เดี๋ยวจัดการเองน้องทั้ง 2 คน ถ้าเรามัวแต่ทะเลาะกัน คิดต่าง เราจะสูญเสียอนาคตของพรรค แต่ก็เห็นด้วยว่าอุดมการณ์พรรคเปลี่ยนไม่ได้เด็ดขาด

ก่อนขึ้นดีเบต นพ.วรงค์ได้เปิดแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนวานนี้ (25 พ.ย.) เรื่องการนำพา ปชป. ไปสู่การเป็น "ประชาธิปไตยสวัสดิการ" ทำให้อดีต ส.ส. ฝ่ายสนับสนุนนายอภิสิทธิ์นำเรื่องนี้มาอภิปรายอย่างกว้างขวางว่าอาจมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ได้ขอให้ผู้ร่วมรับชมการดีเบตเปิดวิกิพีเดียดูความหมายของคำว่า "เสรีนิยมประชาธิปไตย"

ขายแนวคิดคนละทาง เจาะฐานเสียงชาวอีสาน

Image copyright Thai News Pix

อีกคำถามที่น่าสนใจเป็นคำถามจากประชาชนที่ผู้ดำเนินรายการคัดมา นั่นคือ ปชป. ถูกมองว่าเป็น "พรรคคนใต้" จะทำอย่างไรให้ได้เสียงจากคนในภาคอีสาน ซึ่ง นพ.วรงค์อธิบายว่าต้องออกนโยบายที่จับต้องได้ และเป็นพรรคที่ประชาชนสัมผัสได้ ส่วนนายอลงกรณ์เห็นว่าต้องได้หัวหน้าพรรคที่เป็นหัวหน้าของคนทุกภาค "ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ที่จะสร้างคะแนนเสียงได้ ต้องไม่ใช่คู่ขัดแย้ง ต้องขออภัยที่ต้องกล่าวเช่นนี้ แต่ผมไปอีสานได้ทุกจังหวัด"

แต่สำหรับนายอภิสิทธิ์เห็นว่านี่เป็นเพียงวาทกรรม เพราะผู้ท้าชิงหัวหน้า ปชป. ทั้ง 3 คนก็ไม่มีใครเป็นคนใต้สักคน พร้อมปฏิเสธว่าการเจาะฐานเสียงภาคอีสานไม่ได้ ไม่ได้เป็นผลจากการไร้นโยบายที่ตอบโจทย์ชาวอีสาน แต่ที่ผ่านมา "ถูกขัดขวางให้ไม่สามารถสื่อสารได้ ไม่สามารถลงพื้นที่ได้"

จุดยืนว่าที่ผู้นำ ปชป. หากได้เป็นผู้นำประเทศในอนาคต

อภิสิทธิ์

รัฐธรรมนูญปี 2560 : เห็นด้วย 100 เปอร์เซ็นต์ว่าคนที่ยึดถืออุดมการณ์ประชาธิปไตยต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับนี้โดยต้องหาฉันทามติทุกพรรคทุกคน แต่หลังเลือกตั้งต้องแก้ปัญหาให้ประชาชนก่อน

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี : ไม่สอดคล้องกับยุคสมัย ถ้าบริหารประเทศไปแล้วเกิดอุปสรรค "ก็ต้องกล้าแก้เพื่อประโยชน์ประชาชน"

Image copyright Thai News Pix

วรงค์

รัฐธรรมนูญปี 2560 : ถ้าเป็นนักประชาธิปไตยต้องเคารพในวิจารณญาณประชาชนเพราะมี 16 ล้านคนเห็นชอบ แต่หากตรงไหนเป็นอุปสรรคในการดูแลประชาชนก็ต้องแก้

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี : ตอนนี้ยังไม่เห็นปัญหา แต่ถ้ายุทธศาสตร์ใดเป็นอุปสรรคในการพัฒนาประเทศก็ต้องแก้

Image copyright Thai News Pix

อลงกรณ์

รัฐธรรมนูญปี 2560 : ถ้า ปชป. กลับมาเป็นพรรคอันดับ 1 "รัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เราก็จะแก้ไข"

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี : ฟังทั้ง 2 คน ก็จะนำมาเขียนยุทธศาสตร์ใหม่

ที่มา : บีบีซีไทยสรุปจากการแสดงวิสัยทัศน์ของ 3 ผู้ท้าชิง

Image copyright Thai News Pix

ผู้ท้าชิงทุกคนยังปฏิเสธเรื่องแนวคิดในการลาออกจากพรรค หากพ่ายแพ้ศึกไพรมารีชิงหัวหน้าพรรค โดย นพ. วรงค์บอกว่า "พรรคนี้จะเป็นพรรคสุดท้ายที่ผมจะใช้ชีวิตทางการเมือง" ส่วนนายอลงกรณ์บ่นว่า "กว่าจะกลับมาได้ วิบากกรรมเยอะจริง ๆ" พร้อมยืนยันไม่เคยไปคุยกับผู้มีอำนาจสมัยดำรงตำแหน่งรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) แต่พอจะกลับมาพรรค "บางคนบอกผมว่าแม้แต่ตำแหน่งภารโรง ยังเป็นไม่ได้เลย"

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ซึ่งเล่นการเมืองสังกัดเดียวมา 27 ปี ระบุว่า ไม่เคยคิดว่าจะมีคนถามคำถามนี้กับตน "ผมทุ่มเทชีวิตการทำงานของผมให้กับพรรคการเมืองพรรคนี้แต่สิ่งที่ผมทุ่มเทให้เทียบไม่ได้กับบุญคุณที่พรรคมีกับผม กับคุณูปการที่พรรคนี้มีให้กับประเทศชาติ ผมปกป้องพรรค ต่อสู้เพื่อพรรคและประชาชนในทุกสถานการณ์ ภัยคุกคามต่อพรรคยังมี ยังมีคนจ้องทำลาย ยังมีคนอยากใช้พรรคเป็นเครื่องมือ ผมไม่ยอม และผมใช้โอกาสนี้ให้เจ้าของพรรคตัวจริงพลิกวิกฤตเป็นโอกาสนอกจากรักษาพรรค รักษาอุดมการณ์แล้ว นำประเทศไทยไปสู่ความรุ่งเรืองด้วย" นายอภิสิทธิ์ระบุ

แก้เศรษฐกิจ 3 คน 3 แนว รู้ปัญหา-มีประสบการณ์-ใกล้ชิดชาวบ้าน

Image copyright Thai News Pix

ส่วนคำถามอื่น ๆ อาทิ แนวทางการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เหนือกว่าผู้ท้าชิงคนอื่น ๆ นายอลงกรณ์บอกว่าตัวเขาเป็น "ผู้รู้ปัญหา" ส่วนนายอภิสิทธิ์อ้างถึงการเป็นนักเศรษฐศาสตร์และเป็น "ผู้มีประสบการณ์" ในการพาประเทศไทยออกจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ได้เร็วกว่าประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเมื่อครั้งดำรงตำแหน่งนายกฯ ส่วน นพ.วรงค์นิยามตัวเองเป็น "ผู้ใกล้ชิดเกษตรกร" เพราะเป็น ส.ส. ต่างจังหวัดจึงได้ฟังปัญหาจากปากประชาชน

หากให้เลือกนโยบายเดียวที่พวกเขาจะทำเป็นนโยบายแรก หากได้เป็นผู้นำพรรค หรือเป็นนายกฯ ในวันข้างหน้า นพ.วรงค์ยังตอกย้ำนโยบาย "ปราบโกง" เพื่อเน้นภาพลักษณ์ "มือปราบทุจริต" โครงการรับจำนำข้าวในยุครัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส่วนนายอลงกรณ์ประกาศผลักดันนโยบาย "เศรษฐกิจสีขาว" เพื่อลดการผูกขาดทางธุรกิจ นายอภิสิทธิ์ยืนยันวาระลดความเหลื่อมล้ำ

กระทั่งเวลา 17.45 น. ผู้ดำเนินรายการประกาศว่าการดีเบตสิ้นสุดลง โดยผู้จัดงานและสื่อในเครือข่าย ปชป. ไม่ได้จัดทำผลสำรวจความคิดเห็นผู้ชมการดีเบตในแบบสากล

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม