พรรคอนาคตใหม่: ทางเลือกใหม่ ของ รังสิมันต์ โรม สู้กับรัฐประหาร

  • 2 พฤศจิกายน 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
รังสิมันต์ โรม เกิดที่ จ.ภูเก็ต แต่มีทะเบียนบ้านติดต่อกันเกิน 5 ปีที่ จ. ปทุมธานี ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะลง ส.ส. แบ่งเขตหรือบัญชีรายชื่อ

"การที่เราตัดสินใจเลือกบางอย่าง มันคือการหันหลังให้กับอีกหลาย ๆ อย่าง" รังสิมันต์ โรม วัย 26 ปี ประกาศผ่านบีบีซีไทย ขอยุติบทบาทการเมืองภาคประชาชน

จากเคยเป็น "แนวหน้า" ของกลุ่มนักศึกษาและนักกิจกรรมการเมืองผู้ต่อต้านรัฐประหาร ทวงคืนประชาธิปไตย และจัดการชุมนุมของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า "คนอยากเลือกตั้ง" เขาเตรียมกระโจนลงสู่สนามเลือกตั้งเสียเองด้วยการสมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่ของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค และพร้อมเสนอตัวเป็นผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) หากชนะการเลือกตั้งขั้นต้น (ไพรมารี) ของพรรค

โรมยอมรับว่านี่คือการตัดสินใจที่ยากลำบากครั้งหนึ่งในชีวิต ลังเลอยู่นาน ถูกทัดทานจากคนรอบข้าง ทว่าคำพูดของ พล.อ. อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ในทำนองไม่การันตีว่าจะไม่มีรัฐประหารอีก ทำให้เขาเด้งออกจากความคิดวนเวียน-มาเผชิญหน้ากับความเสี่ยงครั้งใหม่

"ผมจะสู้กับ ผบ.ทบ. ผมจะสู้ไม่ให้ประเทศไทยมีรัฐประหาร ถ้าเรายังกลับไปสู่ระบบที่มีรัฐประหาร ประเทศไทยก็ไม่ได้ไปไหน" โรมกล่าวกับบีบีซีไทยถึงแรงจูงใจในการเดินเข้าสู่พรรคการเมืองที่มีอายุเพียง 7 เดือน

ประกาศภารกิจใหม่เชื่อมพรรคกับภาคประชาชน

ภาษิตกฎหมายโรมันระบุไว้ว่า "เมื่อเสียงปืนดังขึ้น นักกฎหมายนั่งลง" แต่นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ (ขณะนั้น) อย่างโรมกลับ "ยืนขึ้น" เขาก้าวออกจากรั้ว ม.ธรรมศาสตร์ เพื่อท้าทายเผชิญหน้า ต่อสู้กับรัฐบาลคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ด้วยพลังและความเชื่อที่ว่านักศึกษาคือ "ฐานที่มั่นสุดท้าย" ในการต่อสู้กับอำนาจนิยม จนมีคดีติดตัวอย่างน้อย 8 คดี หรือเฉลี่ยปีละ 2 คดี อาจต้องได้รับโทษสูงสุดรวมกันคือจำคุก 40 ปี

Image copyright กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ รังสิมันต์ โรม และ ปิยรัฐ จงเทพ สมัครเป็นสมาชิกพรรคอนาคตใหม่เมื่อ 27 ต.ค.

แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงปลายโรดแมปของ คสช. โรมจึงพบว่า "ฐานที่มั่นต่อไป" ในการต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยอยู่ที่พรรคการเมือง

"การที่รัฐประหารเกิดขึ้นได้ เราไม่เห็นการต่อสู้ของพรรคการเมืองเท่าไร อาจจะพูดว่าไม่มีเลยก็ยังได้ ดังนั้นประชาชนถูกปล่อยให้โดดเดี่ยวในการเผชิญหน้ากับคณะรัฐประหารมาอย่างยาวนาน ผมคิดว่าทำอย่างไรให้พรรคการเมืองกับภาคประชาชนสามารถต่อสู้ร่วมกันได้" โรมเผยภารกิจใหม่ของเขาคือ "ตัวเชื่อมประสาน" เพื่อทำให้พรรคการเมืองกับประชาชนเป็น "เนื้อเดียวกัน" และ "ต่อสู้ไปพร้อมกัน"

แม้เคยรู้สึกผิดหวังกับพรรคการเมืองไทย ข้องใจว่าทำไมคนไทยถึงมี 2 ทางเลือกอยู่ตลอดเวลา และฝันจะเห็นพรรคทางเลือกใหม่ แต่ในความเป็นจริงเขาไม่พบพรรคที่เลือกได้

และแล้วความเคลื่อนไหวของพรรคอนาคตใหม่ก็ปรากฎ ปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตอาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ. เปิดหน้าเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคกับธนาธร เทียบเชิญจาก "อาจารย์ที่เคารพ" ถูกส่งตรงถึง "ศิษย์ที่ภูมิใจ"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ ปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ คือคนที่ชวนโรมเข้าพรรค แต่ครั้งแรกเขาปฏิเสธเพราะต้องการเรียน ป.โท ให้จบ และสายฝันการทำงานเป็นอาจารย์

เมื่อสัมผัสได้ว่าพรรคการเมืองน้องใหม่มีอุดมการณ์เดียวกัน สิ่งที่พรรคพูดเป็นเสียงเดียวกับขบวนการนักศึกษาและประชาชน โรมจึงตัดสินใจเข้าร่วม

อย่างไรก็ตามเขายอมรับว่าการพลิกบทบาทมาต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง-ในนามพรรคการเมือง ทำให้ต้องเสีย "พลังบริสุทธิ์" ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สุดของขบวนการนักศึกษาไป แต่ก็เห็นว่าขบวนการอื่น ๆ มีจุดแข็งในตัวเองเช่นกัน อีกทั้งสถานะนักศึกษาได้กลายเป็น "อดีต" ไปแล้วสำหรับคนหนุ่มรายนี้

"ความรู้สึกของประชาชน พลังนักศึกษาอาจจะเชื่อได้มากที่สุดเนื่องจากไม่มีผลประโยชน์แอบแฝง อย่างไรก็ตามถึงที่สุดแล้วนักศึกษาก็ไม่ได้เป็นนักศึกษาอยู่ตลอดเวลา คุณก็ต้องขยับขยายไปทำอย่างอื่น เพื่อที่ว่าถ้าคุณอยากต่อยอดในการทำกิจกรรม คุณก็อาจจะไปเป็นเอ็นจีโอ นักกิจกรรม หรือนักการเมืองก็ได้"

ยอมรับอนาคตใหม่เป็นขั้วการเมือง-เสี่ยงยุบพรรค

ในขณะที่ธนาธร-ปิยบุตรประกาศพาสังคมไทยออกจากวิกฤตความขัดแย้ง 2 ขั้ว พรรคอนาคตใหม่เองก็ถูกมองเป็นหนึ่งในขั้วการเมืองด้วย เกี่ยวกับเรื่องนี้โรมยอมรับ แต่เห็นว่าเป็นขั้วการเมืองที่แตกต่างไปจากเดิม จากเคยเป็นขั้วเหลือง-เสื้อแดง วันนี้กลายเป็นขั้วประชาธิปไตย-เผด็จการ

"ผมยอมรับว่าพรรคอนาคตใหม่ยังเป็นขั้วทางการเมืองนั่นคือฝ่ายประชาธิปไตย และผมก็เข้าไปอยู่ปีกของประชาธิปไตย"

Image copyright กองโฆษก พรรคอนาคตใหม่
คำบรรยายภาพ หนึ่งในความเสี่ยงของพรรคอนาคตใหม่คือการระดมทุนด้วยการเปิดรับเงินบริจาคและจำหน่ายสินค้าในนามพรรค ทำให้ กกต. แจ้งเตือนช่วงต้น ต.ค. ว่าขัดต่อคำสั่ง คสช.

ถึงขณะนี้ "อนาคต" ของพรรคอนาคตใหม่ยังไม่แน่นอนว่าจะไปได้ถึงวันเลือกตั้งหรือไม่ นักสังเกตการณ์ทางการเมืองวิเคราะห์ว่าเป็นผลจากการ "เล่นเกมเสี่ยง" และ "ตกหลุมกติกา" ของผู้บริหารพรรค จะด้วยมีเจตนาท้าท้าย ไม่ทันระวังตัว หรือถูกเลือกปฏิบัติทางกฎหมายก็สุดแต่

"จริง ๆ สุ่มเสี่ยงเยอะมากเลย" โรมหัวเราะเล็ก ๆ เมื่อมองย้อนไปถึงบทบาทของพรรค 7 เดือน ก่อนอธิบายต่อว่ามันไม่ควรเป็นเรื่องสุ่มเสี่ยงเลย เพราะพรรคทำในสิ่งที่ถูกต้อง ได้พูดเรื่องประชาธิปไตยและพูดเรื่องที่ภาคประชาชนพูด

"มันเป็นเหมือนราคาที่เขาอาจจะต้องจ่ายซึ่งมันไปได้สูงสุดถึงขนาดยุบพรรค ตัดสิทธิทางการเมืองของบุคคลสำคัญ ๆ ในพรรคเลยก็ได้" และ "นี่คือเหตุผลว่าทำไมผมต้องอยู่เคียงข้างเขาในวันที่พรรคการเมืองโดนยุบ ไม่ว่าจะพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคอะไรก็แล้วแต่ ถ้าถูกยุบด้วยเหตุผลที่มันต่อต้านประชาธิปไตยอย่างชัดเจนแบบนี้ เราต้องอยู่เคียงข้าง"

แล้วถ้าอนาคตใหม่ไม่อาจรักษาสถานะความเป็นพรรคเอาไว้ได้ ค่านิยม-อุดมการณ์ที่ธนาธรกับพวกพยายามโน้มน้าวสังคมจะลงหลักปักฐานได้อย่างไร สมาชิกพรรคหน้าใหม่ชี้ว่าอุดมการณ์เหล่านี้มีมานานแล้ว เพียงแต่ไม่มีพรรคไหนลูกขึ้นมาพูด หรือต่อยอดสิ่งที่ภาคประชาชนทำไว้

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai

"ในอนาคตสมมุติพรรคอนาคตใหม่ถูกทำให้สิ้นสภาพไป ผมไม่คิดว่าไอ้อุดมการณ์เหล่านี้มันจะล้มเหลว มากไปกว่านั้นมันอาจจะตอกย้ำและทำให้คนรู้สึกว่าเราต้องอยู่เคียงข้างและยืนหยัดต่อสู้"

"การเมืองเป็นสิ่งที่พูดเรื่องชัยชนะได้ยากที่สุด"

หลังรัฐประหารปี 2557 โรมกับเพื่อนต่อสู้กับรัฏฐาธิปัตย์ผู้ถือ "อำนาจพิเศษ" อย่างไม่รามือ ลดละ แต่ก็ไม่อาจพูดได้ว่า "ชนะ" ในสมรภูมิไหน และอาจเพลี่ยงพล้ำในบางสมรภูมิ จึงน่าสนใจว่าเขาเอาความมั่นใจมาจากไหนว่าจะชนะในสมรภูมิเลือกตั้ง-ในระบบรัฐสภาที่ คสช. เป็นผู้กำหนดและกำกับกติกา

"เวลาเราพูด การเมืองเป็นสิ่งที่พูดเรื่องชัยชนะได้ยากที่สุด เพราะมันเป็นสิ่งที่เราก็ไม่รู้ว่าตัวชี้วัดชัยชนะมันวัดจากจุดไหน... และยิ่งถ้าเราพูดถึงเรื่องใหญ่ ๆ การเปลี่ยนสังคมจากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่ง ก็ยิ่งพูดได้ยากมากเลยว่าชัยชนะอยู่จุดไหน แต่ถามใหม่ว่าแล้วถ้าย้อนกลับไปเราจะยังทำแบบเดิมไหมแม้ผลลัพธ์จะเหมือนเดิม ถ้าคำตอบคือใช่ นี่ก็อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วที่เราได้ทำไป"

ถึงเวลานี้ โรมเชื่อว่าปัจจัยต่าง ๆ อยู่เคียงข้างฝ่ายประชาธิปไตย ทั้งกระแสโลก และ กระแสสิทธิมนุษยชน ขาดเพียงเวลา และเปรียบเปรยสิ่งที่ทำว่าเป็นเหมือนการปลูกต้นไม้

Image copyright สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี
คำบรรยายภาพ พล.อ. ประยุทธ์อยู่กลางวงล้อมประชาชนระหว่างลงพื้นที่ จ.เชียงราย-พะเยา ปลายเดือน ต.ค.

"ไม่ได้หมายความว่าเราปลูกต้นแอปเปิ้ลวันนี้แล้วจะได้กินพรุ่งนี้ แต่คือการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงไป ฝั่งโน้นเขาก็พยายามหว่านเมล็ดพันธุ์นะครับ หว่านค่านิยม 12 ประการ หว่านยุทธศาสตร์ชาติ มันคือการต่อสู้กัน มันจะต้องเปลี่ยน ผมเชื่อว่าสภาพดินวันนี้มันอยู่ข้างเรา โอกาสที่เราจะปลูกเมล็ดพันธุ์นี้แล้วมันงอกงามมันมีมากกว่าเมล็ดพันธุ์จากพวกเขาจะอยู่ได้ เพราะวันนี้สังคมโลกไม่มีใครยอมรับสิ่งที่คุณประยุทธ์ (จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.) กำลังทำ"

นอกจากดิน น้ำ เมล็ดพันธุ์ ปัจจัยชี้ขาดอาจอยู่ที่ "เจ้าของสวน" หรือไม่ว่าต้องการผลผลิตแบบใด ? เขาอมยิ้มพลางพูดว่าขึ้นอยู่กับการให้นิยามว่าเจ้าของสวนคือใคร สำหรับเขาเจ้าของสวนคือคนไทยทั้งชาติกว่า 60 ล้านคน "มันอาจจะมีรากอะไรบางอย่างที่ไม่ยอมตายลงไป แต่ผมเชื่อว่าท้ายที่สุดมันจะเสร็จสิ้น"

ปัดลงสนามเลือกตั้งช่วยรับรองความชอบธรรมให้ คสช.

ปฏิเสธไม่ได้ว่าหนึ่งในบทบาททางการเมืองที่กลายเป็นภาพจำของโรมคือการเป็น "หัวหอก" ในการรณรงค์ "โหวตไม่รับกับรัฐธรรมนูญที่ไม่ได้เลือก" เมื่อปี 2559 ร่วมกับเพื่อนนักศึกษาและปัญญาชน จึงน่าสงสัยว่าการกระโจนลงสู่ปลักโคลนการเมืองด้วยกติกาที่เขาเคยปฏิเสธ จะเป็นการรับรองความชอบธรรมให้การเลือกตั้งปี 2562 หรือไม่

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ โรมบอกว่า "ไม่เคยเสียใจที่แพ้" ในการรณรงค์คว่ำร่าง รธน. เพราะมีคนไทยอย่างน้อย 10 ล้านคนที่โหวตโน และเห็นความหวังว่ามีคนส่วนหนึ่งไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้น

โรมอธิบายด้วยการตั้งคำถามกลับว่า "เราบอกว่าเราไม่ยอมรับกับร่างรัฐธรรมนูญนี้ แต่เรายังต้องอยู่ในประเทศไทยไหมฮะ รัฐธรรมนูญอันนี้ถูกใช้บังคับไหมครับ ในความเป็นจริงก็คือเราอยู่ในระบอบนี้อยู่แล้ว เมื่อเราอยู่ในระบอบนี้อยู่แล้วคำถามคือเราจะเปลี่ยนระบอบนี้อย่างไร" และ "การตัดสินใจสมัคร ส.ส. ไม่ใช่การรับรอง แต่หมายความว่าเราจะไปสู้กับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ สู้กับอนาคตที่มันมีคนบางพยายามขีดให้กับเรา"

ในขณะที่ชาวอนาคตใหม่เพียรพูดถึงอุดมการณ์ประชาธิปไตย ไม่สนใจเล่นการเมืองแบบใช้ในหัวคะแนน ไม่ตั้งเป้าหมายมีกี่ที่นั่งในสภา แต่ในอีกด้านสิ่งที่พวกเขาคิดและทำอาจไม่เกิดผลหากไม่มีเสียงสนับสนุนในรัฐสภาตามข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเฉพาะคำประกาศ "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ของธนาธร จนถูกค่อนแคะว่า "ไร้เดียงสาทางการเมือง" หรือไม่

โรมยอมรับว่า "อาจจะถูกก็ได้" แต่เขาก็ส่งสารถึงคนที่อ้างตัวเป็นผู้เจนจัดทางการเมือง "ถามว่าคุณสามารถทำประเทศให้ดีกว่านี้ได้ไหม เราอาจจะต้องการคนที่ไร้เดียงสาทางการเมืองก็ได้นะฮะ เพื่อนำพา เพื่อทำให้สังคมนี้มันเปลี่ยน บางครั้งเราต้องเชื่ออย่างสุดหัวใจจริง ๆ ว่าประเทศไทยมันดีกว่านี้ได้"

Image copyright Wasawat Lukharang/BBC Thai
คำบรรยายภาพ โรมกับเพื่อนนักศึกษาอีก 5 คนที่เรียกตัวเองว่า "ขบวนการประชาธิปไตยใหม่" ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ เมื่อ 6 ก.ค. 2559 หลังศาลทหารยกคำร้องขอฝากขังผัดที่สอง 2 คดีรณรงค์ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

ด้วยภาพลักษณ์-ประสบการณ์นักต่อสู้บนท้องถนนที่ติดตัวโรมมา ทำให้พรรคอนาคตใหม่ได้สมาชิกหน้าใหม่ที่มีภาพ "คนรุ่นใหม่" และ "นักประชาธิปไตย" อย่างชัดเจน แต่สำหรับโรมไม่คิดว่าตัวเองได้อะไรเลยจากการเข้าสังกัดพรรค

"พูดตรง ๆ ผมไม่ได้อะไรเลย พรรคการันตีให้ที่นั่งให้ผมไม่ได้ด้วยซ้ำ ถ้าเป็นการเมืองอื่น มันจะมีคนมานั่งคุยแล้วบอกว่าเอาล่ะ โรมมาลงกับพี่ เอาที่นั่งนี้ไป เอาตรงนั้นไปตรงนี้ไป อนาคตใหม่การันตีอะไรไม่ได้ ถ้าผมเข้าอนาคตใหม่ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือผมต้องไปแข่งไพรมารีโหวตเหมือนกับที่หลาย ๆ คนไปแข่ง เท่ากันทุกอย่าง"

แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับโรมผู้มองพรรคการเมืองเป็นเพียง "เครื่องมือ" และเป็นพื้นที่หนึ่งที่สามารถสนับสนุนให้เขาได้ทำในสิ่งที่อยากจะทำ

คุณผู้อ่านสามารถติดตามความเคลื่อนไหว สัมภาษณ์พิเศษ บทวิเคราะห์ พร้อมทั้งทำความรู้จักกับ การเลือกตั้ง 2562 โดยทีมงานบีบีซีไทยได้ที่เว็บไซต์ www.bbc.com/thai/election2019 พร้อมทั้งสื่อสังคมออนไลน์บีบีซีไทยผ่านทาง เฟซบุ๊ก, อินสตาแกรม และ ยูทิวบ์ รวมทั้ง #ThaiElection2019 หรือ #เลือกตั้ง2562

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม