เหตุใด "แร็พ Thailand 4.0" เทียบไม่ได้กับ "ประเทศกูมี"?

  • 6 พฤศจิกายน 2018
เพลง แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้ (Official) ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมามียอดผู้รวม 3.4 ล้านครั้ง Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC Thai
คำบรรยายภาพ เพลง แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้ (Official) ที่เพิ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 4 พ.ย. ที่ผ่านมามียอดผู้รวม 3.4 ล้านครั้ง

แม้รัฐบาลออกมาปฏิเสธว่า การปล่อยมิวสิควิดีโอ "แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้" ออกมาไม่ใช่เพื่อตอบโต้กระแสอันร้อนแรงจากเนื้อหาสะท้อนสังคม ตรงใจในเพลง "ประเทศกูมี" ที่วันนี้มียอดวิวทะลุเกือบ 30 ล้านครั้งแล้วภายในระเวลา 2 สัปดาห์ แต่นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนกลับมองว่า "นี่คือการแก้เกมของรัฐบาล"

หากมองในแง่การสื่อสาร นักวิชาการวิเคราะห์ว่า เพลงแร็พจากรัฐเทียบไม่ได้กับประเทศกูมี เพราะต่างกันคนละขั้วทั้งในแง่เนื้อหาและจิตวิญญาณ

"คุณคิดว่าเนื้อหาเพลงใน แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้ แตกต่างจากสิ่งที่คนไทยได้ยินจากข่าวประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล หรือรายการทีวีที่ออกอากาศทุกหกโมงเย็น หรือทุกสองทุ่มทุกวันศุกร์ ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาหรือไม่" รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว ผอ.หลักสูตรปริญญาเอก คณะนิเทศศาสตร์และนวัตกรรมการจัดการ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ถาม

นักวิชาการรายนี้อธิบายเพิ่มเติมว่า "คำตอบเห็นชัดอยู่แล้วว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการใช้เพลงเฉพาะกิจนี้ ลดทอนกระแสเพลงประเทศกูมี ที่มาจากภาคพลเมือง เยาวชน ในขณะที่เนื้อหาของเพลงก็เป็นข่าวอยู่แล้ว มีการวางแผนใช้ความคิดสร้างสรรค์ก่อนที่จะมีการผลิตดออกมา"

สำหรับมิวสิควิดีโอ "แร็พ Thailand 4.0 คนไทยสู้ได้" เผยแพร่ผ่านบัญชีทางการของยูทิวบ์ของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติเมื่อวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่าน ถึงขณะนี้มียอดผู้เข้าชมราว 3.4 ล้านครั้ง ในขณะที่สื่อมวลชนให้ความสนใจในการรายงานในส่วนจำนวนไลก์ (ชอบ) และดิสไลก์ (ไม่ชอบ) ด้วย ซึ่งเพลงดังกล่าวมียอดไลก์ราว 2,700 ครั้ง ส่วนยอดดิสไลก์มีมากกว่า 44,000 ครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้เปิดเผยต่อสื่อมวลชนเมื่อ 5 พ.ย. ถึงกรณีดังกล่าวว่า รัฐบาลไม่มีความตั้งใจในการนำมาชนกับเพลงประเทศกูมี เนื่องจากว่าเป็นสิ่งที่ได้เตรียมไว้แล้วตั้งแต่ 3-4 เดือนแล้ว ในห้วงเวลาที่มีนักธุรกิจกลุ่มสตาร์อัพมาพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และต้องการสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจถึงความหมายของ "ไทยแลนด์ 4.0" จากนี้รัฐบาลยังมีแผนการแต่งเพลงใหม่ๆ จากนโยบายไทยแลนด์ 4.0 อีกด้วย

เจาะรุ่นใหม่ ในเวลาไม่เหมาะสม

สิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นต้นสังกัดของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ และอดีตอาจารย์ประจำภาควิชาการตลาด สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังไม่อธิบายเพิ่มเติมคือทำไมจึงต้องเผยแพร่เพลงดังกล่าวในห้วงเวลานี้

ดร. มานะ ตรีรยาภิวัฒน์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มองว่า นี่คือกลยุทธ์อันหนึ่งของรัฐบาลในการเจาะคนรุ่นใหม่และการแก้เกมความร้อนแรงของเพลงประเทศกูมี แต่ว่ามาในจังหวะไม่เหมาะสมมากนัก

Image copyright MANA TREELAYAPEWAT
คำบรรยายภาพ ดร. มานะ มองว่าการปล่อยเพลงแร็พของรัฐบาลมาในเวลาไม่เหมาะสม

"เมื่อถามว่าจะมีผลในเรื่องคะแนนเสียงหรือไม่ เป็นเรื่องที่พูดยาก อยู่กับคนที่ฟังว่าชอบหรือไม่ อย่างไรก็ตาม สำหรับกลุ่มคนสนับสนับสนุนรัฐบาล ก็พร้อมที่จะเชื่ออยู่แล้ว" ดร. มานะกล่าว

รศ.ดร.อัศวิน กล่าวเสริมว่า หากพิจารณาเนื้อหาและองค์ประกอบของเพลงที่เผยแพร่จากฝั่งรัฐบาลจะเห็นได้ว่า เป็นสิ่งสะท้อนนโยบายรัฐบาล และใช้ภาพที่เคยเป็นสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น ภาพในงานที่จัดขึ้นโดยภาครัฐ บุคคลสำคัญในรัฐบาลมากกว่า และร้อยเรียงมาในทำนองที่ "ทำให้เหมือนเป็นเพลงแร็พ"

"ประเทศกูมี "มาในเวลาใช่หรือไม่

สำหรับปรากฏการณ์เพลงประเทศกูมี นอกจากจะมาในเวลาที่เหมาะสมแล้ว แต่ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ ที่ส่งผลให้ได้รับความสนใจเป็นวงกว้างในห้วงเวลาอันสั้น

รศ.ดร.อัศวิน อธิบายว่า มีปัจจัยอย่างน้อย 3 ประการที่ทำให้ประเทศกูมีประสบความสำเร็จ ทั้งในแง่ความนิยม การสร้างผลกระทบต่อสังคม และสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นตามแบบประชาธิปไตย ได้แก่

Image copyright ธีระวัฒน์ รุจินธรรม/YOUTUBE
คำบรรยายภาพ ฉากจากวิดีโอประกอบเพลง "ประเทศกูมี"
  1. เนื้อหาสะท้อนความเป็นจริงของสังคม ในคำร้องคือเหตุการณ์ที่เป็นข่าวปรากฏตามหน้าสื่ออยู่แล้ว จึงไม่ยากที่เข้าถึงผู้ชมผู้ฟังได้ ถึงแม้ว่าศิลปินที่ขับร้องจะถือว่าไม่มีชื่อเสียงมากนักในแวดวงดนตรี หรืออาจจะกล่าวได้ว่า กลุ่ม Rap Against Dictatorship เป็นกลุ่มโนเนมก็ว่าได้
  2. พูดแทนคนในสังคม ภายใต้ภาวะที่รัฐบาลรัฐบาล คสช. ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา การสื่อสารทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสื่อแบบดั้งเดิม หรือแม้แต่สื่อออนไลน์ มีกลไกรัฐติดตาม ควบคุม กำกับทิศทางเป็นหลัก จึงเป็นเรื่องยากที่เสียงสะท้อนของประชาชนจะปรากฏเป็นวงกว้าง ซึ่งการที่มีเพลงเนื้อหาวิพากษ์วิจารณ์แบบตรง ๆ จึงกลายเป็นตัวแทนและเสียงโต้กลับการบริหารและปกครองของ คสช. และทำให้เพลงประเทศกูมีเข้าถึงและได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็วและกว้างขวาง
  3. แรงส่งจากปฏิกิริยาของสามัญสำนึกของระบอบเผด็จการ อำนาจนิยม ไม่นานหลังจากเพลงประเทศกูมีเป็นกระแสสังคม ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐออกมาให้ข่าวในเชิงตรวจสอบเนื้อหาและเอาผิดกลุ่มศิลปิน

"ถ้ามองจริง ๆ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นจากแรงส่งจากปฏิกริยาสามัญสำนึกของระบบเผด็จการ อำนาจนิยม ที่จะเน้นการใช้กฎหมายมาตัดกำลังก่อน ไม่ว่าจะเป็น การที่โฆษกรัฐบาลออกมาออกความเห็นก็ดี หรือเจ้าหน้าที่รายอื่น ๆ ซึ่งถือเป็นองคาพยพ แบบคสช. ตอกย้ำ ความเป็นอำนาจนิยม ยิ่งกระพือกระแสให้ ประเทศกูมียิ่งได้รับความนิยมมากขึ้น" นักวิชาการรายนี้กล่าว

"แร็พ" ทำหน้าที่คล้าย "เพลงเพื่อชีวิต"

บีบีซีไทยสอบถามไปยังผู้เชี่ยวชาญทางดนตรีแร็พรายหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์ออกนาม บอกว่า ในวงการดนตรีในไทย เพลงแร็พเป็นส่วนหนึ่งของวงการมานานกว่า 20 ปีแล้ว แต่แทรกซึมในแนวเพลงต่าง ๆ แต่ที่เพิ่งได้รับความนิยมก็เนื่องจาก 2 ปัจจัยคือ สื่อกระแสหลักเริ่มเปิดโอกาสมากขึ้น เช่น ผ่านรายการแข่งขันทักษะการแร็พ กลายเป็นจุดเปลี่ยนกลุ่มผู้ฟังขยายไปยังกลุ่มครอบครัวมากขึ้น ในขณะเดียวกัน บทบาทของสื่อออนไลน์ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลุ่มคนรุ่นใหม่ จึงทำให้เพลงแร็พฝ่ากระแสขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของดนตรีในกระแสในปัจจุบัน

Image copyright รศ.ดร.อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว
คำบรรยายภาพ "..คำตอบเห็นชัดอยู่แล้วว่าเป็นความพยายามของรัฐบาลที่ต้องการใช้เพลงเฉพาะกิจนี้ ลดทอนกระแสเพลงประเทศกูมี" รศ.ดร.อัศวิน

"แม้ว่าเวลา หรือ สื่อจะเปลี่ยนแปลงไป แต่จิตวิญญาณของเพลงแร็พ ก็ไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการบอกเล่าความรู้สึก เรื่องราวชีวิต หรือบางครั้งก็สะท้อนแง่คิดทางการเมือง ทำหน้าที่ไม่ต่างเพลงเพื่อชีวิต" ผู้เชี่ยวชาญคนนี้กล่าวเสริม

หนังสือพิมพ์ประชาชาติ ฉบับวันที่ 4 พ.ค. ที่ผ่านมา เคยรายงานเกี่ยวกับความเป็นมาของเพลงแร็พ รวมทั้งฮิปฮอปไว้ว่า เป็นวัฒนธรรมคนผิวดำ เริ่มต้นขึ้นมาในสถานะวัฒนธรรมใต้ดินของพลเมืองชั้นสองชั้นสามในสังคมอเมริกัน แล้วก้าวขึ้นมาบนดิน เมื่อราว 44 ปีก่อน แต่มีพัฒนาการมาโดยตลอดจนได้รับการยอมรับในสังคมอเมริกัน และวงการดนตรี รวมทั้งในไทย ในรายงานฉบับดังกล่าวยังกล่าวว่า พัฒนาการที่เกิดขึ้น คือชัยชนะอย่างหนึ่งของคนผิวสีที่โดนสังคมกดทับ มานานแสนนาน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม