เวียดนามอพยพ: อนาคตมืดมนของ มองตานญาด ชนกลุ่มน้อยนับถือคริสต์หนีตายมาอยู่อย่างไร้สถานะในไทย

  • 15 พฤศจิกายน 2018
พระคัมภีร์ไบเบิล Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai
คำบรรยายภาพ พระคัมภีร์ไบเบิลในภาษาชนกลุ่มน้อยของเวียดนาม

สองเดือนหลังจากที่ซิว (นามสมมุติ) หนีคำขู่ฆ่าจากตำรวจเวียดนามมายังประเทศไทย เพื่อนร่วมชะตากรรมกว่า 130 คนที่เป็นชนกลุ่มน้อยนับถือศาสนาคริสต์ในเวียดนาม และอาศัยอยู่ในชุมชนเดียวกับเธอ ถูกจับกุมที่ อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี โทษฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย

ซิวเป็นชาวมองตานญาด (Montagnard) ซึ่งเป็นคำที่ใช้เรียกกลุ่มชาติพันธุ์หลายกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่อาศัยอยู่ในที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนามและกัมพูชา เธอขอให้สงวนชื่อจริง เนื่องจากกลัวการคุกคามจากรัฐบาลไทยและเวียดนาม เช่นเดียวกับชาวมองตานญาดคนอื่น ๆ ที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ในบทความนี้

แม้เธอจะรอดจากการจับกุมเนื่องจากออกไปข้างนอกในตอนนั้น แต่เหตุการณ์นั้นทำให้เธอต้องย้ายไปอยู่ที่อื่น และนอนรวมกับเพื่อนร่วมชาติของเธออีกกว่า 20 คนในห้องเดียวกัน

หญิงวัย 53 ปี เดินทางมาพบกับบีบีซีไทยพร้อมกับหมวกคู่ใจของเธอ ที่ต้องสวมตลอดเวลาที่เธอออกไปกลางแจ้ง เพื่อปกป้องหนังศีรษะจากความแสบเมื่อถูกไอร้อนของแสงอาทิตย์

ตาของเธอ นอกจากจะปวดแล้วยังมองไม่ชัด และมีน้ำตาไหลออกอยู่เรื่อย ๆ ทำให้เธอต้องพกผ้าเช็ดหน้าเพื่อซับน้ำตาอยู่เป็นประจำ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
"ศาสนา" กับ "รัฐบาล" สิ่งที่ชนกลุ่มน้อยเวียดนามต้องเลือก

"ในตัวของฉันมีความเจ็บปวดหลายอย่าง" เธอกล่าวกับบีบีซีไทยผ่านล่ามเป็นภาษาจราย ซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งในกลุ่มมองตานญาด

แผลกายและแผลใจที่มีอยู่นับไม่ถ้วนในร่างกายของเธอ เกิดขึ้นเพียงเพราะเธอนับถือศาสนาคริสต์ และเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประวัติศาสตร์อันร้าวฉานกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์

เหตุการณ์นั้นเพิ่งผ่านไปแค่ปีเดียว และยังคงฝังอยู่ในใจของเธอไม่รู้ลืม

ถ้าต่อสู้ จะโดนฆ่าเหมือนสามี

ข้อมูลของสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน แห่งสหประชาชาติเมื่อปี 2014 ระบุว่า เวียดนามมีประชากรราว 90 ล้านคน ราว 3/4 ของประชากรไม่ได้นับถือศาสนา แต่ปฏิบัติพิธีกรรมตามความเชื่อท้องถิ่นดั้งเดิม ที่เหลือแแบ่งเป็นชาวพุทธ 11 ล้านคน , ชาวคาลอลิก 6.2 ล้านคน, โปรแตสแตนท์ 1.4 ล้านคน และมุสลิม 7.5 หมื่นคน กลุ่มทางศาสนาต้องมีการจดทะเบียนภายใต้รัฐบาล ซึ่งจะผ่านการรับรองหรือไม่ขึ้นอยู่กับกรมศาสนา และกิจกรรมทางศาสนาจะถูกควบคุมโดยรัฐ

นิโคลัส เบเคลัง ผู้อำนวยการสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้ ของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวกับบีบีซีไทยว่า รัฐบาลเวียดนามปกติแล้วจะปราบปรามเฉพาะกลุ่มทางศาสนาที่มีความคิดที่แตกต่างจากคอมมิวนิสต์ หรือมีความขัดแย้งในอดีตกับรัฐบาล ซึ่งนั่นก็รวมไปถึงชาวมองตานญาด

"ส่วนมากแล้วชาวมองตานญาดไม่อยากจะจดทะเบียน เพราะเมื่อจดทะเบียนกับรัฐบาล คุณก็จะต้องถูกติดตามและดูแลโดยรัฐ" เขากล่าว

Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai
คำบรรยายภาพ การนับถือศาสนาคริสต์กลายเป็นสิ่งต้องห้ามในประเทศเวียดนาม

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2543 ที่บ้านหลังเล็ก ๆ ของซิว เคยเป็นที่ ๆ เพื่อนบ้านราว 50 คน มารวมตัวกันเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาคริสต์ในวันอาทิตย์

แต่สามปีให้หลัง บ้านที่คล้ายโบสถ์เล็ก ๆ แห่งนั้นต้องปิดตัวลงเมื่อสามีของเธอถูกเจ้าหน้าที่รัฐจับกุม ช่วงนั้นเองเป็นช่วงที่ซิวถูกสั่งให้ไปรายงานตัวที่สถานีตำรวจบ่อยครั้ง

บีบีซีไทยได้เห็นคำสั่งให้มารายงานตัวจากสถานีตำรวจ ที่ส่งไปยังบ้านของซิว ทั้งหมด 30 ใบ ตั้งแต่ปี 2544-2560 โดยมีการระบุเป็นภาษาเวียดนามว่า "ให้มาทำงาน" โดยไม่ระบุฐานความผิดอะไร

ซิวอ้างว่า ในแต่ละครั้งที่เธอไปที่สถานีตำรวจ เธอจะถูกสอบสวน ข่มขู่ และซ้อมทรมาน

Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai
คำบรรยายภาพ มีชนกลุ่มน้อยเวียดนามจำนวนไม่น้อยที่ต้องอพยพมายังไทย

"รัฐบาลเวียดนามเป็นคอมมิวนิสต์ ทุกครั้งที่มาที่บ้านจะบอกว่าไม่ให้นับถือศาสนาคริสต์ เพราะกลัวว่าจะเสียความเชื่อในรัฐบาล" เธอกล่าว

สถานทูตเวียดนามประจำประเทศไทยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยประกอบบทความนี้ โดยระบุว่า เอกอัครราชทูตไม่ว่างที่จะให้สัมภาษณ์ในประเด็นดังกล่าว

ถูกบังคับให้เปลี่ยนศาสนา

ซิวอ้างว่าสามีของเธอซึ่งเป็นบาทหลวง เสียชีวิตเมื่อเดือน มิ.ย. ปีที่แล้ว เป็นการ "วิสามัญฆาตกรรม" จากตำรวจในท้องถิ่นโดนใช้ยาพิษใส่ลงไปในอาหาร ไม่นานนักก็ถึงคราวของเธอ

"ตำรวจบอกว่าจะฆ่าเราเหมือนตอนที่บอกว่าจะฆ่าสามี ตอนนั้นกลัวมาก" ซิว เล่าย้อนไปถึงตอนที่ตำรวจได้มาพบเธอที่บ้าน

วันหนึ่งซิวถูกคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจเป็นเวลา 7 โมงเช้าถึงตี 1 และถูกบังคับให้เซ็นเอกสารเพื่อเลิกนับถือศาสนาคริสต์ แต่เธอขัดขืน

Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai
คำบรรยายภาพ พวกเขาอ้างว่าถูกทางรัฐบาลเวียดนามทารุณหลายต่อหลายครั้ง

ในขณะที่ถูกใส่กุญแจมือ เธออ้างว่าถูกเตะด้วยรองเท้าสีดำและตีด้วยกุญแจมือที่ซี่โครงและหลัง และใช้มือจิกผมพร้อมกับเอาหัวปากกาจิ้มเข้าที่หัวหลายครั้งจนเลือดไหล

สิ่งที่เกิดขึ้นกับซิวและสามี เป็นสิ่งที่ชนกลุ่มน้อยมองตานญาดหลาย ๆ คนประสบกับตัวเอง และสอดคล้องกับรายงานว่าด้วยเสรีภาพทางศาสนานานาชาติ ประจำปี 2561 ของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่กำหนดให้เวียดนามอยู่ในกลุ่มประเทศเฝ้าระวัง

รายงานดังกล่าวระบุว่า กลุ่มมองตานญาดเป็นหนึ่งในหลายกลุ่มที่ถูกคุกคามทางศาสนา ซึ่งรวมไปถึงการห้ามไม่ให้ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เรียกให้พบเจ้าหน้าที่ กดดันให้ยุติความเชื่อ ยึดที่ดิน และขู่ว่าจับกุมและซ้อมทรมาน ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวได้เกิดขึ้นใน จ.ดั๊กลัก จ่าวิญ บิ่ญเฟื้อก และกอนตูม

เบเคลัง จากแอมเนสตี้ฯ กล่าวว่า มีสองเหตุผลที่ทำให้รัฐบาลปราบปรามชาวมองตานญาด คือ เหตุผลทางด้านศาสนา และเหตุผลทางด้านประวัติความขัดแย้งทางการเมืองกับรัฐบาลคอมมิวนิสต์

ในช่วงสงครามเวียดนาม ระหว่างที่เวียดนามตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ฝรั่งเศสได้ให้สิทธิ์แก่ชาวมองตานญาดในที่ราบตอนกลางในการปกครองตนเอง

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai

แต่เมื่อฝรั่งเศสแพ้สงครามและเวียดนามได้รับอิสรภาพ รัฐบาลเวียดนามใต้ก็ได้ถอนสิทธิ์การปกครองตนเองแก่ชาวมองตานญาด ทำให้พวกเขาต้องต่อสู้เพื่ออิสรภาพของตนเองอีกครั้ง

ต่อมาพวกเขาได้ร่วมมือกับกองทัพของสหรัฐฯ เพื่อต่อสู้กับกองทัพทางเวียดนามเหนือ ในช่วงเวลานั้นเองที่ศาสนาคริสต์นิกายโปรแตสแตนท์เริ่มแผ่ขยายเข้ามาในเขตที่ราบสูงตอนกลางของเวียดนาม

รัฐบาลเวียดนามยังมีแนวคิดเชิงลบกับศาสนาคริสต์โดยรวม เนื่องจากมองว่าเชื่อมโยงกับแนวคิดของชาติตะวันตก และอิทธิพลจากสหรัฐฯ

"ปัจจัยทางด้านศาสนาและประวัติศาสตร์เหล่านี้เป็นสิ่งที่ทำให้ชาวมองตานญาดดูไม่ดีมาก ๆ ในสายตาของรัฐบาล" เบเคลัง กล่าว

นอกจากนั้นยังมีชาวม้งและเขมรใต้ ที่ตกอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่คล้ายคลึงกับชาวมองตานญาด

หนีมาไทย

ในวันที่ 2 ก.ค. ซิวเดินทางมาถึงประเทศไทยพร้อมกับหลานชาย

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ ภาพการจับกุมชนกลุ่มน้อยเวียดนามที่อำเภอบางใหญ่ เมื่อกลางปี 2018 ที่ผ่านมา

ที่ไทย เธอได้ลงทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ หรือ UNHCR เป็น "บุคคลในความห่วงใย" ซึ่งเป็นบุคคลที่อยู่ในกระบวนการตัดสินของ UNHCR ว่าควรจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย (refugee) หรือไม่

"เราคิดว่าถ้ามาไทยเราจะปลอดภัยและจะได้ไม่กลัวตำรวจจะมาที่บ้าน ไม่กลัวการติดคุกจากรัฐบาลอีกแล้ว" เธอกล่าว

ในหลายปีที่ผ่านมา ชาวคริสเตียนมองตานญาดหลายคนหนีภัยศาสนาจากเวียดนาม ส่วนมากผ่านทางประเทศกัมพูชา

ข้อมูลจาก UNHCR ระบุว่า ในปีที่แล้ว UNHCR ในไทยได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยที่มาจากเวียดนามทั้งหมด 450 คน และมีอีก 471 คนที่ยังรอการรับรองสถานะอยู่

แม้ว่า UNHCR จะไม่จำแนกผู้ลี้ภัยในแง่ของศาสนาหรือเชื้อชาติ แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า เกือบทั้งหมดที่อยู่ในไทยเป็นชาวมองตานญาด

ซิว หวังว่าเธอจะได้รับสถานะผู้ลี้ภัย และได้ไปอยู่อาศัยในประเทศที่สาม เธอเคยได้ยินว่า มีคนมองตานญาดได้ไปสหรัฐฯ และแคนาดา

Image copyright Wasawat lukharang/bbc thai
คำบรรยายภาพ พวกเขาโดนคุมตัว หลังเจ้าหน้าที่ไทยอ้างว่าไม่มีเอกสาร

เจม เป็นหนึ่งในมองตานญาดชนเผ่าเอเด ที่ได้รับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR เมื่อเดือน ก.ย. ปีที่แล้ว หลังจากที่มาประเทศไทยเดือน ม.ค. ปี 2558 ตั้งแต่อายุ 15 ปี

ปัจจุบันเขาอายุ 19 ปี และอยู่ในระหว่างรอคำตัดสินการถูกส่งตัวไปยังประเทศที่สาม

ที่ไทย เจมได้เรียนภาษาอังกฤษ ภาษาไทย และเรื่องสิทธิมนุษยชน

"ตอนที่เจมเรียนอยู่ รัฐบาลบอกว่า ถ้านับถือศาสนาคริสต์ เรียนจบจะไม่มีงานทำ เพราะเขาจะมองว่าทำงานให้ประเทศอเมริกา" เจมกล่าวกับบีบีซีไทยเป็นภาษาไทย "แต่เราคิดว่าศาสนาช่วยให้ชีวิตดีขึ้น เรามีความหวังในอนาคต ได้เรียนรู้พระธรรมจากพระเจ้า…เราไม่มีความคิดเรื่องการเมือง หรือทำอะไรไม่ดีกับรัฐบาล"

อยู่อย่างหวาดกลัว

หลังจากที่คนในชุมชนของซิวถูกจับกุมที่ อ.บางใหญ่เมื่อเดือน ส.ค. ตำรวจก็ได้ลงพื้นที่มากขึ้น และเข้าไปสำรวจในสถานที่ต่าง ๆ เช่น บริเวณโบสถ์และโรงเรียน ทำให้เธอและเพื่อนคนอื่น ๆ ต้องย้ายไปอยู่สถานที่แห่งใหม่

Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai
คำบรรยายภาพ สภาพห้องพักของคนมองตานญาดที่มาอยู่กันเป็นชุมชนในไทย

ที่พักแห่งใหม่ของเธอ มีผู้พักอาศัยร่วมห้อง 25 คน ที่อยู่ด้วยความหวาดกลัวว่าจะถูกจับกุม และท้ายที่สุดจะถูกส่งกลับไปยังประเทศเวียดนาม

ฮานนา แมคโดนัลด์ เจ้าหน้าที่ประสานงานองค์กร UNHCR ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยที่ถูกจับกุมเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมา ส่วนมากเป็นบุคคลในความห่วงใย และหนึ่งในสามเป็นเด็ก

ปัจจุบันประเทศไทยไม่มีกฎหมายระดับประเทศที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย ดังนั้น ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้ลี้ภัย ตกอยู่ภายใต้กฎหมายเข้าเมือง หากพวกเขาไม่มีวีซ่าที่ถูกต้อง เขาอาจจะถูกมองว่าเป็น "คนต่างด้าวที่ผิดกฎหมาย" (illegal aliens) และอาจถูกกักกันโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หาก UNHCR ได้รับการแจ้งว่ามีผู้ที่ถูกจับกุม จะพยายามเข้ามาแทรกแซงเพื่อป้องกันการจับกุม

บุษฎี สันติพิทักษ์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เคยให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า แม้ไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ค.ศ. 1951 แต่ไทยยึดมั่นในการให้ความช่วยเหลือทางมนุษยธรรมแก่บุคคลเหล่านี้มาโดยตลอด ทั้งนี้ รัฐบาลไทยอยู่ระหว่างพิจารณาเรื่องการเป็นภาคีอนุสัญญาฯ ดังกล่าว

Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai

"ประเทศไทยจำเป็นต้องดูความสมดุลระหว่างการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันผล กระทบเชิงลบจากการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานที่ไม่ปกติกับการรักษาหลักการด้านมนุษยธรรมที่ไทยยึดถือมาโดยตลอด โดยเฉพาะในช่วงหลังที่มีผู้โยกย้ายถิ่นฐานทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายจำนวนมากมายื่นขอแสวงหาที่พักพิงกับ UNHCR ที่กรุงเทพฯ" เธอกล่าวกับบีบีซีไทย

นอกจากนี้เธอยังกล่าวว่า ทางการไทยจับกุมผู้แสวงหาแหล่งพักพิงที่เข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย โดยชอบธรรมและเท่าเทียม และได้ให้การดูแลโดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล โดยยึดหลักการไม่ส่งกลับ (non-refoulement) อีกทั้งยังให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม โดยพยายามให้การดูแลแก่ผู้ที่ถูกกักตัวในห้องกักของสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองอย่างดีที่สุด นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้เอ็นจีโอสามารถประกันตัวผู้ถูกกักได้

ปัจจุบัน ชาวมองตานญาด 85 คนถูกส่งไปยังสถานกักกันของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่นับรวมผู้หญิงสี่คนที่ได้รับการปล่อยตัวให้ไปอยู่กับลูกเล็กที่บ้านพักของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ที่ ๆ มีเด็กชาวมองตานญาดอีก 47 คน

Image copyright Panumas Sanguanwong/bbc thai

ชุมชนมองตานญาดที่อื่นที่บีบีซีไทยได้ลงพื้นที่ไปสำรวจ ต่างก็อยู่อาศัยด้วยความหวาดกลัว

เนื่องจากไม่มีรายได้ พวกเขาอยู่ได้จากการรับข้าวสารและอาหารแห้งจากโบสถ์ และได้รับความอนุเคราะห์จากมูลนิธิต่าง ๆ เรื่องค่าที่พัก

ส่วนเจม แม้ว่าจะได้การรับรองสถานะผู้ลี้ภัยจาก UNHCR แล้ว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสถานะของเขาในไทยจะถูกกฎหมาย เนื่องจากยังไม่มีกฎหมายไทยตัวไหนที่รับรองสถานะการอยู่ในราชอาณาจักรอย่างถูกกฎหมายของบุคคลในความคุ้มครองของ UNHCR อีกทั้งการย้ายไปอยู่ประเทศที่สามก็อยู่ในดุลยพินิจของประเทศนั้น ๆ ซึ่งเจมบอกว่า "คงจะมีโอกาสน้อยมาก"

"เจมเองคิดว่าถ้าไปประเทศที่สามไม่ได้ ก็จะอยู่ไทย รอจนกว่าประเทศเจมเปลี่ยน ถึงกลับได้" เขากล่าว "เราอยากจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างมนุษย์ เราไม่อยากจะมีชีวิตเหมือนทาสอย่างที่เราเคยเป็นที่เวียดนาม"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม