มวยเด็ก : กีฬาสร้างรายได้ หรือทำลายสมอง?

  • 22 พฤศจิกายน 2018
อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
"มวยเด็ก" อาชีพสร้างรายได้หรือบาดแผล

เด็กหลายคนในภาคอีสานฝันที่จะเป็นนักมวยมืออาชีพ เพื่อเงินและชื่อเสียง แต่การเสียชีวิตของเด็ก 13 ปีจากการต่อยมวย ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามอีกรอบว่า เด็กควรชกมวยเพื่อหาเงินหรือไม่

ในเวลาเช้าตรู่ที่ "ค่ายมวยศิษย์ครูเยี่ยม" ต.หนองโบสถ์ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ เด็กชายสามคนกำลังซ้อมการชกมวยอย่างขะมักเขม้น โดยมีแม่มานั่งเฝ้าเพื่อรอส่งลูกไปเรียนหนังสือในเวลาแปดโมง

ที่นั่น บุญเยี่ยม พลเศษ ผู้ซึ่งได้รับฉายาว่าเป็น "เจ้าพ่อมวยเด็ก" สอนเด็กหลายร้อยคนให้เป็นนักมวยอาชีพ ก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายไปอยู่ค่ายอื่น ซึ่งคนที่เด่นที่สุดคือ "สิทธิชัย ศิษย์สองพี่น้อง" ซึ่งปัจจุบันเป็นแชมป์มวยไทยระดับโลก ด้วยค่าตัวสูงที่บุญเยี่ยมอ้างว่าสูงถึง 10 ล้านบาทต่อไฟต์ในการชกที่สหรัฐฯ

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ บรรยากาศการซ้อมมวยที่ "ค่ายมวยศิษย์ครูเยี่ยม" ในตอนเช้า

"จากพ่อแม่ไม่มีอะไร ตอนนี้รวย" บุญเยี่ยมกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

ชายวัย 62 ปีคนนี้ เริ่มก่อตั้ง "ค่ายมวยศิษย์ครูเยี่ยม" เมื่อปี 2534 โดยเจาะจงไปที่มวยเด็ก เนื่องจากได้รับความนิยมมาก

"เด็กต่อยกันจริง มันอยากชนะ เลยสนุก คนเล่นก็สบายใจ ไม่มีอ่อนข้อคู่ต่อสู้" เขากล่าว "แต่ถ้าโตแล้ว พอรู้แพ้รู้ชนะก็ยอมกัน"

ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่บุญเยี่ยมเป็นครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม ก่อนที่เขาจะเกษียณเมื่อปี 2559 โดยได้ชักชวนนักเรียนที่โรงเรียนมาต่อยมวยที่ค่าย

บุญเยี่ยมจะคัดเลือกเด็กที่ "มีแวว" เช่น เล่นกีฬาเก่ง และที่สำคัญคือ ต้องมีฐานะยากจน

"เด็กส่วนใหญ่ทางบ้านยากจน และเกือบ 100% เป็นเด็กกำพร้า" เขากล่าวถึงเด็กที่สังกัดค่าย

หนึ่งในผู้ที่เข้าเกณฑ์ คือ ภัทรชัย แสนพิลา เจ้าของฉายา "จอมโหด ศิษย์ครูเยี่ยม" ที่เริ่มมาซ้อมกับบุญเยี่ยมเมื่อปี 2559 ตอนที่อายุแปดขวบ

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ภัทรชัย แสนพิลา หรือ "จอมโหด ศิษย์ครูเยี่ยม" เริ่มชกมวยตั้งแต่อายุแปดขวบ

ภายในเวลาสองปี ภัทรชัยชกไปทั้งหมด 60 ไฟต์ และได้แชมป์สองเส้น ที่ จ.ระยองและ จ.บุรีรัมย์

ด้วยน้ำหนักตัว 26-27 กิโลกรัม ภัทรชัยยังน้ำหนักเบาเกินไปที่จะแข่งเวทีมาตรฐาน แต่เขาหวังว่าในอนาคตเขาจะได้ตามรอยเพื่อน ๆ และพี่ ๆ ในค่ายที่ได้ไปชกมวยที่กรุงเทพฯ

"โตขึ้นผมอยากเป็นแชมป์เวทีมาตรฐาน" ภัทรชัยกล่าว

เส้นทางสู่เวทีมาตรฐาน

ในแต่ละวันบุญเยี่ยมจะได้รับการติดต่อจากโปรโมเตอร์มวย หรือ ผู้จัดการแข่งขันมวย ให้นำเด็กในค่ายในค่ายไปชกมวยตามศึกต่าง ๆ

นอกจากจะเป็นคนคัดเลือกนักชกแล้ว โปรโมเตอร์จะเป็นคนกำหนด "ค่าตัว" หรือ เงินรางวัล ของนักชก โดยค่าตัวจะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชื่อเสียงของนักมวย และรูปแบบการชกว่ามีเสน่ห์หรือไม่

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

นอกจากนั้นยังมีการกำหนดค่า "เดิมพัน" ซึ่งเป็นเงินพนันระหว่างสองค่ายมวย เช่น หากค่ายมวยแต่ละฝั่งตกลงกันว่าจะลงเงินคนละ 100,000 บาท ซึ่งอาจมีเงินพนันของผู้ชมรวมอยู่ด้วย ฝ่ายที่ชนะจะได้เงินไป 200,000 บาท

กีฬามวยเป็นหนึ่งในกีฬาที่รัฐบาลอนุญาตให้มีการพนัน ซึ่งการขออนุญาตเล่นพนันมวยจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 200 บาทต่อวัน

พ.ร.บ.กีฬามวยกำหนดให้มีการแบ่งค่าตัวระหว่างเจ้าของค่ายมวยและนักมวยคนละครึ่ง แต่เนื่องจากการแข่งที่ต่างจังหวัดมีค่าใช้จ่ายน้อย บุญเยี่ยมกล่าวว่า ส่วนมากเขาจะให้เด็กรับเงินไปเต็มจำนวน ส่วนเงินที่ได้จากการเดิมพันจะให้เด็กไม่ต่ำกว่า 10% ของเงินเดิมพัน

ภัทรชัยบอกกับบีบีซีไทยว่า เขาได้เงินมากที่สุด 3,000 บาทจากการชกหนึ่งครั้ง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการชกที่ภาคอีสาน

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

แต่เมื่อก้าวสู่เวทีมาตรฐานที่กรุงเทพฯ แล้ว ค่าตัวของนักชกจะก้าวกระโดด โดยเริ่มต้นที่ 12,000 บาทต่อการชกหนึ่งครั้ง

แม้ว่าจะได้ค่าตัวที่สูง แต่ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้นตาม

ในการไปแข่งที่กรุงเทพฯ แต่ละครั้ง บุญเยี่ยมต้องหมดเงินไป 6,000-7,000 บาท เป็นค่าโรงแรมและค่าอาหาร แต่เขาก็เลือกที่จะไปแม้จะขาดทุน เนื่องจากหากชนะการแข่งขัน ค่าตัวจะเพิ่มมากขึ้นในการแข่งครั้งต่อไป

"เงินที่เก็บไว้ 600,000-700,000 บาทจากเกษียณ ไม่ถึงสองปีหมด เปลืองมาก ๆ" บุญเยี่ยมกล่าว

ต่อยมวยส่งตัวเองเรียน

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

ภัทรชัยไม่ต่างจากเด็กหลายคนในภาคอีสานที่ตัดสินใจชกมวย เนื่องจากต้องการหาเงินส่งเสียเลี้ยงดูพ่อแม่และครอบครัว รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษา

ผลการวิจัย Child Watch Project โดยสถาบันรามจิตติ พบว่ามีเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ชกมวยไทยบนเวทีอาชีพตามสถานที่ต่าง ๆ เช่น สถานศึกษาและสถานที่ราชการจำนวนมาก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีถิ่นฐานอยู่ในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ 8,000 คน

"บ้านนอก เห็นนักมวยต่อยได้ตังค์เร็วก็ตัดสินใจเดินเส้นทางนี้ [พวกเขา] ทำเพราะความอัตคัต เพื่อความอยู่รอดของชีวิตเขา" ปกรณ์ ทรงประโคน กรรมการมวย และอดีตเจ้าของค่ายมวย เสมาเมืองชัย จ.บุรีรัมย์ กล่าว

ห่างออกไปประมาณ 30 กิโลเมตร ที่ค่ายมวย ส.สมควร ที่ ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด มิญชญา สิมวงศ์ อายุ 12 ปี หรือ "แก้วกานดา ส.สมควร" กำลังซักซ้อมมวยในเวลาหลังเลิกเรียน

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ มิญชญา สิมวงศ์ อายุ 12 ปี หรือ "แก้วกานดา ส.สมควร"

ตั้งแต่เริ่มชกมวยเมื่ออายุแปดขวบ เธอได้แชมป์มาแล้วทั้งหมดสี่เส้น โดยผู้ฝึกของเธอ เป็นทั้งพ่อและโค้ช ที่เริ่มทำค่ายมวย ส.สมควร ตั้งแต่ปี 2548

มิญชญาบอกกับบีบีซีไทยว่า เธอตัดสินใจชกมวยเพื่อสร้างรายได้ให้แม่ และอยากมีอนาคตเหมือน สมรักษ์ คำสิงห์ นักกีฬาทีมชาติไทยคนแรกที่ที่ได้รับรางวัลเหรียญทองจากการแข่งขันมวยสากลสมัครเล่นโอลิมปิก

เธอบอกว่า เธอได้ค่าตัวสูงสุด 5,000 บาทต่อการชกหนึ่งครั้ง ซึ่งเธอจะนำเงินวันละ 50 บาทเป็นอย่างต่ำ ไปฝากไว้ในบัญชีออมทรัพย์ที่โรงเรียนอนุบาลแสนสุขที่ตั้งอยู่ที่ อ.ละหานทราย เพื่อเก็บไว้เป็นค่าเทอม

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

ประสบการณ์การชกกว่า 40 ไฟต์ของเธอ ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับนักมวยเด็กคนอื่น ๆ ในภาคอีสาน ที่มักจะชกกันหลายครั้งในหนึ่งเดือน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล

"บางทีครูเคยทำวันหนึ่งสองงานก็มี เมื่อก่อนช่วงเทศกาล บ้านไหนก็มีมวย" บุญเยี่ยม กล่าว

แต่นั่นไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.กีฬามวย 2542 ที่ระบุว่า นักมวยที่แข่งขันครบห้ายก จะต้องพัก 21 วันก่อนการชกในครั้งต่อไป นักมวยที่ชนะสามยก จะต้องพัก 14 วันก่อนการชกในครั้งต่อไป นักมวยที่แพ้น็อก ต้องพักก่อนการชกครั้งต่อไป 30 วัน และนักมวยที่แพ้จากการน็อกเอาต์โดยได้รับการกระทบกระเทือนที่ศีรษะสองครั้งจะต้องพัก 90 วัน และจะต้องได้รับการรับรองจากแพทย์สำหรับการชกครั้งต่อไปด้วย

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

สำหรับมิญชญา พ่อของเธอจะคอยจัดการให้แต่ละไฟต์ห่างกัน 20-25 วัน

"ถ้าชกไฟต์นี้และหนักเกินไป แล้วมีรายการในอีกห้าถึงหกวัน ถ้าไม่พร้อม เรายอมเสียคำพูด เราต้องบอกว่าน้องไม่พร้อม เพราะถ้าชกไปเป็นอันตรายต่อน้อง การที่ชกแต่ละทีต้องดูความฟิตเขาด้วย" สุคนธ์ พ่อและโค้ชของมิญชญา กล่าว

ภาวะเสี่ยง

ที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม มีนักเรียนที่ชกมวยอาชีพประมาณเจ็ดคนในชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น หนึ่งในนั้นคือภัทรชัย

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ครูที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่มที่ภัทรชัยเรียนอยู่ บอกว่าผลการเรียนของเขาถดถอยลงตั้งแต่เริ่มชกมวย

บัญชา คนชุม ครูผู้สอน ม.1-3 กล่าวว่า ทางโรงเรียนอะลุ่มอล่วยให้นักเรียนที่ชกมวยให้มาเรียนสายหรือขาดเรียนได้ แต่การขาดเรียนบ่อยทำพวกเขาติดตามเนื้อหาการเรียนกับเพื่อนได้ยาก

"ส่วนเรื่องระดับสติปัญญา [ของนักเรียนที่ชกมวยที่โรงเรียนบ้านหนองทองลิ่ม] จะอยู่ในระดับกลางลงมา" บัญชากล่าว

ทั้งนี้ ผลการเรียนของภัทรชัยถดถอยลงตั้งแต่เริ่มชกมวย โดยจะได้เกรดประมาณ 1-1.5 ในวิชาหลัก อีกทั้งยังมีปัญหาในด้านการอ่านและเขียน แต่จะมีผลการเรียนค่อนข้างดีในวิชาพลศึกษา

นั่นสอดคล้องกับงานศึกษาวิจัยของโครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็ก ที่ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี ซึ่งได้ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีผลต่อสมองของเด็กหรือไม่ โดยใช้เวลาสองปีในการติดตามผล มีจำนวนกลุ่มตัวอย่างเป็นนักมวยเด็กจำนวน 200-250 คน เปรียบเทียบกับเด็กที่มีอายุและฐานะทางบ้านเท่ากัน

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ งานวิจัยทางการแพทย์พบว่า กีฬาปะทะแบบมวยอาจทำให้สมองเด็กเสียหาย

โดยผลการวิจัยพบว่ากลุ่มนักมวยเด็กมีเลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสม ซึ่งเป็นสารพิษต่อเนื้อสมอง เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาดและถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ การทำงานของสมองด้านความจำลดลง อาจนำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อมได้ ระดับสติปัญญา หรือไอคิวของเด็กที่ชกมวยน้อยกว่าของเด็กทั่วไป

นอกจากจะพบว่า ระดับสติปัญญายังลดลงอย่างต่อเนื่องตามระยะเวลาในการชก แล้ว ผลจากการบาดเจ็บของสมองนักมวยเด็กยังส่งผลต่อการศึกษาและการดำรงชีวิตของเด็กในอนาคตอีกด้วย

ควรให้เด็กชกหรือไม่

เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่เพชรมงคล ป. พีณภัทร หรือ อนุชา ทาสะโก อายุ 13 ปี เสียชีวิตจากสาเหตุเลือดคั่งในสมอง หลังขึ้นชกบนสังเวียนใน จ.สมุทรปราการ ทำให้จุดประกายคำถามขึ้นอีกครั้งว่า เหมาะสมหรือไม่ที่ให้เด็กเข้าชกมวยซึ่งเป็นกีฬาที่ต้องปะทะกัน

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ค่ายมวย ส.สมควร ที่ ต.หนองไม้งาม อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือองค์การยูนิเซฟ เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจกำหนดนโยบายให้ออกกฎหมายที่จะช่วยปกป้องประโยชน์สูงสุดของเด็ก หลังการเสียชีวิตของอนุชา

"เราต้องมองว่าพวกเขาเป็นเด็ก มากกว่าจะเป็นนักมวย" องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ทูตสันถวไมตรีขององค์กร แถลงทางทวิตเตอร์ในวันที่ 14 พ.ย.

ในขณะนี้อยู่ระหว่างที่สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พิจารณาร่าง พ.ร.บ. มวยฉบับใหม่ เพื่อปรับปรุง พ.ร.บ. ฉบับเดิมที่ประกาศใช้มาแล้วตั้งแต่ ปี 2542

โดยห้ามไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีขึ้นชกมวยเด็ดขาด ป้องกันเกิดปัญหาเสียชีวิตจากการชกมวยและมีสภาพร่างกายที่ไม่พร้อม แต่จะอนุญาตเฉพาะเด็กที่มีความพร้อมอายุ 12-15 ปี

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

บุคคลในวงการมวยเกือบทั้งหมดไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่า นักมวยส่วนใหญ่จะเริ่มชกตั้งแต่อายุหกถึงแปดปี และหากกังวลเรื่องความปลอดภัย ก็ควรพูดถึงแนวทางการใช้อุปกรณ์ป้องกันตัว เช่น ใส่เฮดการ์ด เพื่อลดแรงปะทะ

เช่นเดียวกันผู้ปกครองของเด็กสามคนที่บีบีซีไทยสัมภาษณ์ โดย จันจิรา คนชุม อายุ 31 ปี กล่าวว่า ลูกชายวัย 13 ปีของเธอ เริ่มต่อยมวยตั้งแต่อายุเก้าขวบ ซึ่งเธอมองว่าถ้าเริ่มตั้งแต่เด็ก ๆ จะมีพื้นฐานที่ดี และเป็นการฝึกความอดทนและความรับผิดชอบ อีกทั้งยังสามารถแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในครอบครัวอีกด้วย

ช่วงนี้ลูกชายของเธอแข่งเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง โดยมีค่าตัว 4,000-5,000 บาท และประมาณ 8,000 บาทถ้าแข่งที่กรุงเทพฯ โดยที่ผ่านมา เคยกระดูกมือร้าวจากการชก แต่ไม่รุนแรง พักหนึ่งเดือนก็หาย

"กีฬา ถ้ามีการจัดการที่ดี ดูสุขภาพว่าพร้อมไหม ก็ไม่มีปัญหา" จันจิรา กล่าว

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 พ.ย. ที่ประชุมคณะกรรมการคุ้มครองเด็กแห่งชาติ มีข้อสรุปไม่เห็นด้วยกับการให้เด็กชกมวย ซึ่งถือว่าขัดต่อ พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก และอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ที่ประเทศไทยลงนามเป็นภาคีเมื่อปี 2535 ที่ระบุว่า เด็กมีหน้าที่ต้องเรียนหนังสือ ไม่ได้มีหน้าที่หาเลี้ยงครอบครัว

ซึ่ง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้ความคุ้มครองเด็กตั้งแต่อายุ 18 ปีลงมา นั่นหมายความว่า ผู้ที่จัดการแข่งขันมวยเด็กจะถูกดำเนินคดี

นกน้อย หลอดแก้ว ยายของภัทรชัย ไม่เห็นด้วยหากรัฐบาลจะแก้กฎหมายที่ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีชกมวยอาชีพ แม้ว่าจะได้รับทราบข้อมูลเรื่องผลงานวิจัยด้านผลกระทบทางสมองของเด็กผ่านบีบีซีไทยแล้วก็ตาม

"[เด็ก] ได้ออกกำลังกาย ดีกว่าอยู่บ้านเฉย ๆ แล้วชกมวยได้รายได้ด้วย เป็นการแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย" นกน้อย ซึ่งทำงานที่โรงครัวของโรงเรียนรัฐบาลใน จ.บุรีรัมย์ กล่าว พร้อมเพิ่มเติมว่า ภัทรชัยจะแบ่งเงินให้เธอ 300-500 บาทเมื่อได้เงินจากการชกแต่ละครั้ง

Image copyright PANUMAS SANGUANWONG/BBC THAI

ภัทรชัยอยู่ในการดูแลของนกน้อยตั้งแต่เขาอายุเพียงสามเดือน หลังจากที่พ่อและแม่ของเขาเลิกกัน ทำให้นกน้อยต้องดูแลเด็กสามคน รวมถึงลูกชายอายุ 16 ปีของเธอสองคน ซึ่งเป็นนักมวยเหมือนกัน

"คนที่ต่อย ๆ มาก่อนก็ไม่มีปัญหาอะไร นักมวยใกล้ ๆ บ้านก็รุ่ง" นกน้อย วัย 51 ปี กล่าวกับบีบีซีไทย ในขณะที่ทำงานครัวอยู่ที่โรงเรียน "จากที่เห็นมาไม่เห็นเป็นอะไร"

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม