แรงงานไทยในอิสราเอล : สถานทูตอิสราเอลชี้ความเป็นอยู่ของแรงงานไทยไม่เลวร้าย

  • 28 พฤศจิกายน 2018
แรงงานไทยในอิสราเอล

สถานทูตอิสราเอลปฏิเสธรายงานข่าวสืบสวนสอบสวนของบีบีซีที่ว่าแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในภาคเกษตร ของอิสราเอลจำนวนหนึ่ง มีความเป็นอยู่ลำบาก ถูกเอาเปรียบ และละเมิดสิทธิ์ โดยในรอบ 6 ปี มีแรงงานไทยเสียชีวิตไปกว่า 170 คน

สถานเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทยระบุในเอกสารแถลงข่าวเมื่อวันที่ 30 พ.ย.ว่า "ปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมดที่รายงานโดยสำนักข่าวบีบีซี ว่าด้วยเรื่องว่าจ้างแรงงานไทยไปทำงานในอิสราเอล ข้อกล่าวหาทั้งหมดนั้นเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงโดยสิ้นเชิง"

ในเอกสารดังกล่าวระบุว่าได้สั่งให้หน่วยงานต่าง ๆ เช่น สำนักผู้ประสานงานว่าด้วยเรื่องการต่อต้านการค้ามนุษย์แห่งชาติ ฯลฯ ให้ดูแลการว่าจ้างงาน ของแรงงานต่างชาติ ความปลอดภัยในสถานที่ทำงานและสุขอนามัยให้เห็นไปตามกฎหมายแรงงานของรัฐ

นอกจากนี้ยังมีศูนย์บริการสายด่วนพิเศษเป็นภาษาไทยเพื่อให้แรงงานไทยสามารถรายงานปัญหาต่าง ๆ ที่ได้รับ โดยในปี 2561 มีการแจ้งเข้ามา 992 คำร้อง และทั้งหมดได้รับการดูแล้ว

เอกสารของสถานทูตยังอ้างว่าจากการสำรวจของ International Organization for Migration (IOM) จนถึงปัจจุบันพบว่าร้อยละ 95 ของแรงงานไทยเห็นว่าข้อตกลงความร่วมมือไทย-อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน "ดีจนถึงดีเลิศ" และคณะทำงานของไอโอเอ็มยังได้เดินทางไปอิสราเอล ในเดือนที่ผ่านมา "และประทับใจเป็นอย่างยิ่งกับสิ่งที่แรงงานไทยได้รับการปฏิบัติ"

คำบรรยายภาพ สภาพห้องนอนของแรงงานไทยในอิสราเอลจำนวนหนึ่ง

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์สดทางเฟซบุ๊กบีบีซีไทยว่า จะเชิญผู้แทนไอโอเอ็ม มาหารือในสัปดาห์หน้า และจากการหารือกับทูตไทยในอิสราเอล และทูตแรงงานไทยได้รับแจ้งว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเพียงบางส่วน แต่จะดำเนินการเพื่อให้ แก้ไขต่อไป

"ผมเชื่อมั่นในการแก้ปัญหา เพราะระบบของเราเปิดให้แรงงานมาร้องเรียนอยู่แล้วเพื่อให้มีการบังคับใช้กฎหมายให้เข้มงวดมากขึ้น ...ผมเชื่อมั่นในระบบ ของอิสราเอลเพราะเห็นว่าได้มีการแก้ปัญหาที่ประสานไปเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ขอรับเรื่องที่เกิดขึ้นมาตรวจสอบอีกครั้ง"

พล.ต.อ.อดุลย์ ยังระบุถึงตัวเลขแรงงานไทยที่เสียชีวิตในอิสราเอลว่ามีกว่า 170 คน ซึ่งตรงกับการรายงานของบีบีซี อย่างไรก็ดี พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า ได้รับข้อมูลจากทูตไทยในอิสราเอลว่าแรงงานที่เสียชีวิตนั้นเป็นเพราะ "ทำงานหนัก ความเครียด ดื่มสุรา และรายงานทางการแพทย์บอกว่าเป็น พันธุกรรมของคนอีสานในไทย"

เมื่อถูกถามว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตกว่า 170 คนนั้นถือว่าน่าเป็นห่วงหรือไม่ พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า "ถือว่าพอสมควร แต่ถ้าดูจากประเทศอื่นที่ไป เช่น จีน ส่งแรงงานไปน้อยกว่าเราแต่อัตราสูญเสียมากกว่าไทย"

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานกล่าวว่ามีแผนจะเดินทางไปติดตามสถานการณ์ในอิสราเอลด้วยตัวเอง กลางเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้

เสียงสะท้อนจากแรงงานไทยและเอ็นจีโอ

ด้านนายบี (นามสมมุติ) ซึ่งเป็นอดีตแรงงานไทยในอิสราเอล กล่าวในการให้สัมภาษณ์สดในรายการเดียวกันว่า เขาไปทำงานที่อิสราเอลในปี 2556 และอยู่ที่นั่นประมาณปีครึ่ง ปัญหาที่ประสบคือ "ถ้าเป็นโมชาฟ (หมู่บ้านการเกษตร) ค่าแรงจะไม่ได้ตามสัญญา เกือบจะทุกคน ถ้าเป็นคิบบุทซ์ (คล้าย ๆ กับสหกรณ์การเกษตร) จะได้เงินตามสัญญา"

เขาได้ร้องเรียนไปยังสถานทูตไทย "เรามีเบอร์โทรของสถานกงสุลที่โน่น ผมโทรไปร้องเรียน จากวันที่โทรไป จนถึงวันที่เขาโทรกลับมาสองเดือนกว่า เพราะคนร้องเรียนเยอะ และหากนับวันที่ร้องเรียนไปจนถึงวันที่เขาโทรกลับมา 5-6 เดือน มันนานเกินไป เขาบอกว่าจะติดต่อมาก็หายเงียบไป"

ในขณะที่ น.ส.กัญญพชร อาดีร์ บาคาร์ ล่ามของคาฟลาโอเวด องค์กรรณรงค์และช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติในอิสราเอล ระบุว่า ในปี 2561 ทางองค์กรได้รับเรื่องร้องเรียนจากแรงงานไทยมากกว่า 900 ราย ส่วนใหญ่เป็นเรื่องค่าแรง สภาพที่อยู่ ความปลอดภัยในการทำงาน และการทำงานติดต่อกันหลายชั่วโมงโดยไม่มีการหยุดพัก

ทั้งนี้ ในรายการสนทนาสดของบีบีซีไทย มีผู้แสดงความเห็นกว่า 700 คน ส่วนใหญ่เป็นแรงงานไทยที่ทำงานในอิสราเอล เกือบทั้งหมดสะท้อนปัญหา เรื่องค่าแรงที่ไม่เป็นไปตามสัญญา สภาพที่อยู่อาศัยและการทำงานหนักเกินไป

น.ส.กัญญพชร กล่าวด้วยว่าแรงงานไทยอยู่ในสภาพหวาดกลัวการถูกย้ายงานจึงทำให้บางส่วนไม่กล้ามาร้องเรียนขอความเป็นธรรม

"แรงงานรู้สึกว่าหมดหวัง เพราะร้องเรียนไปแล้วก็ถูกนายจ้างย้ายงาน...แต่ตามกฎหมายอิสราเอลระบุว่าถ้าแรงงานถูกไล่ออกเพราะร้องเรียนเรื่องสภาพ การทำงานและค่าแรงไม่ตรงตามกฎหมาย คุณสามารถยื่นฟ้องต่อศาลได้เลย"

ด้าน น.ส.เพ็ญประภา วงษ์โกวิท ทูตไทยในอิสราเอล ให้สัมภาษณ์ในรายการ Suthichai Live ของนายสุทธิชัย หยุ่น ว่า แรงงานไทยที่มาทำงาน ในอิสราเอลจะอยู่ตามฟาร์มของเอกชน ซึ่งสถานทูตต้องได้รับอนุญาตจึงจะเข้าไปตรวจสอบได้ และต้องนำเจ้าหน้าที่อิสราเอลไปพร้อมกัน

"เรื่องที่อยู่อาศัยที่เป็นไปตามข่าวบีบีซี เราได้รับเรื่องร้องเรียนประมาณ 200 เคสต่อปี จากจำนวนแรงงาน 25,000 คน เราก็พยายามจัดสรรเจ้าหน้าที่ลงไปดูแล...ไปก็พบสภาพที่ไม่น่าพอใจ อะไรก็แล้วแต่ ก็ขอให้เขาแก้ไข กฎหมายอิสราเอลก็แรงอยู่แล้ว เขาก็ต้องปรับปรุงแก้ไข"

ทูตไทยในอิสราเอล กล่าวด้วยว่า "ต้องขอบคุณนักข่าวที่เข้าไปแล้วสะท้อนออกมาเพียงแต่ว่าการที่ออกมาอาจทำให้ทางบ้านตกใจเกินกว่าเหตุบ้างไหม เพราะองค์กรดูแลก็มีอยู่เยอะพอสมควร โดยเฉพาะคนส่วนใหญ่ยังอยู่ในสภาพที่เหมาะสม และต้องการทำงานที่นี่ต่อไป"

แรงงานไทย 99% อยู่สุขสบาย

หลังบีบีซีไทยนำเสนอรายงานเรื่อง แรงงานไทยที่ถูกลืมในอิสราเอล กระทรวงแรงงานได้ส่งคณะแพทย์และพยาบาลจากกรมการแพทย์ กระทรวง สาธารณสุข จำนวน 11 คน ลงพื้นที่ในที่อิสราเอล ระหว่าง 27 พฤศจิกายน ถึง 1 ธันวาคม 2561 เพื่อตรวจสุขภาพของแรงงาน และตรวจ คัดกรองกลุ่มเสี่ยงจากภาวะใหลตายด้วยเครื่องตรวจคลื่นหัวใจ EKG และลงพื้นที่ที่มีประวัติแรงงานใหลตาย โดยเน้นหนักไปที่การศึกษา ประเมินสภาพการทำงาน สภาพความเป็นอยู่ เพื่อหาปัจจัยบ่งชี้ที่เป็นสาเหตุของ การใหลตาย

ทั้งนี้ จากการรายงานของเอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงเทลอาวีฟ ผ่านการประชุมวีดีโอ คอนเฟอร์เรนส์ พบว่าแรงงานที่ประสบปัญหาเป็นส่วนน้อยเพียง 1-2% โดยส่วนใหญ่ 99% อยู่สะดวกสบาย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานระบุว่าได้สั่งการให้มีการดูแลแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยกระทรวงแรงงาน มีมาตรการในการติดตามคุ้มครองดูแลให้แรงงานไทยในอิสราเอลได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ซึ่งจากกรณีค่าจ้างที่ไม่เป็นธรรมนั้น ในปีที่ผ่านมา สามารถเรียกร้องเงินชดเชยให้แก่แรงงานไทยได้กว่า 47 ล้านบาท

ในการประชุมร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องนี้ ที่ประชุมยังได้มีการหยิบยกปัญหาต่าง ๆ เช่น ปัญหาสุขภาพ ปัญหายาเสพติดในกลุ่มแรงงานไทย ขึ้นมาหารือ ซึ่งผู้แทนกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากการเดินทางไปอิสราเอล ร่วมกับทาง สอท.ไทยในเทลอาวีฟ โดยมีแพทย์ พยาบาลตรวจสุขภาพให้กับแรงงานไทย ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พบปัญหาส่วนใหญ่ที่แรงงานไทยแจ้งให้ทราบ คือ สถานที่พัก คับแคบ แออัด การมีชั่วโมงทำงานที่ยาวนาน 8-10 ชั่วโมง ซึ่งการทำงานที่หนักเกินไป ไม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอและการที่แรงงานมักดื่มอัลกอฮอล์ รวมทั้งปัจจัยอื่น ๆ อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพและโรคใหลตายได้

จากการตรวจสุขภาพแรงงานในปี 2560-2561 พบว่าแรงงานไทยมีปัญหาโรคอ้วน น้ำหนักเกิน ปวดเมื่อย กล้ามเนื้อ ปวดหลังและมีภาวะเครียด จากปัญหาหนี้สิน

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ (คสช.) กล่าวว่า

"เราจำเป็นต้องดูคนงานไทยที่ทำงานอย่างถูกต้อง ส่วนคนงานที่ไปทำงานแบบไม่ถูกต้องก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทำงานแบบไม่ถูกต้องหากเกิดปัญหา อะไรขึ้นมา ก็ช่วยยากเหมือนกรณีเกาหลีใต้"

ทางกระทรวงแรงงานได้ลงนามในข้อตกลงด้านแรงงานกับรัฐบาลอิสราเอลภายใต้โครงการความร่วมมือไทย - อิสราเอลเพื่อการจัดหางาน (Thailand - Israel Cooperation on the Placement of Workers หรือ TIC) เรื่องการจ้างแรงงานไทยทำงานชั่วคราวในภาคเกษตรในรัฐอิสราเอลเมื่อปี 2555 ปัจจุบันมีแรงงานไทยไปทำงานในประเทศอิสราเอลภายใต้โครงการนี้ จำนวนทั้งสิ้น 24,746 คน ระยะเวลาการจ้างครั้งละ 2 ปี และสามารถต่อสัญญาจ้างงานได้อีก 3 ปี 10 เดือน รวมแล้วไม่เกิน 5 ปี 10 เดือน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำในอิสราเอล เดือนละ 5,300 เชคเกลอิสราเอล หรือประมาณ 47,000 บาท และทุก ๆ ปี จะมีแรงงานไทยราว 5,000 คนสมัครไปทำงานภายใต้โครงการนี้

"ผมก็เห็นใจคนไทย ที่ไปทำงานต่างประเทศ ก็ต้องติดตาม กำกับดูแลให้กระทรวงแรงงานย้ำเตือนในเรื่องของบริษัทต่างๆ ที่เอาคนไปทำงานต่างประเทศมีการหลอกลวงไปหรือไม่ บางที่ไปแล้วทำงานไม่ถูกต้องตามกฏหมายมันจะได้อย่างไร แล้วก็เดือดร้อนมาแบบนี้ มันเสียโอกาสและทำให้แรงงานไทยไม่ได้รับความไว้วางใจ ก็ขอให้ทำให้ดี ก็ต้องใช้บทบาทความสัมพันธ์ด้านต่างประเทศในการหารือร่วมกัน" พล.อ. ประยุทธ์กล่าว

ฝันที่ไม่เป็นจริง

ยศ (นามสมมุติ) เป็นแรงงานไทยคนหนึ่งที่บีบีซีไทยคุยด้วย เขาเคยทำงานในฟาร์มวัวและสวนพริกในโมชาฟพาราน เล่าว่า เขาเดินทางไปทำงาน ในอิสราเอล ได้ประมาณปีเศษเพราะต้องการสร้างบ้าน ซื้อที่ดินและหวังจะกลับไปทำเศรษฐกิจพอเพียง อย่างไรก็ดี เมื่อมาถึงอิสราเอลแล้วพบว่า สภาพการทำงาน ที่อยู่อาศัย และรายได้ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง

ยศเล่าว่าเขาต้องตื่นไปทำงานตั้งแต่หกโมงเช้า เพราะงานเริ่มตั้งแต่หกโมงครึ่ง เขาทานข้าวเช้าตอนเก้าโมง และทำงานต่อ ก่อนจะกลับไปยังที่พักในเวลา ประมาณบ่ายสองโมง จากนั้นสี่โมงเย็นเขาต้องลงมือบรรจุพริก ทำไปเรื่อยจนถึงสามทุ่ม แล้วถึงได้กลับมาหุงหาอาหารทานข้าวเย็นเสร็จราวสี่ทุ่ม หรือห้าทุ่ม แล้วจึงเข้านอน และต้องตื่นอีกทีในเวลาตีห้าของวันรุ่งขึ้น

"หน้าร้อนก็ร้อนจัด ทำงานเหนื่อยครับ หน้าหนาวก็ลำบากครับ หนาวเกิน ถ้าถามว่าอยู่ได้มั้ย ก็อยู่ได้ครับ แต่มันหนาว ไม่ค่อยอยากจะทำงาน มือชาหมด เก็บพริกเนี่ย ถามว่าเหนื่อยมั้ย มันก็เหนื่อย บางทีคิด นั่งท้อเหมือนกันครับ นั่งคนเดียว นั่งท้อคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว"

"ผมฝันมามาก ฝันว่าจะได้เงินเดือนละหกหรือเจ็ดหมื่นบาท แต่เอาเข้าจริง ผมส่งเงินกลับบ้านได้แค่ครึ่งหนึ่ง" ยศบอก

คำบรรยายภาพ บ้านพักของนายจ้างและแรงงานไทยในโมชาฟลาคิช

ยศ ซึ่งมีบ้านเกิดอยู่ในภาคอีสานบอกอีกว่าที่พักของเขานั้นอยู่ในสภาพไม่ถูกสุขลักษณะ แม้จะทำงานเหนื่อยมาทั้งวันแต่ก็มีบางคืนที่เขาหลับไม่ลง เพราะในที่พักนั้นมีทั้งเสียงแมลงสาบ เสียงหนู "ผมกลัวมันมากัดสายไฟและเสื้อผ้าด้วย"

ยศเชื่อว่าการที่นายจ้างเดิมของเขาสามารถปฏิบัติต่อเขาและแรงงานไทยคนอื่นได้แบบนี้ ก็เพราะหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบไม่ได้เข้ามาดูแล อย่างทั่วถึง ส่วนนายจ้างของเขานั้นก็ไม่ใส่ใจลูกน้อง

"ปกตินายจ้างต้องหาผ้าห่มที่นอนให้… แต่นี่เราต้องหาเองหมด อย่างสภาพแอร์แบบเนี่ย เขาต้องเปลี่ยนให้ แต่เขาไม่สนใจลูกน้องหรอก เขาเอาแต่งาน"

คำบรรยายภาพ ในการจัดทำรายงานชิ้นนี้แรงงานไทยหลายคนไม่กล้าให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผย

"ที่ผมต้องมาทำงานแบบนี้เพราะเราไม่ได้เกิดมารวย…และผมก็ไม่อยากให้ลูกต้องทำงานหนักแบบนี้ อยากให้เขาได้มีการศึกษา"ยศ บอก เขาบอกด้วยว่าทางบ้านไม่ทราบว่าสภาพการทำงานและที่พักของเขาในอิสราเอลเป็นอย่างไร

บีบีซีไทยขอสัมภาษณ์นายจ้างของยศ แต่ไม่ได้รับการตอบกลับ

ติดตามเรื่องราวของแรงงานไทยในอิสราเอลคนอื่น ๆ ในสารคดีของบีบีซีไทยทางยูทิวบ์ “แรงงานไทยที่ถูกลืมในอิสราเอล” ตอนที่ 1

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม